Talk to our business consultant: +60 3 9212 6688

9 วิธีเปิดร้านขายของชำให้ขายดีมีกำไรของร้านยุคใหม่

วิธีเปิดร้านขายของชำให้ขายดีมีกำไรที่คุณก็ทำได้!

ร้านขายของชำ ร้านโชห่วย หรือว่ามินิมาร์ท ถือเป็นอีกหนึ่งกิจการยอดนิยมในไทย เพราะไม่ว่าจะมีงบน้อยหรือมากก็เริ่มเปิดร้านขายของชำเล็ก ๆ ได้ ที่สำคัญกิจการนี้สามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล (ขอเพียงแค่รู้แหล่งซื้อสินค้าราคาถูกเท่านั้น)

และหากคุณกำลังคิดจะเปิดร้านขายของชำเล็ก ๆ วันนี้เราก็มี 9 วิธีเด็ดที่จะช่วยให้ร้านคุณรุ่งและประสบความสำเร็จได้ไม่แพ้ร้านสะดวกซื้อหรือซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่อย่าง 7-11, Big C หรือ Tesco Lotus มาฝากด้วย คือคุณจะต้องเริ่มต้นอย่างถูกต้องและวางแผนให้ครอบคลุมรอบด้าน แต่จะทำยังไงให้ขายดีมีกำไร? ไปดูพร้อมกันเลย!

หัวข้อสำคัญ

1. ศึกษาตลาดเพื่อเตรียมพร้อมเปิดร้านขายของชำ

ศึกษาตลาดเพื่อเตรียมพร้อมเปิดร้านขายของชำ

ภาพจาก Unsplash

ไม่ว่าคุณจะมีโครงการเปิดร้านขายของชำ กำลังวางแผนเปิดร้านขายของชำเล็ก ๆ คิดจะเปิดร้านโชห่วยขนาดย่อม หรือว่าเปิดมินิมาร์ทขนาดเล็ก ขอบอกเลยว่าวงการนี้ถือว่ามีการแข่งขันสูงมาก แต่ก็ไม่ได้ยากจนเกินความสามารถของคนตั้งใจจริง

ดังนั้นสิ่งแรกที่คุณจะควรทำก็คือ ศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจตลาดเสียก่อน เช่น หากคิดจะเปิดร้านขายของชำในหมู่บ้านหรือพื้นที่ไหน ก็ต้องดูว่า คนในพื้นที่นั้นยังต้องการสินค้าประเภทใดบ้าง โดยสินค้าส่วนใหญ่ที่ร้านขายของชำ มินิมาร์ท และร้านสะดวกซื้อทั่วไปมีบริการก็ได้แก่

  • ขนมปัง ขนมปังสอดไส้, แซนด์วิช, กะหรี่ปั๊บ ฯลฯ
  • อาหารแห้ง – ข้าวสาร,บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, ถั่วและผลไม้อบแห้ง ฯลฯ 
  • เครื่องดื่มสำเร็จรูป ชา, กาแฟ, นมกล่อง, น้ำผลไม้ ฯลฯ
  • เครื่องปรุงอาหาร น้ำปลา, ซอสปรุงรส, ผงชูรส, น้ำตาล ฯลฯ
  • ของใช้ส่วนตัว แป้งฝุ่น, โฟมล้างหน้า, ครีมอาบน้ำ, โลชั่น ฯลฯ
  • น้ำมันเติมรถจักรยานยนต์เบนซิน, E20, แก๊สโซฮอล์

นอกจากนี้ก็ยังมีสินค้าอีกมากมายที่นิยมขายในร้านโชห่วยและมินิมาร์ท เพราะฉะนั้นศึกษาตลาดให้ดีและเลือกสินค้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าในย่านนั้น ๆ เช่น หากคิดจะเปิดเปิดร้านขายของชำบ้านนอกหรือเปิดในหมูบ้านเล็ก ๆ คุณก็ต้องสังเกตว่าคนในหมู่บ้านจะต้องการสินค้าไหน ซึ่งส่วนมากจะเป็นสินค้าข้าวของเครื่องใช้จำเป็นทั้งนั้น แล้วมีสินค้าอะไรอีกที่คุณจะวางขายเพื่อเรียกลูกค้าเข้าร้าน?

