7 ขั้นตอนการเลือกระบบ POS ที่ใช่

ห้การดูแลร้านง่ายนิดเดียว

สังเกตไหมว่าระบบ POS เป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในหมู่เจ้าของธุรกิจ ร้านค้า และกิจการประเภทต่าง ๆ นั่นก็เพราะระบบขายหน้าร้านสุดอัจฉริยะนี้ทำอะไรได้มากกว่าเครื่องคิดเงินธรรมดา แถมยังมีฟีเจอร์หลากหลายช่วยให้เจ้าของธุรกิจบริหารร้านได้ง่ายขึ้นยังไงละ ! 

แล้วร้านคุณละมีตัวช่วยดี ๆ แบบนี้ไว้ใช้งานหรือยัง ? 

หรือยังงงอยู่ว่าต้องเลือกแบบไหน ของแบรนด์อะไร และเลือกจากอะไร ?

ถ้าใช่ วันนี้เราจะพามาดู 7 ขั้นตอนเลือกระบบ POS ที่จะช่วยให้คุณตัดสินใจง่ายขึ้น ดังนี้ :-

1. ดูว่าร้าน/ธุรกิจของคุณต้องการอะไร

ภาพจาก Pixabay

ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของร้านอาหาร, ร้านกาแฟ, ร้านชาไข่มุก, ร้านค้าปลีก, ร้านขายเสื้อผ้า, ร้านขายของชำ หรือว่าเจ้าของธุรกิจประเภทไหน คุณก็ควรรู้ว่าธุรกิจของคุณยังขาดการดูแลในด้านไหนหรือมีปัญหาอะไรบ้าง เพื่อให้คุณได้เลือกระบบ POS ที่มีฟีเจอร์ตอบโจทย์การดูแลธุรกิจของคุณในขั้นตอนต่อไป 

และถ้าจะให้ยกตัวอย่างปัญหาของร้านค้าหรือธุรกิจประเภทต่าง ๆ ก็อาจจะแบ่งได้ดังนี้ :-

  • ปัญหาร้านอาหาร – วัตถุดิบเน่าเสีย ต้นทุนสูง กำไรหดหาย
  • ปัญหาร้านกาแฟ – ขายหมดเมื่อไหร่ไม่รู้ สินค้าไม่พอต่อความต้องการของลูกค้า
  • ปัญหาร้านชาไข่มุก – ลูกค้าต้องรอนาน โดยเฉพาะเวลาที่คิวยาว
  • ปัญหาร้านค้าปลีก – สต๊อกสินค้าเกิน ไม่รู้ว่าอันไหนขายดีหรือไม่ดี
  • ปัญหาร้านขายเสื้อผ้า – ไม่รู้จักกลุ่มลูกค้าหรือรู้ว่าลูกค้านิยมเสื้อผ้าแบบไหน
  • ปัญหาร้านขายของชำ – สินค้าค้างสต๊อก จนต้องทิ้งเปล่า

นี่เป็นเพียงตัวอย่างคร่าว ๆ ของร้านค้าแต่ละประเภทเท่านั้น ซึ่งสำหรับร้านของคุณหรือร้านอื่น ๆ ก็อาจจะมีปัญหาแตกต่างกันออกไป แนะนำให้สำรวจปัญหาด้วยตนเอง หรือจะสอบถามพนักงานแต่ละคนก็ได้ จากนั้นก็เขียนออกมาทั้งหมด เท่านี้คุณก็จะรู้แล้วว่าร้านค้าหรือธุรกิจของคุณต้องปรับปรุงอะไรตรงไหน หรือว่าต้องมองหาเครื่อง POS กับฟีเจอร์แบบใด

2. เช็คอุปกรณ์ที่ต้องใช้งานร่วมกับ POS

ภาพโดย OpenClipart-Vectors จาก Pixabay

เมื่อรู้ปัญหาคร่าว ๆ และรู้ว่าฟีเจอร์ POS ไหนที่ร้านคุณต้องใช้แล้ว คราวนี้ก็ต้องดูว่าระบบ POS ที่คุณสนใจนั้นต้องใช้งานกับอุปกรณ์ไหนบ้าง จะได้ใช้งานระบบ POS ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะมีหลายเจ้าที่คุณต้องซื้ออุปกรณ์เสริมเพิ่มอีกถึงจะใช้งานได้ เช่น โน๊ตบุ๊ค, iPad, เครื่องพิมพ์ใบเสร็จ และเครื่องสแกนบาร์โค้ด เป็นต้น 

