แผนธุรกิจคืออะไร ทำไมร้านค้าปลีกต้องมี

แล้วต้องทำยังไงบ้าง ?

การจะทำธุรกิจอะไรให้สำเร็จได้นั้นจะต้องเริ่มจากแผนธุรกิจ เพราะการที่คุณวางแผนธุรกิจไว้ล่วงหน้าจะช่วยให้คุณรู้จักเป้าหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น ธุรกิจจะเป็นไปในทางไหน กลุ่มลูกค้าเป็นใคร หรือว่าร้านของคุณจะทำเงินได้ยังไง คุณจะตอบคำถามเหล่านี้ได้ง่าย ๆ หากมีแผนธุรกิจค้าปลีกไว้ในมือ

ดังนั้นในบทความนี้เราจึงจะพาเจ้าของร้านค้าปลีกขนาดเล็ก มาทำความรู้จักแผนธุรกิจตั้งแต่เริ่มต้น เหตุผลที่ควรมี ไปจนถึงการทำแผนธุรกิจค้าปลีก เพื่อให้เจ้าของร้านเข้าใจกันแบบแจ่มแจ้งและนำไปปรับใช้กับธุรกิจค้าปลีกได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

แผนธุรกิจคืออะไร ?

ภาพจาก Pixabay

แผนธุรกิจ (Business Plan) คือ เครื่องมือในการก่อตั้งธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการ จะเรียกว่าเป็นคู่มือที่จำเป็นและขาดไม่ได้เลยก็ว่าได้ เพราะแผนนี้มีการวิเคราะห์ข้อมูลของธุรกิจไว้อย่างละเอียด ซึ่งจะอยู่ในรูปแบบของไฟล์เอกสาร หรือการเขียนมือก็ได้และประกอบด้วยสิ่งสำคัญดังต่อไปนี้ :-

  • กระบวนการคิด 
  • การพิจารณา
  • การตัดสินใจ
  • ขั้นตอนการก่อตั้ง
  • สินค้าและบริการ
  • กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
  • กลยุทธ์การตลาด
  • การแข่งขัน
  • การวางแผนการเงิน
  • จุดแข็ง-จุดอ่อน
  • โอกาส
  • อุปสรรค/ปัญหา

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ

แผนธุรกิจค้าปลีกคืออะไร ?

ภาพจาก Freepik

นอกเหนือจากการขายของทั่วไปแล้ว เจ้าของร้านขายของเล่นอย่างคุณจะต้องรู้วิธีทำการตลาดที่น่าสนใจด้วย ซึ่งหนึ่งในวิธีที่น่าสนใจก็คือการตลาดที่เน้นให้เห็นถึงความสำคัญของของเล่น เช่น ของเล่นชิ้นไหนช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในด้านใด เมื่อผู้ปกครองเห็นประโยชน์ของสินค้าแล้ว พวกเขาก็ไม่ลังเลที่จะสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกแน่นอน

แผนธุรกิจค้าปลีก (Retail Business Plan) คือ รูปแบบของเอกสารหรือการเขียนที่ร่างข้อมูลจำเป็นที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าปลีก จึงไม่ต่างจากแผนธุรกิจทั่วไปสักเท่าไหร่ เพียงแต่เจาะจงที่ร้านค้าปลีกเท่านั้น”

ยังไงก็ตาม แผนธุรกิจและแผนธุรกิจค้าปลีกนั้นจะไม่มีความตายตัว และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ เพราะฉะนั้นแผนที่ว่านี้จึงเป็นเหมือนไอเดียคร่าว ๆ ที่ให้ผู้ประกอบการและหุ้นส่วนได้รู้ถึงหลักการกับแผนการดำเนินการของร้านค้าปลีกเท่านั้น

แผนธุรกิจจำเป็นสำหรับร้านค้าปลีกยังไง ?

ภาพจาก Pixabay

“แล้วทำไมจะต้องเขียนแผนธุรกิจร้านค้าปลีกให้ยุ่งยากด้วยล่ะ ? 