บอกเลยว่าแค่รู้จักศึกษาตลาดและเข้าใจความต้องการของลูกค้าในขั้นตอนเริ่มต้น ร้านขายของชำเล็ก ๆ ของคุณจะไปได้สวยยิ่งขึ้นแล้ว จำไว้ว่า เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง!cool

2. เปิดร้านขายของชำในรูปแบบที่ต้องการ

เปิดร้านขายของชำในรูปแบบที่ต้องการ

ภาพจาก Pixabay

“เปิดร้านขายของชำ ต้องจดทะเบียนอะไรบ้าง?”

เราเชื่อว่าผู้ประกอบการมือใหม่กำลังตั้งคำถามนี้กันอยู่ เพราะการเปิดร้านขายของชำถือเป็นสิ่งที่ค่อนข้างท้าทาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจดทะเบียนร้านหรือจดทะเบียนพาณิชย์ เพราะคุณต้องคำนึงถึงอนาคตของร้านขายของชำของคุณด้วย แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล เพราะคุณสามารถเลือกได้ว่าจะเปิดร้านค้านี้แบบไหน คุณต้องการเป็นเจ้าของร้านคนเดียว ต้องการเปิดเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือว่าจะเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด ซึ่งแต่ละแบบก็มีความแตกต่างกันดังนี้ :-

  • กิจการเจ้าของคนเดียว (Sole Proprietorship) คือ กิจการที่ดำเนินการโดยเจ้าของคนเดียวทั้งหมด ข้อดีคือ จัดตั้งง่าย เจ้าของมีอิสระในการตัดสินใจ ข้อบังคับทางกฎหมายน้อย ไม่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายในการบริหารมาก และสามารถเลิกกิจการได้ง่าย แต่ก็มีข้อเสียคือ อาจจะขาดความน่าเชื่อถือ หาเงินทุนยาก ไม่มีคนช่วยคิดและวางแผน เสียเปรียบภาษีอากร และก็อาจจะมีข้อจำกัดเมื่อต้องการขยายกิจการ
  • ห้างหุ้นส่วนสามัญ (General Partnership) หรือ (Ordinary Partnership) คือ กิจการที่มีเจ้าของ 2 คนขึ้นไป มีลักษณะคล้ายกับกิจการเจ้าของคนเดียว แต่หุ้นส่วนทุกคนต้องมีส่วนรับผิดชอบในการชำระหนี้สินร่วมกัน  สามารถเลือกได้ว่าจะจดทะเบียนหรือไม่จดก็ได้ แบ่งเป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ ห้างหุ้นส่วนสามัญแบบไม่ได้จดทะเบียน ไม่เป็นนิติบุคคล สามารถฟ้องร้องใครก็ได้เมื่อเกิดคดีความ และห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล เป็นนิติบุคคลที่แยกจากหุ้นส่วน หากทรัพย์สินของห้างไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ จะฟ้องร้องในนามของห้างหุ้นส่วนก่อน แล้วค่อยฟ้องร้องในหุ้นส่วนต่อไป
  • หุ้นส่วนจำกัด (Limited Partnership) คือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด จะต้องทะเบียน และหากมีการดำเนินการนิติกรรมใด ๆ จะต้องทำในนามของห้างหุ้นส่วน สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทเช่นกัน ได้แก่ หุ้นส่วนแบบจำกัดความรับผิดชอบ คือรับผิดชอบหนี้สินไม่เกินจำนวนเงินที่ลงทุน โดยหุ้นส่วนไม่มีสิทธิ์จัดการห้างหุ้นส่วน สามารถแสดงความคิดเห็นได้เท่านั้น ซึ่งตามหลักกฎหมายแล้วไม่สามารถนำชื่อหุ้นส่วนชนิดจำกัดความรับผิดชอบมาตั้งเป็นห้างหุ้นส่วน และหากหุ้นส่วนนี้ตายหรือล้มละลาย กิจการก็จะสามารถดำเนินการต่อไปได้ ส่วนแบบที่ 2 คือ หุ้นส่วนแบบไม่จำกัดความรับผิดชอบ คือ รับผิดชอบหนี้สินแบบไม่จำกัดจำนวน ต้องมีอย่างน้อย 1 คน ซึ่งหุ้นส่วนประเภทนี้มีสิทธิ์จัดการงานของห้างหุ้นส่วน
  • บริษัทจำกัด (Limited Corporation) คือ กิจการที่เกิดจากการร่วมทุนของกลุ่มคนที่ทำธุรกิจร่วมกัน มีผู้ร่วมลงทุนอย่างน้อย 3 คน ทุนแบ่งออกเป็นส่วนต่าง ๆ ที่เรียกว่า หุ้น และผู้ถือหุ้นสามารถโอนขายหรือโอนหุ้นให้กับผู้อื่นได้ ความรับผิดชอบของผู้ถือหุ้นเท่ากับจำนวนหุ้นที่ถือ และเป้าหมายของกิจการชนิดนี้ก็คือการหากำไรมาแบ่งกัน ข้อดีคือ มีความน่าเชื่อถือมากกว่ากิจการที่มีเจ้าของคนเดียว บริษัทสามารถหาทุนเพิ่มในการขายหุ้น ส่วนข้อเสียคือ ขั้นตอนการจัดการค่อนข้างยุ่งยาก ใช้เงินในการบริหารสูง ความลับเปิดเผยง่าย และอาจต้องจ้างคนนอกบริษัทเข้ามาช่วยงานในบางส่วน