แต่ก็โชคดีที่หลายเจ้ามีเครื่อง POS ที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มากมายให้ยุ่งยาก อย่าง​ StoreHub Android ก็มีเครื่องพิมพ์ใบเสร็จในตัวพร้อมหน้าจอแสดงผลฝั่งลูกค้าและคนขาย ให้การซื้อ-ขายคล่องตัวยิ่งขึ้น แถมยังประหยัดพื้นที่ใช้สอยบริเวณเคาน์เตอร์อีกด้วย

ดังนั้นต้องลิสต์รายการอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ต้องใช้งานร่วมกับ POS ไว้ให้ดีจะได้ไม่มีตกหล่นเวลาซื้อ หรือจะเลือกเครื่องที่มาพร้อมอุปกรณ์น้อยชิ้นเพื่อประหยัดเงินในส่วนของอุปกรณ์เสริมก็ได้ คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของร้านอย่างคุณแล้วละว่าจะถูกใจเครื่อง POS แบบไหน

ที่สำคัญอย่าลืมดูด้วยว่าอุปกรณ์ไหนใช้กับอะไรได้บ้าง จะได้ไม่เสียเงินและเวลาซื้อมาฟรี ๆ  เพราะ POS ที่คุณสนใจอาจจะรองรับแค่อุปกรณ์บางรุ่นเท่านั้น

3. กำหนดราคาระบบ POS 

การกำหนดราคาในที่นี้คือ คุณจะต้องตั้งงบประมาณในการซื้อระบบ POS มาใช้งาน เพราะระบบของแต่ละเจ้าจะมีราคาและฟีเจอร์ที่แตกต่างกันออกไป แล้วก็ขึ้นอยู่กับขนาดร้านค้าหรือธุรกิจของคุณด้วย เช่น จำนวนสาขา, จำนวนพนักงาน และจำนวนสินค้า เป็นต้น

ในส่วนของราคาระบบ POS ก็จะมีตั้งแต่หลักร้อยเป็นต้นไปเนื่องจากบางเจ้ามีให้เช่าซื้อแบบรายเดือน แต่บางเจ้าก็จะมีให้ซื้อแบบยกแพ็คเกจ และราคาก็จะอยู่ที่ประมาณ 2,000 – 4,000 บาท เพราะฉะนั้นคุณต้องตั้งงบประมาณและตัดสินใจว่าจะเช่าระบบ POS รายเดือนหรือซื้อแบบยกแพ็คเกจ

นอกจากนี้ต้องระวังในเรื่องของสัญญา การรับประกัน และการบริการหลังการขายด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้สำคัญมาก ๆ ในการใช้งานของคุณ และสำหรับระบบ POS ที่ดีมีคุณภาพนั้น คุณจะได้สัญญาเช่า-ซื้อที่เป็นธรรม ระยะการรับประกันสินค้าที่สมเหตุสมผล แล้วก็บริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยมแน่นอน ! อย่างที่สโตร์ฮับของเราก็มีทีมงานคอยให้ความช่วยเหลือตลอดเวลา หากลูกค้ามีปัญหาใด ๆ ในการใช้งานก็สามารถติดต่อฝ่ายบริการได้ทันที

4. เปรียบราคาระบบ POS ของแต่ละเจ้า

ภาพโดย Simon Steinberger จาก Pixabay

ถ้าอยากได้ระบบ POS ที่ใช่ คุ้มค่า และตอบโจทย์การใช้งานจริง ๆ คุณก็ต้องหาข้อมูล POS ของแต่ละแบรนด์แล้วก็เปรียบเทียบราคากับฟีเจอร์อย่างละเอียด ซึ่งนั่นก็รวมถึงรีวิว ความคิดเห็นจากผู้ใช้งานจริง และประสบการณ์การใช้งานด้วย

ถ้าดูแล้วยังตัดสินใจไม่ได้ ก็ลองต่อสายตรงไปหาฝ่ายขายของระบบ POS ที่คุณสนใจ เพื่อดูว่าหากคุณตัดสินใจเลือกใช้ของแบรนด์นี้แล้ว บริการหลังการขายจะเป็นยังไง เพราะอย่าลืมว่าเมื่อคุณตัดสินใจเลือกแล้ว พวกเขาจะต้องอบรมการใช้งานให้คุณ

แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าต้องเลือกราคาไหนกับฟีเจอร์อะไรถึงจะคุ้มค่า ? ง่าย ๆ เลย ก็ต้องเลือกระบบที่ราคาถูกและมาพร้อมกับฟีเจอร์หลากหลาย แต่ก็ต้องตอบโจทย์การใช้งานกับปัญหาที่ร้านของคุณด้วย เช่น 

  • สต๊อกสินค้าเกิน/ไม่พอขาย – ฟีเจอร์การจัดการสต๊อกสินค้า (แจ้งเตือนสต๊อก, สั่งซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์)
  • ต้องมานั่งทำยอดขายเอง – ฟีเจอร์รายงานการขาย (บอกยอดขายรายชั่วโมง/เรียลไทม์, บอกสินค้าขายดี, ติดตามผลลัพธ์โปรโมชั่น
  • ไม่รู้จักกลุ่มลูกค้า – ฟีเจอร์ CRM (เก็บข้อมูลลูกค้า, ประวัติการซื้อ, ส่ง SMS และจัดโปรโมชั่นที่เหมาะกับลูกค้าแต่ละคน)
  • พนักงานจอมโกง – ฟีเจอร์บริหารจัดการพนักงาน (จำกัดการเข้าถึงข้อมูล, เวลาเข้า-ออกงาน, การทำงานรายชั่วโมง)

แต่สำหรับปัจจุบันแล้ว มีหลายเจ้าที่เปิดโอกาสให้คุณรับชมสาธิตการใช้งานระบบ POS ฟรี หรือแม้กระทั่งทดลองใช้งานฟรี เรียกว่าโชคดีมาก ๆ ดังนั้นลองไปใช้งานหลาย ๆ อัน แล้วเปรียบเทียบราคากับฟีเจอร์ดู ถ้าอันไหนใช้ง่าย มีฟีเจอร์ที่คุณต้องการ และราคาเหมาะสมก็ซื้อมาใช้งานได้เลย !

5. สังเกตการทำงานของระบบ POS

ภาพโดย StockSnap จาก Pixabay

หลังจากที่หาข้อมูลต่าง ๆ และเปรียบเทียบราคากันไปแล้ว เมื่อคุณตัดสินใจทดลองใช้งานระบบ POS ฟรี ก็ต้องสังเกตด้วยว่าการทำงานของเป็นยังไง, ลื่นไหลพอไหม, เครื่องหน่วงหรือไม่ หรือว่าใช้งานยากไปหรือเปล่า 

เพราะถ้าระบบนั้นใช้งานยากและต้องใช้เวลาฝึกใช้งานเป็นเวลานาน ๆ ก็อาจจะต้องเดินหน้าหาเจ้าใหม่ ลองคิดดูสิว่าถ้าเจ้าของร้านอย่างคุณไม่เข้าใจการใช้งานแล้ว คุณจะไปเทรนพนักงานที่ร้านให้ใช้เจ้าเครื่อง POS นี้ได้ยังไงละ จริงไหม ?

นอกจากในเรื่องของการใช้งาน ความเร็ว และฟังก์ชั่นต่าง ๆ แล้ว อย่าลืมสังเกตด้วยว่าขั้นตอนการเก็บบันทึกหรือถ่ายโอนข้อมูลต่าง ๆ เป็นยังไง แล้วถ้าเกิดมีคำถามหรือข้อสงสัยอะไรก็ให้สอบถามกับฝ่ายขายหรือทีมงานทันที ยังไงก็ดีกว่าตัดสินใจซื้อมาแล้วใช้งานไม่เป็นแน่นอน

6. ติดตั้งระบบ POS ให้สมบูรณ์

หลังจากท่ีตัดสินใจเลือกระบบ​ POS มาใช้งานได้แล้ว คราวนี้ก็ถึงขั้นตอนการติดตั้งตัวระบบกับอุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมกันแล้ว

