Talk to our business consultant: +60 3 9212 6688

bubble-tea-popular-trend

5 วิธีเลี่ยง Burnout ภาวะหมดไฟในการทำงาน

สำหรับเจ้าของธุรกิจ

Burnout หรือ ภาวะหมดไฟในการทำงาน เป็นอาการของคนที่ทำงานหนัก เครียดสะสม เหนื่อยเรื้อรัง หรือทำงานที่ไม่ได้รัก อาการนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่เจ้าของธุรกิจหรือผู้ประกอบการนั้นมีจะความเสี่ยงมากเป็นพิเศษ เพราะต้องรับมือกับปัญหาและเผชิญความท้าทายตลอดเวลา ซึ่งบางทีก็อาจจะเหนื่อยล้าจนแทบไม่อยากพลิกตัว

ดังนั้นก่อนจะทำงานหนักไปจนถึงขั้น Burnout หรือหมดไฟจนไม่อยากทำอะไร เรามาดูวิธีเลี่ยงภาวะนี้กันดีกว่า เจ้าของธุรกิจอย่างคุณจะได้จัดการกับความเครียด หาจุดสมดุลให้กับตัวเองได้อย่างเหมาะสม แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้นในปี 2020 และปีต่อ ๆ ไป

Burnout คืออะไร ?

ภาพจาก Pixabay

Burnout หรือ เบิร์นเอาท์ คือ ภาวะความเหน็ดเหนื่อยทางจิตใจและอารมณ์ ที่เกิดจากการทำงานหนักจนเกินไปและมีความเครียดสะสมเป็นเวลานาน ทำให้มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า เฉยชากับทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และมีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง จนไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น เราจึงเรียกอาการ Burnout ว่า ภาวะหมดไฟในการทำงาน

อาการ Burnout หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน

ภาพจาก Freepik

รู้ไหมว่าคุณอาจจะมีอาการของภาวะหมดไฟในการทำงานแบบไม่รู้ตัว ? ถ้าไม่อยากให้ถึงจุดที่สายเกินแก้ เรามาดูสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ Burnout กันดีกว่า ซึ่งสามารถแบ่งได้ 3 ด้าน ดังนี้

1. สัญญาณเตือนด้านอารมณ์

  • เหนื่อยล้า หมดแรง ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น
  • รู้สึกหดหู่และซึมเศร้า อะไร ก็ดูอึมครึมไปหมด
  • อารมณ์แปรปรวนบ่อย เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย
  • หงุดหงิดและโมโหง่าย อะไรนิดหน่อยก็เป็นเรื่องใหญ่
  • ไม่พอใจกับงานที่ทำ ไม่แฮปปี้กับความสำเร็จที่ทำได้

2. สัญญาณเตือนด้านความคิด

  • หวาดระแวง กลัวนั่นนี่ วิตกกังวลตลอดเวลา
  • มองโลกในแง่ร้าย และมองคนอื่นในแง่ลบ
  • มักจะโทษคนอื่นเสมอ
  • ชอบเลี่ยงปัญหา และไม่จัดการแก้ไข
  • สงสัยในความสามารถและศักยภาพของตัวเอง

3. สัญญาณเตือนด้านพฤติกรรม

  • ชอบผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมทำงานให้เสร็จ
  •  ไม่มีความกระตือรือร้นในการทำงานหรืออะไรทั้งนั้น
  •  หุนหันพลันแล่น มักตัดสินใจปุบปับ
  • ไม่อยากตื่นไปทำงาน หรือไปสายติดต่อกัน
  • ไม่มีสมาธิในการทำงาน หรือไม่มีความสุขในการทำงาน

วิธีเลี่ยง Burnout และป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงาน

ภาพจาก Pixabay

ในช่วงที่ชีวิตเร่งรีบ พร้อม กับต้องทำงานหนัก และรับมือกับหลาย อย่าง เจ้าของธุรกิจและผู้ประกอบการเช่นคุณย่อมมีความเครียดและเหนื่อยล้าจากการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งบางทีก็เครียดสะสมและเหนื่อยเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว 

คุณคงไม่อยากปล่อยให้ตัวเองไปถึงจุดที่ไม่อยากทำอะไรเลยใช่ไหม ?

ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการเลี่ยงอาการ Burnout และป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงานก็คือ คุณต้องหาจุดสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตให้ได้ ซึ่งวิธีสุดเวิร์กที่จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจอย่างคุณใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและเครียดน้อยลงก็มีดังนี้ :-

1. แบ่งเวลาพักผ่อน

ภาพจาก Unsplash

การนอนหลับพักผ่อนคือ ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุด แค่นอนครบ 8 ชั่วโมงหรือเข้านอนเร็วนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราควรโฟกัส โดยจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์นั้นพบว่า คนเราควรจะให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการนอนด้วย คือ ต้องนอนหลับสนิทและพักผ่อนเพียงพออย่างสม่ำเสมอ เพราะสิ่งนี้ส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเราโดยตรง

แล้วจะทำยังไง คุณถึงจะมีเวลานอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอล่ะ ? ง่าย เลย แค่ทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ :-

  • จัดตารางนอนไว้วางแผนการนอนหลับพักผ่อนของคุณและเข้านอนตามเวลาที่กำหนดเป็นประจำทุกวัน เช่น ถ้ากำหนดว่าต้องเข้านอนเวลา 22.30 . ก็ต้องเข้านอนเวลานี้ทุกวัน
  • งีบระหว่างวัน คุณสามารถงีบหลับระหว่างวันสัก 10 นาทีเพื่อเติมพลังและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ แต่ห้ามงีบเกิน 30 นาทีเป็นอันขาดเพราะอาจจะนอนไม่หลับในตอนกลางคืนได้
  • ห้ามมีข้ออ้าง แม้ว่าจะมีงานเยอะแค่ไหน ก็ต้องรีบจัดการให้เสร็จก่อนถึงเวลาเข้านอน เพราะถ้าหากคุณไม่มีวินัย การนอนหลับพักผ่อนของคุณก็จะไม่มีประสิทธิภาพและไม่ส่งผลอะไรต่อตัวคุณ ขอบอกเลยว่างานนี้ไม่มีหยวน
  • ห้ามจ้องหน้าจอก่อนเข้านอนจอคอม จอมือถือ และจอโน้ตบุ๊ค มีแสงสีฟ้าหรือ Blue light ที่ทำให้รู้สึกตื่นตัวและยังระงับการผลิตเมลาโทนิน (Melatonin) ฮอร์โมนจากสมองที่ถูกกระตุ้นให้สร้างขึ้นเวลามีแสงสว่างน้อยหรือไร้แสง สมองจะหลั่งฮอร์โมนนี้ออกมาเวลากลางคืนและทำให้เรารู้สึกง่วง เพราะฉะนั้นถ้าอยากนอนหลับสนิท ห้ามเล่นอุปกรณ์ดังกล่าวก่อนเข้านอนเป็นอันขาด ควรเลิกเล่นอย่างน้อย 1 ชั่วโมงหรือ 20 นาทีเป็นอย่างต่ำ
  • ห้ามดื่มกาแฟหลัง 4 โมงเย็น หากคุณเป็นคนที่นอนหลับยากอยู่แล้ว ไม่ควรดื่มกาแฟหลัง 4 โมงเย็น เพราะจะทำให้สมองตื่นตัวและนอนไม่หลับในตอนกลางคืนได้

เมื่อพักผ่อนเพียงพอแล้ว คุณก็จะรู้สึกมีแรง สดชื่น และกระปรี้กระเปร่ามากยิ่งขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่เหนื่อยล้าเหมือนที่เคย

2. ทานอาหารที่มีประโยชน์

ภาพจาก Unsplash

รู้หรือไม่ว่าอาหารที่ทานมีผลโดยตรงต่อพลังงานของเรา ? และอาหารบางชนิดก็ทำให้เราเหนื่อยล้าโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นลักษณะของอาหารและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องที่คุณควรหลีกเลี่ยงนั้น ได้แก่

  • อาหารแปรรูปหรืออาหารที่ผ่านกระบวนการแปลงสภาพวัตถุดิบ
  • อาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง

นอกจากนี้การทานอาหารไม่ตรงต่อเวลาและไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายก็ส่งผลให้คุณมีอาหารเหนื่อยล้าและไม่มีแรงได้

ส่วนกาแฟและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน จะทำให้ระบบประสาทและสมองของเราตื่นตัว นั่นหมายความว่าเมื่อมีเรื่องเครียดหรือกังวลใจ คุณก็จะเครียดมากกว่าเดิมหลายเท่า เพราะฉะนั้น ลองเปลี่ยนจากจิบกาแฟ มาเป็นชาคาโมมายล์ หรือชาสมุนไพรและชาผลไม้ดีกว่า

หรือถ้ากลัวหิวเวลาทำงาน ก็ให้ตุนของว่างมีประโยชน์อย่างถั่ว, อัลมอนด์, กล้วย, แอปเปิ้ล และไข่ต้ม ซึ่งนอกจากจะให้พลังงานในการทำงานแล้ว ยังดีต่อสุขภาพของคุณอีกด้วย