ก็แค่เริ่มเปิดร้านค้าปลีก หรือว่าทำธุรกิจไปเลยไม่ได้หรอ ?”

นั่นก็เพราะว่าธุรกิจค้าปลีกนั้นมีการแข่งขันสูงแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้มีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอยู่บ่อย ๆ ซึ่งบางทีก็อาจจะทำให้รับมือกับปัญหาผิดพลาดโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้ ดังนั้นในฐานเจ้าของร้านค้าปลีก คุณจึงจำเป็นต้องแจงรายละเอียด และร่างภาพปัญหาไว้ล่วงหน้า แล้วยิ่งถ้าเป็นเจ้าของธุรกิจที่จำเป็นต้องกู้เงินกับธนาคารแล้ว แผนธุรกิจค้าปลีกที่ดีจะช่วยให้การกู้เงินอนุมัติง่ายขึ้น 

และนอกจากเหตุผลข้างต้นแล้ว เราก็มีอีก 3 ข้อดีหลักของการเขียนแผนธุรกิจค้าปลีกมาบอกต่อด้วย ซึ่งก็คือ

1. เจ้าของธุรกิจร้านค้าปลีกรู้ว่าจะต้องทำอะไร

อย่างที่เราได้พูดถึงกันตั้งแต่เริ่มต้น ว่าแผนธุรกิจค้าปลีกจะช่วยให้เจ้าของร้านและผู้ประกอบการเห็นภาพของร้านได้อย่างชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น เพราะขั้นตอนในการเริ่มต้นทำธุรกิจค้าปลีกมีหลายส่วนด้วยกัน เมื่อมีแผนธุรกิจแล้ว คุณก็จะรู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหน ควรให้ความสำคัญกับส่วนไหนก่อน หรือว่าต้องทำส่วนไหนไปพร้อม ๆ กัน เช่น

  • ต้องใช้เงินทุนในการทำธุรกิจค้าปลีกเท่าไหร่ ?
  • รูปแบบของร้านควรเป็นแบบไหน ?
  • จะขายสินค้าอะไรบ้าง ?
  • แผนการตลาดเป็นยังไง ?

การเขียนแผนธุรกิจจึงเป็นเหมือนแนวทางที่ช่วยให้คุณเห็นภาพชัดเจน และเมื่อถึงเวลาลงมือทำจริง ๆ ก็จะก้าวผ่านอุปสรรคได้ง่าย ๆ เพราะคุณมีแผนสำรองไว้เรียบร้อยแล้ว

2. ทดสอบแนวคิดทางธุรกิจได้อย่างยอดเยี่ยม

การจะเขียนแผนธุรกิจได้นั้น คุณจำเป็นต้อง

  • ค้นคว้าหาข้อมูลโดยละเอียด
  • เขียนถึงปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับธุรกิจ
  • บอกข้อดี-ข้อเสียของแนวคิดทางธุรกิจ

แล้วก็ต้องร่างข้อมูลต่าง ๆ ออกมาให้ได้มากที่สุด เพราะในฐานะผู้ประกอบการ คุณจำเป็นต้องเตรียมตัวรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะได้รู้ว่าควรไปต่อกับแนวคิดในการทำธุรกิจที่มี หรือว่าต้องเปลี่ยนแผนใหม่

3. สร้างความน่าเชื่อถือและดึงดูดหุ้นส่วนได้เป็นอย่างดี

แผนธุรกิจค้าปลีกสำคัญเป็นอย่างมากเมื่อคุณต้องการกู้เงินธนาคาร หาหุ้นส่วน และหานักลงทุน ซึ่งแผนธุรกิจสำหรับกู้เงินธนาคารนั้น จะต้องมี 3 หัวข้อหลัก ๆ คือ