เห็นรูปแบบของการจัดตั้งกิจการแล้วเป็นยังไงกันบ้าง ? ดูแล้วแบบไหนเหมาะกับร้านขายของชำ ร้านโชห่วย หรือมินิมาร์ทที่คุณกำลังจะเปิดมากที่สุด ? ยังไงก็อย่าลืมเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของการประกอบธุรกิจประเภทต่าง ๆ ให้ดีก่อนเปิดร้านขายของชำเป็นของคุณเองล่ะ

3. ศึกษาเอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนร้านขายของชำ

ศึกษาเอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนร้านขายของชำ

ภาพจาก Unsplash

“ขออนุญาตเปิดร้านขายของชำ ต้องทำอย่างไร?”

หากคุณกำลังวางแผนเปิดร้านขายของชำ, ร้านโชห่วย, มินิมาร์ท หรือว่าร้านสะดวกซื้อ ก็ต้องมีการยื่นเอกสารเพื่อการจดทะเบียนร้านหรือจดทะเบียนพาณิชย์ร้านค้า/บุคคลธรรมดา ซึ่งตามหลักของกระทรวงพาณิชย์แล้ว คุณต้องเตรียมเอกสารดังต่อไปนี้ :-

3.1  ผู้มีหน้าที่จดทะเบียนพาณิชย์ (ร้านค้า/บุคคลธรรมดา)

1) บุคคลธรรมดาคนเดียว (กิจการเจ้าของคนเดียว)

2) ห้างหุ้นส่วนสามัญ

3) นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่มาตั้งสำนักงานสาขาในประเทศไทย

4) ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนจำกัด

5) บริษัทจำกัด บริษัทมหาชน

3.2  เอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนพาณิชย์

1) สำเนาบัตรประชาชน/ทะเบียนบ้านของเจ้าของหรือของผู้จัดการแล้วแต่กรณี

2) หนังสือให้ความยินยอมให้ใช้สถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่

3) สำเนาทะเบียนบ้านที่แสดงให้เห็นว่าผู้ให้ความยินยอมเป็นเจ้าบ้าน หรือสำเนาสัญญาเช่าโดยมีผู้ให้ความยินยอมเป็นผู้ให้เช่า