3. รู้ลิมิตตัวเอง

ภาพจาก Freepik

อีกหนึ่งวิธีป้องกันภาวะหมดไฟ หรืออาการ Burnout ที่ดีที่สุดก็คือ คุณต้องรู้ตัวเองว่าขีดจำกัดหรือลิมิตของคุณอยู่ตรงไหน อย่างในฐานะเจ้าของธุรกิจ คุณไม่สามารถที่จะจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวคุณเอง ยิ่งต้องมานั่งคำนวณยอดขาย นับสต๊อกสินค้า จัดการพนักงาน หรือวางแผนโปรโมชั่นร้านเองแล้ว ก็ยิ่งเครียดและปวดหัวมากขึ้นไปอีก

ดังนั้นลองหาคนที่ไว้ใจได้มาช่วยดูแลร้านของคุณ หรือจะหาตัวช่วยอย่าง ระบบ POS โปรแกรมขายหน้าร้านที่ทำรายงานยอดขาย นับสต๊อกสินค้า และช่วยสอดส่องดูแลพนักงานให้คุณได้อย่างแม่นยำ ทั้งยังทำงานได้โดยอัตโนมัติ คราวนี้คุณก็ดูแลร้านได้ทุกที่ทุกเวลาและไม่ต้องมานั่งลงรายการทุกอย่างด้วยตัวเองแล้ว

เมื่อคุณรู้ลิมิตของตัวเองและมีทางออกในการจัดการปัญหาที่มีประสิทธิภาพแล้ว คุณก็จะเหนื่อยล้าจากการทำงานน้อยลง เครียดน้อยลง แล้วก็มีบาลานซ์หรือจุดสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตมากขึ้น

นอกจากนี้ อย่าลืมหาเวลาพักผ่อนและวางแผนเที่ยวเพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานด้วย เพราะการได้เที่ยวกับคนในครอบครัวหรือคนที่คุณรักจะช่วยเติมพลังจากวันที่แสนเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี

4. ลิสต์สิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน

ภาพจาก Unsplash

คุณลดสามารถลดความเสี่ยงของภาวะหมดไฟในการทำงาน หรืออาการ Burnout ได้ง่าย แค่วางแผนงานล่วงหน้าว่าในแต่ละวันต้องทำอะไร ซึ่งวางแผนงานที่มีประสิทธิภาพก็ได้แก่

  • จัดลำดับความสำคัญของงานให้ดี เช่น งานไหนที่คุณต้องทำทันที งานไหนที่ต้องใช้เวลาในการทำ งานไหนที่ให้คนอื่นทำแทนได้ หรือว่างานไหนที่คุณไม่จำเป็นต้องทำ
  • มอบหมายงานให้กับพนักงานแต่ละคน เมื่อคุณแบ่งงานให้กับพนักงานไว้แล้ว คราวนี้ก็ไม่ต้องมานั่งทำเอง ทั้งยังไม่ต้องมานั่งเครียดว่าจะหาใครมาทำ
  • ดูในส่วนของการปรับปรุง เช็คยอดขายและการจัดการร้านในสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อดูว่าคุณจำเป็นต้องปรับปรุงส่วนไหน จากนั้นก็จะวางแผนสิ่งที่ต้องทำได้อย่างง่ายดาย

 แล้วทำไมการวางแผนงานถึงช่วยให้คุณเครียดน้อยลงล่ะ ?

นั่นก็เพราะว่า การวางแผนงานไม่ได้แค่ช่วยให้คุณรู้สิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันเท่านั้น แต่ยังช่วยให้คุณแบ่งเวลาให้กับงาน ครอบครัว และตัวคุณเองง่ายขึ้นด้วย อีกอย่างเจ้าของธุรกิจที่ไม่วางแผนงานล่วงหน้าก็มักจะมีความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้นอนหลับไม่สนิท กินอาหารก็ไม่อร่อย ทั้งยังไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานเท่าที่ควร

เพราะฉะนั้น ทำไมไม่วางแผนงานและแบ่งเวลาใช้ชีวิตบ้างล่ะ ลองกำหนดเวลาทำงาน จำกัดไปเลยว่าวันนี้จะทำกี่ชั่วโมง แล้วก็เอาเวลาที่เหลือไปออกกำลังกาย ทานข้าวกับคนในครอบครัว หรือทำกิจกรรมคลายเครียด เท่านี้คุณก็จะไม่ต้องแบกความเครียดไว้ตลอดเวลาแล้วก็เหนื่อยล้าจากการทำงานน้อยลงแล้ว

5. ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญทางธุรกิจ

ภาพจาก Freepik

หากคุณรู้ตัวว่าเริ่มเครียดกับงานหรือทำงานหนักมากเกินไป และไม่รู้ว่าจะต้องจัดการกับปัญหาแบบไหนถึงจะเวิร์ก ก็ต้องมีที่ปรึกษาทางธุรกิจและขอความช่วยเหลือจากพวกเขา เพราะพวกเขาคือคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางธุรกิจและประสบการณ์ในวงการมานาน ดังนั้นจึงช่วยรับฟังปัญหา คอยให้คำแนะนำ และหาทางออกให้กับคุณได้เป็นอย่างดี ซึ่งไม่ว่าคุณจะมีร้านค้าปลีกหรือร้านอาหาร หากคุณต้องการความช่วยเหลือ ที่ปรึกษาทางธุรกิจของคุณจะคอยให้คำปรึกษาได้เป็นอย่างดี

และนี่ก็คือ 4 ข้อดีหลัก ๆ ของการมีที่ปรึกษาทางธุรกิจ

  • ธุรกิจของคุณจะแข็งแกร่งขึ้นในยุคที่ธุรกิจมีการแข่งขันสูงเช่นนี้ คุณอาจจะต้องปรึกษากลยุทธ์การตลาด รวมถึงขอคำแนะนำในการวางแผนทีมงาน เพื่อให้ธุรกิจของคุณแข็งแกร่งและอยู่รอดในตลาดที่มีการแข่งขันสูงเช่นนี้
  • ทำธุรกิจได้ง่ายขึ้นหากคุณมีอุปสรรคในการทำธุรกิจ ที่ปรึกษาของคุณจะยื่นมือเข้ามาช่วยและลดความยุ่งยากในการบริหารร้านได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากเครียดจนเกินไป ก็ต้องมองหาที่ปรึกษาดี สักคน ลองคิดดูสิว่าเมื่อคุณสามารถบริหารจัดการร้านได้ตามที่คุณวางแผนไว้ คุณจะรู้สึกผ่อนคลายมากแค่ไหน แล้วคุณก็จะลดความเสี่ยงของอาการ Burnout ได้มากยิ่งขึ้น
  • มีแนวทางในการทำธุรกิจที่ปรึกษาทางธุรกิจจำเป็นมากสำหรับผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจ เพราะหากคุณไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ก็อาจจะบริหารงานไปในทางที่ผิดได้ ดังนั้นเชื่อเถอะว่าผู้ช่วยอย่างที่ปรึกษาทางธุรกิจจะช่วยแนะแนวทางและชี้นำให้ธุรกิจของคุณไปในทิศทางที่ดีขึ้นแน่นอน จำไว้ว่าเริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง
  • ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกที่ปรึกษาทางธุรกิจคือผู้เชี่ยวชาญที่แน่นไปด้วยความรู้และประสบการณ์ คุณจึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง เพราะสามารถนำประสบการณ์และบทเรียนจากพวกเขามาปรับใช้ในธุรกิจของคุณได้ แล้วพวกเขายังช่วยวิเคราะห์แนวโน้มกับโอกาสในการเติบโตของธุรกิจคุณได้เป็นอย่างดีด้วย

สรุป

วิธีเลี่ยงอาการ Burnout และป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงานที่ดีที่สุดก็คือ การหาสมดุลให้กับการทำงานและการใช้ชีวิต ซึ่งเจ้าของธุรกิจอย่างคุณต้องจัดการกับความเครียดและทำให้ตัวเองมีความสุขมากขึ้น

เริ่มจากการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ, ทานอาหารที่มีประโยชน์, รู้ขีดจำกัดตัวเอง, วางแผนงานแต่ละวันล่วงหน้า รวมถึงขอความช่วยเหลือจากที่ปรึกษาทางธุรกิจ แล้วคุณก็จะไม่เหนื่อยล้าจากการทำงานมากเหมือนแต่ก่อน

เมื่อมีความเครียดน้อยลง ชีวิตก็มีความสุขมากขึ้น แล้วคุณก็จะปลอดภัยจากอาการ Burnout หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน พร้อมมีแรงในการทำธุรกิจต่อไปในปี 2020 และปีต่อ ๆ ไป

CTA - ระบบ POS สโตร์ฮับ โปรแกรมจัดการร้านค้าปลีกและร้านอาหาร

Share this Post

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email

Hey there! Please enter your store name.

.storehubhq.com