bubble-tea-popular-trend

5 วิธีเลี่ยง Burnout ภาวะหมดไฟในการทำงาน

สำหรับเจ้าของธุรกิจ

Burnout หรือ ภาวะหมดไฟในการทำงาน เป็นอาการของคนที่ทำงานหนัก เครียดสะสม เหนื่อยเรื้อรัง หรือทำงานที่ไม่ได้รัก อาการนี้เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่เจ้าของธุรกิจหรือผู้ประกอบการนั้นมีจะความเสี่ยงมากเป็นพิเศษ เพราะต้องรับมือกับปัญหาและเผชิญความท้าทายตลอดเวลา ซึ่งบางทีก็อาจจะเหนื่อยล้าจนแทบไม่อยากพลิกตัว

ดังนั้นก่อนจะทำงานหนักไปจนถึงขั้น Burnout หรือหมดไฟจนไม่อยากทำอะไร เรามาดูวิธีเลี่ยงภาวะนี้กันดีกว่า เจ้าของธุรกิจอย่างคุณจะได้จัดการกับความเครียด หาจุดสมดุลให้กับตัวเองได้อย่างเหมาะสม แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้นในปี 2020 และปีต่อ ๆ ไป

Burnout คืออะไร ?

ภาพจาก Pixabay

Burnout หรือ เบิร์นเอาท์ คือ ภาวะความเหน็ดเหนื่อยทางจิตใจและอารมณ์ ที่เกิดจากการทำงานหนักจนเกินไปและมีความเครียดสะสมเป็นเวลานาน ทำให้มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า เฉยชากับทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และมีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง จนไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น เราจึงเรียกอาการ Burnout ว่า ภาวะหมดไฟในการทำงาน

อาการ Burnout หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน

ภาพจาก Freepik

รู้ไหมว่าคุณอาจจะมีอาการของภาวะหมดไฟในการทำงานแบบไม่รู้ตัว ? ถ้าไม่อยากให้ถึงจุดที่สายเกินแก้ เรามาดูสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าเรากำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ Burnout กันดีกว่า ซึ่งสามารถแบ่งได้ 3 ด้าน ดังนี้

1. สัญญาณเตือนด้านอารมณ์

  • เหนื่อยล้า หมดแรง ไม่อยากทำอะไรทั้งนั้น
  • รู้สึกหดหู่และซึมเศร้า อะไร ก็ดูอึมครึมไปหมด
  • อารมณ์แปรปรวนบ่อย เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย
  • หงุดหงิดและโมโหง่าย อะไรนิดหน่อยก็เป็นเรื่องใหญ่
  • ไม่พอใจกับงานที่ทำ ไม่แฮปปี้กับความสำเร็จที่ทำได้

2. สัญญาณเตือนด้านความคิด

  • หวาดระแวง กลัวนั่นนี่ วิตกกังวลตลอดเวลา
  • มองโลกในแง่ร้าย และมองคนอื่นในแง่ลบ
  • มักจะโทษคนอื่นเสมอ
  • ชอบเลี่ยงปัญหา และไม่จัดการแก้ไข
  • สงสัยในความสามารถและศักยภาพของตัวเอง

3. สัญญาณเตือนด้านพฤติกรรม

  • ชอบผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมทำงานให้เสร็จ
  •  ไม่มีความกระตือรือร้นในการทำงานหรืออะไรทั้งนั้น
  •  หุนหันพลันแล่น มักตัดสินใจปุบปับ
  • ไม่อยากตื่นไปทำงาน หรือไปสายติดต่อกัน
  • ไม่มีสมาธิในการทำงาน หรือไม่มีความสุขในการทำงาน

วิธีเลี่ยง Burnout และป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงาน

ภาพจาก Pixabay

ในช่วงที่ชีวิตเร่งรีบ พร้อม กับต้องทำงานหนัก และรับมือกับหลาย อย่าง เจ้าของธุรกิจและผู้ประกอบการเช่นคุณย่อมมีความเครียดและเหนื่อยล้าจากการทำงานอยู่แล้ว ซึ่งบางทีก็เครียดสะสมและเหนื่อยเรื้อรังโดยไม่รู้ตัว 

คุณคงไม่อยากปล่อยให้ตัวเองไปถึงจุดที่ไม่อยากทำอะไรเลยใช่ไหม ?

ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการเลี่ยงอาการ Burnout และป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงานก็คือ คุณต้องหาจุดสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตให้ได้ ซึ่งวิธีสุดเวิร์กที่จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจอย่างคุณใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและเครียดน้อยลงก็มีดังนี้ :-

1. แบ่งเวลาพักผ่อน

ภาพจาก Unsplash

การนอนหลับพักผ่อนคือ ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุด แค่นอนครบ 8 ชั่วโมงหรือเข้านอนเร็วนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราควรโฟกัส โดยจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์นั้นพบว่า คนเราควรจะให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการนอนด้วย คือ ต้องนอนหลับสนิทและพักผ่อนเพียงพออย่างสม่ำเสมอ เพราะสิ่งนี้ส่งผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเราโดยตรง

แล้วจะทำยังไง คุณถึงจะมีเวลานอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอล่ะ ? ง่าย เลย แค่ทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ :-

  • จัดตารางนอนไว้วางแผนการนอนหลับพักผ่อนของคุณและเข้านอนตามเวลาที่กำหนดเป็นประจำทุกวัน เช่น ถ้ากำหนดว่าต้องเข้านอนเวลา 22.30 . ก็ต้องเข้านอนเวลานี้ทุกวัน
  • งีบระหว่างวัน คุณสามารถงีบหลับระหว่างวันสัก 10 นาทีเพื่อเติมพลังและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ แต่ห้ามงีบเกิน 30 นาทีเป็นอันขาดเพราะอาจจะนอนไม่หลับในตอนกลางคืนได้
  • ห้ามมีข้ออ้าง แม้ว่าจะมีงานเยอะแค่ไหน ก็ต้องรีบจัดการให้เสร็จก่อนถึงเวลาเข้านอน เพราะถ้าหากคุณไม่มีวินัย การนอนหลับพักผ่อนของคุณก็จะไม่มีประสิทธิภาพและไม่ส่งผลอะไรต่อตัวคุณ ขอบอกเลยว่างานนี้ไม่มีหยวน
  • ห้ามจ้องหน้าจอก่อนเข้านอนจอคอม จอมือถือ และจอโน้ตบุ๊ค มีแสงสีฟ้าหรือ Blue light ที่ทำให้รู้สึกตื่นตัวและยังระงับการผลิตเมลาโทนิน (Melatonin) ฮอร์โมนจากสมองที่ถูกกระตุ้นให้สร้างขึ้นเวลามีแสงสว่างน้อยหรือไร้แสง สมองจะหลั่งฮอร์โมนนี้ออกมาเวลากลางคืนและทำให้เรารู้สึกง่วง เพราะฉะนั้นถ้าอยากนอนหลับสนิท ห้ามเล่นอุปกรณ์ดังกล่าวก่อนเข้านอนเป็นอันขาด ควรเลิกเล่นอย่างน้อย 1 ชั่วโมงหรือ 20 นาทีเป็นอย่างต่ำ
  • ห้ามดื่มกาแฟหลัง 4 โมงเย็น หากคุณเป็นคนที่นอนหลับยากอยู่แล้ว ไม่ควรดื่มกาแฟหลัง 4 โมงเย็น เพราะจะทำให้สมองตื่นตัวและนอนไม่หลับในตอนกลางคืนได้

เมื่อพักผ่อนเพียงพอแล้ว คุณก็จะรู้สึกมีแรง สดชื่น และกระปรี้กระเปร่ามากยิ่งขึ้น ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงาน ไม่เหนื่อยล้าเหมือนที่เคย