  • ความเป็นมาของธุรกิจ
  • จุดประสงค์ในการกู้และวงเงินที่ต้องการ
  • แผนธุรกิจ

ซึ่งประเด็นที่ทางธนาคารจะพิจารณาก็แบ่งได้ 3 ข้ออีกเช่นกัน ได้แก่

  • ความเป็นไปได้ของธุรกิจ/กิจการ/โครงการ: เนื่องจากธนาคารจะดูแนวโน้มของความสำเร็จของกิจการ เช่น ดูแผนการตลาดว่าครอบคคลุมหรือไม่ สภาพการแข่งขันเป็นอย่างไร และมีโอกาสที่จะทำยอดขายถึงเป้าหรือไม่ เป็นต้น เพื่อจะดูว่าคุณมีความสามารถในการจ่ายหนี้คืนธนาคารมาก-น้อยแค่ไหน
  • มูลค่าการลงทุน: วงเงินสินเชื่อที่คุณต้องการกู้เหมาะสมกับธุรกิจที่จะทำ หรือเหมาะกับธุรกิจที่ทำอยู่หรือไม่ รายได้ที่คาดว่าจะได้รับ ขนาดของกิจการ โอกาสในการเติบโต เงินทุนที่คุณมี รวมทั้งสัดส่วนการลงทุนของคุณกับทางธนาคาร
  • แผนสำรอง: แผนธุรกิจของคุณมีความยืดหยุ่นแค่ไหน คุณมีแผนสำรองหรือเปล่า แล้วร้านค้าปลีกของคุณจะปรับตัวกับสถานการณ์และปัจจัยต่าง ๆ ยังไง 

ดังนั้นการเขียนแผนธุรกิจค้าปลีกออกมาจึงมีส่วนสำคัญในการแสดงศักยภาพของธุรกิจต่อธนาคาร หุ้นส่วน หรือนักลงทุนของคุณเป็นอย่างมาก เพราะหากพวกเขาเห็นแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจและเห็นว่าร้านของคุณมีแววประสบความสำเร็จ คุณก็จะได้รับความร่วมมือจากพวกเขาได้ไม่ยาก

วิธีการเขียนแผนธุรกิจค้าปลีกที่ดีและมีประสิทธิภาพ

ภาพจาก Pixabay

เมื่อเข้าใจถึงความสำคัญของการมีแผนธุรกิจกันไปแล้ว คราวนี้เรามาดูดีกว่าว่าการเขียนแผนธุรกิจค้าปลีกที่ดีจะต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง 

1. ภาพรวมของการดำเนินงาน

การเขียนอธิบายถึงภาพรวมของธุรกิจและการดำเนินงานจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจคร่า ว ๆ เกี่ยวกับร้านค้าปลีกของคุณ ทั้งที่มาของธุรกิและเป้าหมายในการเปิดร้าน โดยในส่วนนี้คุณจะต้องเขียน 3 สิ่งสำคัญดังต่อไปนี้ :-

อธิบายภาพรวมของธุรกิจ

เขียนบอกเล่าเรื่องราวและรายละเอียดของธุรกิจสัก 1-2 ย่อหน้า เช่น หากคุณจะเปิดร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่นผู้หญิงก็อาจจะเขียนว่า

Fashion For You ร้านเสื้อผ้าแฟชั่นผู้หญิงสำหรับสาว ๆ อายุ 18 ปีขึ้นไป เน้นสไตล์ที่หลากหลายและราคาที่เข้าถึงง่าย

ร้านของเราจะเป็นร้านเสื้อผ้าแฟชั่นที่มอบความสนุกในการแต่งตัวให้กับสาว ๆ แห่งแรกในเขต XXX และมีเป้าหมายที่จะเติบโต X% ภายใน X ปี

ภารกิจและวิสัยทัศน์

ในส่วนนี้จะพูดถึงจุดประสงค์ แรงบันดาลใจ และเป้าหมายในการทำธุรกิจ เช่น สำหรับร้านเสื้อผ้าผู้หญิง Fashion For You ที่เราได้ยกตัวอย่างไป ก็อาจจะเป็น