4) แผนที่แสดงที่ตั้งสำนักงานใหญ่

5) หนังสือมอบอำนาจ/สำเนาบัตรประชาชนประจำตัวผู้รับมอบอำนาจ

ทั้งนี้สามารถดูเอกสารในการจดทะเบียนพาณิชย์ได้เพิ่มเติมจากเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เลย! และเมื่อคุณเตรียมเอกสารพร้อมแล้ว ก็จะช่วยให้จดทะเบียนร้านขายของชำ, ร้านโชห่วย, มินิมาร์ท หรือร้านสะดวกซื้อของคุณได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น

หมายเหตุ:

  • ในการจดทะเบียนพาณิชย์คุณจะต้องตั้งชื่อร้านไปด้วย
  • หากต้องการขายเหล้าและบุหรี่ในร้านขายของชำ จะต้องจดทะเบียนกรมสรรพสามิตด้วย

จำไว้ว่าเมื่อเอกสารพร้อม คุณก็จะขออนุญาตเปิดร้านขายของชำได้ไม่ยาก เพราะฉะนั้นควรเตรียมเอกสารทุกอย่างให้พร้อมก่อนขอจดทะเบียนร้านค้าwink

4. ดูว่าต้องใช้เงินทุนในการเปิดร้านขายของชำเท่าไหร่

ดูว่าต้องใช้เงินทุนในการเปิดร้านขายของชำเท่าไหร่

ภาพจาก Pixabay

งบในการเปิดร้านขายของชำนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของร้านที่คุณต้องการเปิด เช่น

  • หากไม่มีพื้นที่และต้องก่อสร้างใหม่ทั้งหมด งบเริ่มต้นก็อาจจะอยู่ที่ 100,000 บาท
  • ถ้ามีพื้นที่อยู่แล้ว แค่ต้องจ่ายค่าสินค้าหมุนเวียนในร้าน ตุนสต๊อกสินค้า หรือตู้ทำความเย็นก็อาจจะเริ่มต้นที่ 50,000-80,000 บาท
  • ถ้าต้องเช่าที่และซื้อสินค้ามาหมุนเวียนในร้าน ก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นประมาณ 50,000-100,000 บาท

อย่างไรก็ตาม ขอย้ำอีกทีว่า งบประมาณในการเปิดร้านขายของชำนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของร้าน หากคุณวางแผนเปิดร้านขายของชำเล็ก ๆ และมีพื้นที่อยู่แล้วก็จะใช้งบน้อยหน่อย  แต่ถ้าคิดจะเปิดร้านใหญ่และต้องไปเช่าที่หรือทำร้านใหม่ ก็ต้องมีเงินทุนหนาพอประมาณ

ดังนั้นถ้าจะให้ดีจริง ๆ คุณควรค่อย ๆ ลงทุนเปิดร้านขายของชำตามงบที่มีก่อนจะดีกว่า แล้วถ้าร้านไปได้สวยก็ค่อยขยายกิจการร้านของชำของคุณ จะได้ไม่เสี่ยงต่อการเจ๊ง ให้ค่อยเป็นค่อยไปเหมือนสุภาษิตที่ว่า ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม

5. เลือกทำเลที่ดีที่สุดในการเปิดร้านขายของชำ

เลือกทำเลที่ดีที่สุดในการเปิดร้านขายของชำ

ภาพจาก 1 และ 2 จาก Pixabay

นอกเหนือจากการเตรียมตัวและการเตรียมเอกสารในการเปิดร้านขายของชำแล้ว ทำเล ก็เป็นหนึ่งส่วนที่เรียกได้ว่าสำคัญที่สุดในการเปิดร้านที่ว่านี้ นั่นเพราะว่าเมื่อเปิดร้านขายของชำในทำเลที่มีการแข่งขันน้อยแล้ว คุณยิ่งจะเห็นยอดขายเป็นกอบเป็นกำ