ต้องบอกว่าขั้นตอนการติดตั้งระบบ POS นั้นจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับแบรนด์, อุปกรณ์, ขนาด และคุณสมบัติของตัวเครื่องด้วย ซึ่งทางบริษัทที่ขายระบบให้กับคุณควรจะให้คู่มือติดตั้งมาโดยเรียบร้อย หรือแม้กระทั่งสอนวิธีการติดตั้ง แล้วถ้ายังไม่เข้าใจหรือรู้วิธีติดตั้งอีกก็โทรหาทีมงานได้เลย รับรองว่าบริษัทที่ใส่ใจลูกค้าจะไม่ปล่อยคุณทิ้งกลางทางแน่นอน เพราะพวกเขาจะคอยดูแลคุณตลอดการใช้งาน

อย่างที่สโตร์ฮับของเราก็จะมีทีมงานคอยดูแลตลอดการใช้งาน ถ้ามีปัญหาขัดข้องใด ๆ ลูกค้าก็สามารถติดต่อเข้ามาได้ทันที แล้วทางสโตร์ฮับของเราก็จะช่วยแก้ปัญหาจนคุณสามารถใช้งานได้อย่างแน่นอน

7. ใช้ประโยชน์จากระบบ POS ให้คุ้มค่าที่สุด

ภาพจาก Picjumbo

เมื่อมีระบบ POS อันใหม่เอี่ยมใช้งานในร้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาใช้ประโยชน์จากตัวระบบกันแบบเต็มที่ อย่าลืมสำรวจระบบหลังบ้าน หรือตัวแอพพลิเคชั่นด้วยว่ามีลูกเล่นหรือส่วนเสริมตรงไหน หรือว่ามีอุปกรณ์ไหนที่คุณซื้อมาใช้งานเพื่อให้การดูแลร้านง่ายขึ้นบ้าง เช่น ฟีเจอร์จัดการสต๊อกสินค้าทำอะไรได้บ้าง ในส่วนของสินค้าคุณสามารถตั้งราคายังไงได้บ้าง และฟีเจอร์ CRM มีตรงไหนที่ช่วยคุณสานสัมพันธ์กับลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นได้ เป็นต้น

นอกจากนี้คุณก็ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับบริษัทที่ขาย POS ให้กับคุณด้วย เพราะพวกเขาอาจจะมีส่วนช่วยเรียกลูกค้าหรือว่าช่วยขยายธุรกิจของคุณในอนาคตก็เป็นได้

ลองถามพวกเขาในเรื่องของการอบรมการใช้งาน ฟีเจอร์ใหม่ ๆ หรือกาารอัพเดต POS ที่ช่วยให้การใช้งานดีขึ้นก็ได้ บางที่พวกเขาอาจจะมีเคล็ดลับในการใช้ระบบ POS หรือให้คุณเข้าร่วมอบรมฟรีก็ได้นะ

สรุป

แม้ในปัจจุบันจะไม่มีระบบ POS แบบเฉพาะเจาะจงอย่างระบบ POS ร้านอาหาร, ระบบ POS ร้านกาแฟ, ระบบ POS ร้านขายเสื้อผ้า หรือระบบ POS ร้านชาไข่มุก แต่ก็โชคดีที่มีระบบ POS แบบครบวงจร เป็นระบบ All-in-one ที่สามารถจัดการได้ครบตั้งแต่การใช้งานหน้าร้านไปจนถึงหลังร้าน ให้เจ้าของร้านอย่างคุณสามารถบริหารจัดการร้านได้ง่ายขึ้น และไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของธุรกิจประเภทไหนก็ใช้งานได้

ถ้าหากสนใจระบบคิดเงินอัจฉริยะนี้มาใช้งานที่ร้าน ก็ลองนำ 7 ขั้นตอนการเลือกระบบ POS นี้ไปใช้ดู รับรองว่าคุณจะได้ระบบที่ใช่มาขับเคลื่อนธุรกิจของคุณแน่นอน คราวนี้ก็เพิ่มยอดขายได้แบบไม่ต้องกังวลเรื่องอะไรแล้ว และหากไม่รู้ว่าจะเลือกระบบ POS แบรนด์ไหนดี ก็สามารถเปลี่ยนเรื่องยุ่งยากภายในร้านให้กลายเป็นเรื่องหมู ๆ ด้วยระบบ POS สโตร์ฮับของเราได้เลย !

บริหารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพด้วยสโตร์ฮับ

StoreHub Point of Sales

คลิกที่นี่เพื่อดูว่าสโตร์ฮับสามารถช่วยคุณจัดการธุรกิจได้อย่างไร