“เพื่อให้สาว ๆ ได้สนุกกับการแต่งตัวด้วยสไตล์ที่หลากหลายในราคาเป็นกันเอง”

จุดประสงค์ในการทำธุรกิจ

ลิสต์จุดประสงค์หลักในการทำธุรกิจ หรือเป้าหมายที่คุณอยากทำให้สำเร็จออกมาเป็นข้อ ๆ เช่น 

  • เพื่อเปิดร้านเป็นทางเลือกแก่สุภาพสตรี ให้ลูกค้าสะดวกสบายเมื่อมาซื้อเสื้อผ้าที่ร้าน และรู้สึกสวยมั่นใจเมื่อใส่สินค้าของร้าน
  • เพื่อให้สุภาพสตรี มีโอกาสแต่งตัวในสไตล์ของตัวเอง ในราคาไม่แพง
  • เพื่อสร้างกำไรจากเงินทุน 50% หลังจากเปิดร้าน 1 ปี

2. บทสรุปของธุรกิจ

หลังจากที่เขียนอธิบายภาพรวมของธุรกิจไปแล้ว ก็ต้องเขียนสรุปธุรกิจเพื้อชี้แจงรายละเอียดต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น ซึ่งในส่วนนี้ เจ้าของร้านค้าปลีกและผู้ประกอบการจะต้องเขียนถึง

โครงสร้างบริษัทและกรรมสิทธิ์

ไม่ว่าคุณจะเปิดร้านค้าปลีกด้วยตัวเอง เป็นเจ้าของร้านคนเดียว หรือว่ามีหุ้นส่วน คุณจำเป็นต้องเขียนสิ่งนี้ไว้ในแผนธุรกิจค้าปลีกของคุณ

โดยบอกถึงโครงสร้างบริษัท การดำเนินการทางกฎหมาย เป็นเจ้าของร้านคุณเดียวหรือเปล่า เปิดเป็นบริษัทห้างร้าน หรือว่ามีผู้ถือหุ้นร่วมลงทุนทั้งหมดกี่คน อย่าลืมระบุไว้ให้ชัดเจน

ทำเล/ที่ตั้งร้าน

อย่าลืมบอกทำเลหรือที่ตั้งร้านไว้ในแผนธุรกิจของคุณด้วย เพื่อให้หุ้นส่วนหรือธนาคารรู้ว่าร้านของคุณตั้งอยู่ที่ไหน และอยู่ในทำเลที่เหมาะสมในการเปิดร้านค้าปลีกของคุณหรือเปล่า เช่น อยู่ใจกลางเมือง นอกเมือง ย่านธุรกิจ ฯลฯ

สินค้า

คุณจะต้องบอกถึงสินค้าที่จะขายไว้ในแผนธุรกิจด้วย เช่น บอกประเภทสินค้า จุดเด่น รวมถึงแหล่งผลิตและแหล่งจัดซื้อด้วย ระบุให้ชัดเจนว่าคุณมีโรงงานผลิตสินค้าเอง หรือจะซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์มาขายอีกที

ภาพจาก Pixabay

3. การวิจัยการตลาด

สำหรับแผนธุรกิจร้านค้าปลีกส่วนนี้ คุณจะต้องบอกถึงการวิจัยการตลาดและลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย โดยเป็นการร่างขนาดตลาด ประชากร และหลักจิตวิทยาในการขาย เพื่อให้รู้ว่าใครคือลูกค้าที่จะซื้อสินค้าของคุณ ดังนี้ :-

ขนาดตลาด

ขนาดตลาด (Market Size) คือ การวิจัยตลาดเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกในการพัฒนาธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ดังนั้นในแผนธุรกิจส่วนนี้คุณจึงต้องเขียนถึงศักยภาพของตลาดและจำนวนผู้ซื้อสินค้า

คู่แข่ง

นอกเหนือจากส่วนประกอบอื่น ๆ ในแผนธุรกิจแล้ว อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ต้องมีในแผนก็คือ คู่แข่ง คือคุณต้องดูว่า

  • คู่แข่งที่ขายสินค้าประเภทเดียวกันมีกี่เจ้าและมีใครบ้าง ?
  • ร้านคู่แข่งอยู่ตรงไหนบ้าง ?