และการเลือกทำเลที่ดีที่สุดในการเปิดร้านขายของชำ, ร้านโชห่วย, มินิมาร์ท หรือร้านค้าต่าง ๆ นั้นก็ได้แก่

  • อยู่ในพื้นที่ที่มีคนเดินผ่านทั้งด้านหน้าและด้านหลังร้าน เพื่อให้มองเห็นได้หลายมุมและเพิ่มโอกาสในการขาย
  • ไม่ควรอยู่ในบริเวณทางสามแพร่ง ซึ่งทางโบราณเชื่อว่าเป็นทำเลที่ไม่ดีและตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว ทางสามแพร่งถือว่าไม่เป็นมงคลแก่การค้าขาย
  • อยู่ใกล้กับร้านอื่น ไม่ควรอยู่โดด ๆ แต่ควรมีร้านค้าอื่น ๆ อยู่ในบริเวณเดียวกันด้วย และจำไว้ว่าร้านขายของชำของคุณต้องอยู่ในแหล่งที่ผู้คนเข้าไปจับจ่ายใช้สอย
  • มีที่จอดรถสำหรับลูกค้า อาจจะเป็นที่จอดรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือเป็นที่ที่มีการคมนาคมสะดวกสบายก็ได้ ลองนึกดูว่าถ้าคุณเป็นลูกค้าเองและต้องเดินทางไปร้านที่ไม่มีที่จอดรถ ก็คงจะไม่อยากไปสักเท่าไหร่จริงไหมล่ะ?
  • อยู่ในทำเลที่มีลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย อาจจะเปิดในชุมชน ใกล้โรงเรียน ใกล้มหาลัย หรือพื้นที่ไหนก็ได้ แต่ขอให้มีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายก็พอ
  • ขยายพื้นที่ได้ ทำเลที่ดีจะต้องช่วยให้คุณขยายพื้นที่ร้านในอนาคตได้ด้วย เพราะเมื่อร้านขายของชำเล็ก ๆ ของคุณไปได้สวย ยังไงคุณก็อยากขยายให้ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับลูกค้าแน่นอน

นี่เป็นหลักการเลือกทำเลเปิดร้านเบื้องต้น ซึ่งถ้าคุณมีโครงการเปิดร้านขายของชำเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน ก็อาจจะไม่ต้องเครียดเรื่องทำเลร้านมาก และสามารถปรับกลยุทธ์เรื่องทำเลได้ตามความเหมาะสมเพราะมีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอยู่แล้ว ทั้งนี้ควรให้ความสำคัญในเรื่องของการจัดแผนผังร้านค้า ความสะอาด และการบริการลูกค้าด้วย

6. เลือกคู่ค้าหรือซัพพลายเออร์ร้านขายของชำอย่างชาญฉลาด

เลือกคู่ค้าหรือซัพพลายเออร์ร้านขายของชำอย่างชาญฉลาด

ภาพจาก Pixabay

หากคิดจะเปิดร้านขายของชำ ร้านโชห่วย หรือมินิมาร์ทให้รุ่ง คุณต้องบริหารจัดการร้านได้อย่างลื่นไหล คือ เริ่มจากคู่ค้าหรือซัพพลายเออร์ที่จะจัดส่งสินค้า หรือจะเป็นแหล่งรับซื้อสินค้ามาขายก็ได้ เพราะคุณต้องมีเครือข่ายคู่ค้าที่แข็งแกร่งและเชื่อถือได้ ถึงจะเปิดร้านขายของชำได้อย่างสบายใจ

ลองหาร้านขายส่ง แหล่งซื้อสินค้าที่ขายสินค้าราคาเป็นกันเอง หรือเลือกแหล่งขายส่งที่คุณเป็นลูกค้าสมาชิก เพื่อซื้อสินค้าในราคาสมาชิก จะได้ประหยัดต้นทุนได้มากขึ้น และยิ่งเมื่อหาซัพพลายเออร์ที่อยู่ใกล้แล้ว คุณก็จะประหยัดค่าเดินทางและค่าขนส่งไปได้อีกต่อหนึ่ง ดังนั้นลองนำแนวคิดเหล่านี้ไปพิจารณาดู