จำไว้ว่า

“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”

ดังนั้นศึกษาคู่แข่งให้ละเอียดและหากลยุทธ์ให้ร้านของคุณอยู่เหนือเกมให้ได้

เทรนด์ตลาด

จากการศึกษาตลาดและสภาพการแข่งขันแล้ว คุณจะต้องคาดการณ์เทรนด์ตลาดด้วย คือดูว่าทิศทางของตลาดจะเป็นไปในทางไหน แล้วร้านคุณจะปรับตัวยังไงเพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะเข้ามา หรือคำนวณว่า

  • ร้านของคุณจะทำกำไรได้เท่าไหร่ในอีก 1 ปี ?
  • ในอีก 5-10 ปี ร้านของคุณจะขยายหรือเติบโตไปแบบไหน ?

ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

ระบุลักษณะหรือคุณสมบัติของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย จะได้ทำกลยุทธ์การตลาดได้ง่ายขึ้น เช่น

  • เพศ
  • อายุ
  • รายได้
  • การศึกษา
  • ที่อยู่
  • ที่ทำงาน

4. แผนการตลาด

ในขั้นตอนนี้คุณจะต้องบอกถึงวิธีการบุกตลาดและกลยุทธ์การขาย ซึ่งควรประกอบไปด้วย

ตำแหน่งของธุรกิจในตลาด

บอกช่องทางตลาดที่คุณต้องการบุก โดยอาจจะเขียนกราฟเพื่อให้เห็นตำแหน่งของธุรกิจคุณในตลาดอย่างชัดเจน ดูว่าคุณอยู่ตำแหน่งเมื่อเทียบกับคู่แข่งรายอื่น ๆ และนี่คือตัวอย่างกราฟแสดงตำแหน่งสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ในตลาดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

ในภาพแสดงให้เห็นว่าสินค้าของธุรกิจดังกล่าวแพงกว่าคู่แข่ฝ แต่ก็มีคุณภาพดีกว่า ซึ่งคุณสามารถใช้ข้อดีที่ว่านี้ไปเป็นจุดขายทางการตลาดได้ และสำหรับเจ้าของร้านค้าปลีกก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจได้เป็นอย่างดี

ความได้เปรียบในการแข่งขัน

ในส่วนนี้คุณจะต้องพูดถึงความพิเศษ ความโดดเด่น รวมถึงลักษณะเฉพาะตัวของร้านและสินค้า ระบุในแผนธุรกิจให้ชัดไปเลยว่าร้านของคุณต่างจากคู่แข่งยังไง และคุณวางแผนที่จะเอาชนะคู่แข่งแต่ละเจ้าไว้ยังไง

กลยุทธ์แบรนด์/ร้าน

แผนธุรกิจสำหรับกลยุทธ์แยรนด์หรือร้าน ควรบอกถึงรายละเอียดของกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่คุณจะใช้ในการทำธุรกิจ เช่น

  • น้ำเสียงในการพูดคุยกับลูกค้า เช่น ทางการ กึ่งทางการ หรือสบาย ๆ 
  • ภาษาที่ใช้ เช่น การเล่นคำในการสื่อสาร ตัวอย่างเช่น ร้านขายของชำที่จะทำให้คุณลืมการช้อปปิ้งแบบเดิม ๆ หรือการตัวเลขเพื่อสื่อถึงประสิทธิภาพและดึงดูดใจลูกค้า อาทิ ร้านขายเสื้อผ้าอันดับ 1 เรื่องสไตล์และราคา