หากพูดถึงแหล่งค้าส่งที่เจ้าของร้านค้า ร้านขายของชำ ร้านโชห่วย หรือมินิมาร์ทนิยมไปซื้อสินค้ามาขายต่อในไทย ก็คงจะเป็น

  • Big C
  • Tesco Lotus
  • Makro

นอกจากนี้ในเขตชุมชนก็อาจจะมีร้านขายส่งใกล้เคียงอยู่ก็ได้ ยังไงลองสำรวจพื้นที่ให้ดี แล้วก็เลือกคู่ค้าร้านขายของชำของคุณอีกที แล้วคุณจะรู้ว่าการมีซัพพลายเออร์ที่ไว้ใจได้นั้นสำคัญแค่ไหนในการเปิดร้านขายของชำหรือมินิมาร์ทของคุณ

7. ต้องมีกลยุทธ์ที่ดีในการตั้งราคาสินค้าร้านขายของชำ

การตั้งราคาสินค้าในร้านขายของชำ

ภาพจาก Unsplash

อีกหนึ่งปัญหาของคนที่เริ่มเปิดร้านขายของชำก็คือ ไม่รู้ว่าควรตั้งราคาสินค้ายังไงถึงจะถูกใจลูกค้า นั่นก็เพราะว่า . …

  • หากคุณตั้งราคาสินค้าต่ำเกินไป ก็จะส่งผลต่อกำไรร้าน หรือเผลอ ๆ หากตั้งราคาผิดก็เสี่ยงต่อการขาดทุนไปเลย
  • แต่ถ้าตั้งราคาสูงเกินไป ก็จะขายของไม่ออก ของแพงลูกค้าไม่อยากซื้อ

ดังนั้นทางร้านจะต้องมีกลยุทธ์การตั้งราคาสินค้าร้านขายของชำที่ดี จึงจะดึงดูดลูกค้าและช่วยให้ร้านขายดีไปพร้อม ๆ กันได้ อีกอย่างร้านคุณเองก็จะไม่เสียเปรียบคู่แข่งร้านอื่น ๆ !

แล้วหลักการในการตั้งราคาสินค้าสำหรับร้านขายของชำเบื้องต้น มีอะไรบ้าง ? เรารวมเทคนิคการตั้งราคาจากเจ้าของร้านขายของชำที่จะช่วยให้คุณขายดี มีกำไร และเป็นราคาที่ยุติธรรมสำหรับลูกค้ามาไว้เแล้วที่นี่ !

  • ตั้งราคาสินค้าโดยใช้เกณฑ์กำไรที่ 10 – 20% – คิดราคาเพิ่ม 10 – 20% จากราคาทุนสินค้าที่ขายในร้านขายของชำ เพราะอย่าลืมว่าคุณมีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าน้ำ ค่าไฟ แล้วไหนจะมีค่าขนส่งและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก
  • ไม่ควรขายสินค้าบางราคาแพงเกินไป – มีสินค้าบางรายการที่คุณต้องขายตามราคาที่ระบุไว้บนฉลากและไม่สามารถคิดราคาเพิ่มได้ เช่น เหล้า, บุหรี่, เครื่องดื่มชูกำลัง, น้ำอัดลม, เครื่องปรุงรส และการเติมเงินมือถือออนไลน์ เป็นต้น
  • กรณีมีร้านขายของชำร้านอื่นในพื้นที่ใกล้เคียง – ควรตั้งราคาสินค้าขายในราคาที่ใกล้เคียงกัน ไม่ควรตัดราคากัน เพราะเราก็ต้องเห็นใจผู้ประกอบการด้วยกันด้วย
  • จับคู่สินค้าขายในราคาถูกลง – อันนี้ออกแนวจัดโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้า เช่น 7-11 ก็มีโปรขายเครื่องดื่มกับขนมปังในราคาที่ถูกลง ช่วยให้ลูกค้าเป็นความคุ้มค่ามากขึ้น ก็ถือว่าเป็นไอเดียที่น่าลองเช่นกัน