นอกจากนี้ก็อาจจะมีเรื่องของสี โลโก้ และภาพเพื่อสื่อถึงตัวตนของร้านค้าปลีกด้วย

กลยุทธ์ราคา

แผนธุรกิจที่ดีจะต้องพูดถึงโครงสร้างราคาสินค้า และบอกถึงที่มาที่ไปของราคาสินค้าแต่ละรายการ ระบุต้นทุนในการจัดซื้อและกำไรที่จะได้ไว้อย่างละเอียด เช่น 

  • คุณวางแผนที่จะขายสินค้าแต่ละประเภทในราคาเท่าไหร่ 
  • ทำไมถึงต้องเป็นราคานี้ 
  • กำไรสุทธิของแต่ละรายการเป็นเท่าไหร่

กลยุทธ์ในการจัดโปรโมชั่น

ข้อนี้ก็ไม่ยุ่งยากจนเกินไป เพียงแต่คุณต้องเขียนในแผนธุรกิจและแจกแจงกลยุทธ์การจัดโปรโมชั่นร้านค้าปลีกของคุณ เช่น

  • จะใช้ช่องทางไหนในการบอกต่อโปรโมชั่น อาทิ SMS อีเมล หรือโซเชียลมีเดีย
  • จะใช้โปรโมชั่นไหนเพื่อดึงดูดใจลูกค้าให้มาที่ร้าน เป็น Loyalty Program โปรแกรมลูกค้าสมาชิก ซื้อ 1 แถม 1 หรือว่าโปรโมชั่นไหน

กระบวนการการขายและการมอบประสบการณ์ร้านค้าปลีก

เมื่อพูดถึงวิธีการเรียกลูกค้าเข้าร้านค้าปลีกไปแล้ว สำหรับแผนธุรกิจในขั้นตอนต่อไป คุณจะต้องบอกถึงแผนการและวิธีที่จะทำให้ลูกค้าซื้อของในร้าน เช่น 

  • จะให้บริการลูกค้าอย่างไรเพื่อให้พวกเขาประทับใจและอยากซื้อสินค้ามากขึ้น 
  • ลูกค้าจะเห็นอะไรอย่างแรกเมื่อเดินเข้ามาในร้าน 
  • จะจัดสินค้าอย่างไรเพื่อให้ลูกค้ามีโอกาสซื้อสินค้าอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับไอเท็มที่พวกเขาต้องการมากขึ้น
  • จะเป็นลูกค้าที่มาเดินดูของให้ซื้อสินค้าในร้านได้ยังไง

ภาพจาก Pixabay

มาถึงเรื่องของแผนการจัดการ ซึ่งสำหรับแผนธุรกิจร้านค้าปลีกในส่วนนี้ คุณจะต้องให้ข้อมูลเชิงลึกกับผู้อ่านเกี่ยวกับพนักงานที่จะจ้างและโครงสร้างการจัดการและบริหารงานที่วางไว้ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนด้วยกันคือ

โครงสร้างองค์กร

เป็นการร่างโครงสร้างองค์กรและจัดระบบตามลำดับขั้น เช่น ผู้จัดการร้านเป็นใคร พนักงานคนไหนรายงานกับใคร หรือความรับผิดชอบของพนักงานแต่ละคน เป็นต้น

แผนการจ้างพนักงาน

อธิบายว่าร้านค้าปลีกของคุณจะมีพนักงานตำแหน่งไหนบ้าง หรือคุณจำเป็นต้องว่าจ้างพนักงานในส่วนไหน ต้องการพนักงานกี่คน และถ้ารับสมัครพนักงานใหม่ แต่ละตำแหน่งจะต้องมีคุณสมบัติยังไงบ้าง

สำหรับแผนธุรกิจค้าปลีกในส่วนนี้ คุณจะต้องพูดถึงกฎและนโยบายการทำงาน ฐานเงินเดือนของพนักงาน โบนัส เงินชดเชย และสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของพนักงานให้ละเอียด

6. แผนการเงิน

การเขียนแผนการเงินในแผนธุรกิจค้าปลีกถือเป็นหนึ่งในส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะคุณจะต้องร่างไว้ว่า ร้านของคุณจะมีรายได้จากส่วนไหนบ้าง คุณจะทำยอดขายได้เท่าไหร่หลังจากเปิดร้าน โดยในส่วนนี้จะมี 4 หัวข้อที่ควรรวมไว้ดังนี้ :-

เงินลงทุนสำหรับเปิดร้าน

ระบุจำนวนเงินลงทุนที่จะใช้ในการเปิดร้าน ซึ่งต้องบอกรายละเอียดของแต่ละส่วนให้ชัดและเข้าใจง่าย อาทิจะใช้เงินเท่าไหร่ในการเช่าที่, ซื้อของตกแต่งร้าน, ซื้อสินค้าเข้าร้าน, จ้างพนักงาน ฯลฯ

การวิเคราะห์จุดคุ้มทุน

จุดคุ้มทุน (Break-even Point) คือ จุดที่ธุรกิจไม่ได้กำไร ไม่ขาดทุน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า จุดเท่าทุน เป็นจุดที่รายได้เท่ากับต้นทุน ซึ่งถ้านึกภาพตามไม่ออกก็ดูตัวอย่างแผนธุรกิจสำหรับจุดคุ้มทุนได้ดังนี้ :-

  • ต้องขายสินค้าเท่าไหร่ถึงจะคุ้มทุน ?
  • ต้องขายสินค้าชิ้นละเท่าไหร่ถึงจะคุ้มทุน (ไม่มีกำไร ไม่ขาดทุน) ?
  • ต้องได้ยอดขายเท่าไหร่ถึงจะคุ้มทุน ?

การคาดการณ์ยอดขายล่วงหน้า

เป็นการคำนวณและคาดการณ์ยอดขายของร้านในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งในส่วนนี้จะพูดถึงกำไรและขาดทุนด้วย เช่น

  • ร้านค้าปลีกของคุณจะมีรายได้เท่าไหร่หลังจากเปิดได้ 1 ปี ?
  • แล้วอีก 2 ปี 3 ปี หรือ 5 ปี ร้านของคุณจะทำกำไรได้เท่าไหร่ ?

การเงิน/กระแสเงินสดของธุรกิจ

กระแสเงินสด คือ เงินสดหรือทรัพย์สินที่หมุนเวียนในร้านค้าปลีกของคุณ เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญของธุรกิจค้าปลีก อย่าลืมเขียนตารางอธิบายยอดเงินสดในบัญชีที่ร้านของคุณจะมีเมื่อเปิดร้าน โดยอาจจะชี้แจงเป็นรายเดือนก็ได้ จากนั้นก็ใช้ยอดขายที่คาดการณ์ไว้มาคำนวณกระแสเงินสดหรือการเงินในร้าน

นอกจากนี้คุณก็สามารถดูตัวอย่างแผนธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจอื่น ๆ สำหรับผู้ประกอบการได้หลากหลายที่นี่

ภาพจาก Pixabay

ข้อคิดปิดท้ายสำหรับแผนธุรกิจค้าปลีก

หากคิดจะเปิดร้านหรือทำธุรกิจนั้น คุณจำเป็นต้องศึกษาข้อมูลเยอะอยู่เหมือนกัน ซึ่งเมื่อมีข้อมูลแน่นแล้ว คุณก็จะเขียนแผนธุรกิจค้าปลีกออกมาได้อย่างครอบคลุมและสมบูรณ์แบบที่สุด ทำให้จัดการร้านได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และแผนธุรกิจที่ว่านี้ก็จะต้องบอกถึงตัวธุรกิจ, การวางแผนการตลาด, แผนการจัดการ, รวมถึงแผนการเงินอย่างละเอียด เพราะแผนที่รัดกุมนี่แหละที่จะทำให้ร้านค้าปลีกของคุณประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น

บริหารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพด้วยสโตร์ฮับ

StoreHub Point of Sales

คลิกที่นี่เพื่อดูว่าสโตร์ฮับสามารถช่วยคุณจัดการธุรกิจได้อย่างไร