ทั้งนี้สามารถดูตัวอย่างการตั้งราคาสินค้าร้านขายของชำหรือร้านโชห่วยได้ที่นี่

8. เปิดร้านขายของชำออนไลน์และออฟไลน์ควบคู่กันไป

เปิดร้านขายของชำออนไลน์และออฟไลน์ควบคู่กันไป

ภาพจาก Unsplash

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตของเราและช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตมากขึ้นนี้ ทำให้ลูกค้าหันมาท่องโลกออนไลน์มากยิ่งขึ้น ดังนั้นการจะเปิดร้านขายของชำให้ประสบความสำเร็จและขายดีเป็นกอบเป็นกำนั้น คุณจึงต้องมองหาช่องทางเพื่อเพิ่มโอกาสในการขายให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นเป็นได้ คือเปิดเว็บไซต์ขายของออนไลน์ ขายตามโลกโซเชียลอย่าง Facebook, Instagram และ LINE รวมถึงมีบริการเดลิเวอรี่สำหรับลูกค้าพื้นที่ใกล้เคียงด้วย

ทั้งนี้ยังมีการศึกษาของ Thumbsup พบว่า ผู้ซื้อกว่า 2 ล้านคนยังคงช้อปผ่านเว็บไซต์ของร้านค้าปลีก 50% ของผู้ซื้อของออนไลน์มาจาก Google และยังมีอีก 65% ของผู้ซื้อของผ่านร้านค้าปลีก โดย 25% ซื้อจากหน้าเว็บของร้านโดยตรง และอีก 40% ซื้อจาก Social Network แล้วแบบนี้คุณจะพิจารณาการเปิดร้านขายของชำออนไลน์ได้หรือยัง?

ขอบอกเลยว่าหากคิดจะเข้าถึงลูกค้าในยุคนี้ ร้านขายของชำของคุณต้องมีตัวตนทั้งออนไลน์และออฟไลน์ควบคู่กันไป

9. ใช้ระบบ POS เครื่องคิดเงินอัจฉริยะในร้านขายของชำ

ใช้ระบบ POS เครื่องคิดเงินอัจฉริยะในร้านขายของชำ

“รู้ไหมว่าปัญหาของร้านขายของชำส่วนใหญ่คือ ขาดการจัดการหน้าร้านและระบบหลังบ้านที่มีประสิทธิภาพ?”

นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเจ้าของร้านขายของชำ เจ้าของร้านโชห่วย เจ้าของมินิมาร์ท และเจ้าของร้านค้าปลีกถึงเริ่มหันมาใช้ระบบ POS เครื่องคิดเงินอัจฉริยะกันหมดแล้ว เพราะเจ้าระบบนี้สามารถจัดการได้ทั้งหน้าร้านและระบบหลังบ้าน ทั้งยังช่วยให้วางแผนการขายและจัดทำโปรโมชั่นร้านง่ายขึ้น ช่วยใหเการจัดการต่าง ๆ จึงเป็นไปอย่างราบรื่น และเจ้าของร้านก็นำข้อมูลเหล่านี้มาสร้างกลยุทธ์เพิ่มยอดขายให้กับร้านขายของชำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นร้านขายของชำที่มีระบบ POS หรือโปรแกรมขายหน้าร้านนี้จึงมีแนวโน้มขายดีกว่าและทำกำไรได้มากกว่า

หากจะถามหาฟีเจอร์ระบบ POS ร้านของชำที่ช่วยให้การขายสินค้าดียิ่งขึ้นก็ได้แก่

  • ทำงานบนคลาวด์ ระบบ POS ส่วนใหญ่ทำงานบนคลาวด์ (และระบบ POS สโตร์ฮับก็เป็นหนึ่งในนั้น) ช่วยให้เจ้าของร้านขายของชำดูรายงานยอดขายได้ทุกที่ทุกเวลาโดยไม่ต้องเข้าร้านหรือรอพนักงานปิดร้านก่อน
  • จัดสต๊อกสินค้าได้อย่างแม่นยำตัวระบบสามารถตัดสต๊อกสินค้าได้โดยอัตโนมัติเมื่อมีการซื้อ-ขาย และแจ้งเตือนเมื่อสต๊อกเหลือน้อย คุณจึงจัดสต๊อกสินค้าได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมมีสินค้าขายดีพร้อมขายตลอดเวลา อย่าลืมว่าการเปิดร้านขายของชำให้ประสบความสำเร็จได้นั้น ที่ร้านจะต้องมีสินค้ารองรับความต้องการของลูกค้า
  • ระบุสินค้าขายดีช่วยให้เจ้าของร้านรู้ว่าสินค้าไหนขายดีและนำข้อมูลนั้นมาจัดโปรโมชั่นสินค้าที่ขายไม่ค่อยดี และขายสินค้าคงคลังที่ไม่มีความเคลื่อนไหวได้ในที่สุด
  • ลดค่าใช้จ่าย – เมื่อร้านขายของชำมีระบบ POS ก็จะรู้ความเคลื่อนไหวในร้าน รู้ว่าควรทุ่มเวลาให้กับส่วนไหน ควรสต๊อกสินค้าไหนเพิ่ม ควรลดปริมาณสินค้าไหน หรือว่าควรขยายร้านไปในทิศทางใด ทำให้ร้านลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็น

นี่เป็นเพียงฟีเจอร์เบื้องต้นของระบบ POS เท่านั้น ระบบนี้เป็นระบบขายหน้าร้านและระบบหลังบ้านในตัว ถือเป็นอุปกรณ์ร้านขายของชำสำคัญที่สามารถช่วยให้คุณเชื่อมต่อธุรกิจร้านขายของชำของคุณได้อย่างเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งขายของออนไลน์ ฟรี เพิ่มสินค้าใหม่ ทำใบสั่งซื้อกับซัพพลายเออร์ และยังมีคุณสมบัติอื่น ๆ อีกมากมาย

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่เจ้าของร้านขายของชำที่ใช้ระบบ POS จะทำกำไรได้ดีกว่า ก็เพราะพวกเขามีข้อมูลประกอบการตัดสินใจในทางธุรกิจที่ดีกว่ายังไงล่ะ!cool

ข้อคิดปิดท้ายสำหรับการเปิดร้านขายของชำ

การเปิดร้านขายของชำ ร้านโชห่วย หรือมินิมาร์ทที่ขายดิบขายดีและทำกำไรให้คุณได้นั้น คุณจะต้องมีการเริ่มต้นที่ดี คือรู้ว่าความต้องการของตลาดเป็นแบบไหน คุณต้องการเปิดร้านในรูปแบบใด ต้องใช้เอกสารอะไรบ้างในการเปิด ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ทำเลที่ดีที่สุดเป็นแบบไหน ต้องมีหลักอะไรในการเลือกซัพพลายเออร์ ต้องตั้งราคาสินค้ายังไง ต้องมีช่องทางการขายไหนบ้างถึงจะเพิ่มโอกาสในการขายได้มากที่สุด และต้องใช้เครื่องคิดเงินหรือโปรแกรมขายหน้าร้าน (ระบบ POS) แบบไหนถึงจะช่วยให้คุณจัดการร้านขายของชำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งเมื่อคุณรู้คำตอบของคำถามเหล่านี้แล้ว คุณก็จะเปิดร้านขายของชำให้ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

ถ้าพร้อมแล้วมาเริ่มเปิดร้านขายของชำของคุณกันเลย! 

StoreHub - ระบบ POS ร้านขายของชำ

Share this Post

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email

Hey there! Please enter your store name.

.storehubhq.com