2. ทานอาหารที่มีประโยชน์

ภาพจาก Unsplash

รู้หรือไม่ว่าอาหารที่ทานมีผลโดยตรงต่อพลังงานของเรา ? และอาหารบางชนิดก็ทำให้เราเหนื่อยล้าโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นลักษณะของอาหารและพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องที่คุณควรหลีกเลี่ยงนั้น ได้แก่

  • อาหารแปรรูปหรืออาหารที่ผ่านกระบวนการแปลงสภาพวัตถุดิบ
  • อาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูง

นอกจากนี้การทานอาหารไม่ตรงต่อเวลาและไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายก็ส่งผลให้คุณมีอาหารเหนื่อยล้าและไม่มีแรงได้

ส่วนกาแฟและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน จะทำให้ระบบประสาทและสมองของเราตื่นตัว นั่นหมายความว่าเมื่อมีเรื่องเครียดหรือกังวลใจ คุณก็จะเครียดมากกว่าเดิมหลายเท่า เพราะฉะนั้น ลองเปลี่ยนจากจิบกาแฟ มาเป็นชาคาโมมายล์ หรือชาสมุนไพรและชาผลไม้ดีกว่า

หรือถ้ากลัวหิวเวลาทำงาน ก็ให้ตุนของว่างมีประโยชน์อย่างถั่ว, อัลมอนด์, กล้วย, แอปเปิ้ล และไข่ต้ม ซึ่งนอกจากจะให้พลังงานในการทำงานแล้ว ยังดีต่อสุขภาพของคุณอีกด้วย

3. รู้ลิมิตตัวเอง

ภาพจาก Freepik

อีกหนึ่งวิธีป้องกันภาวะหมดไฟ หรืออาการ Burnout ที่ดีที่สุดก็คือ คุณต้องรู้ตัวเองว่าขีดจำกัดหรือลิมิตของคุณอยู่ตรงไหน อย่างในฐานะเจ้าของธุรกิจ คุณไม่สามารถที่จะจัดการทุกอย่างได้ด้วยตัวคุณเอง ยิ่งต้องมานั่งคำนวณยอดขาย นับสต๊อกสินค้า จัดการพนักงาน หรือวางแผนโปรโมชั่นร้านเองแล้ว ก็ยิ่งเครียดและปวดหัวมากขึ้นไปอีก

ดังนั้นลองหาคนที่ไว้ใจได้มาช่วยดูแลร้านของคุณ หรือจะหาตัวช่วยอย่าง ระบบ POS  โปรแกรมขายหน้าร้านที่ทำรายงานยอดขาย นับสต๊อกสินค้า และช่วยสอดส่องดูแลพนักงานให้คุณได้อย่างแม่นยำ ทั้งยังทำงานได้โดยอัตโนมัติ คราวนี้คุณก็ดูแลร้านได้ทุกที่ทุกเวลาและไม่ต้องมานั่งลงรายการทุกอย่างด้วยตัวเองแล้ว

เมื่อคุณรู้ลิมิตของตัวเองและมีทางออกในการจัดการปัญหาที่มีประสิทธิภาพแล้ว คุณก็จะเหนื่อยล้าจากการทำงานน้อยลง เครียดน้อยลง แล้วก็มีบาลานซ์หรือจุดสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตมากขึ้น

นอกจากนี้ อย่าลืมหาเวลาพักผ่อนและวางแผนเที่ยวเพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานด้วย เพราะการได้เที่ยวกับคนในครอบครัวหรือคนที่คุณรักจะช่วยเติมพลังจากวันที่แสนเหนื่อยล้าได้เป็นอย่างดี

4. ลิสต์สิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน

ภาพจาก Unsplash

คุณลดสามารถลดความเสี่ยงของภาวะหมดไฟในการทำงาน หรืออาการ Burnout ได้ง่าย แค่วางแผนงานล่วงหน้าว่าในแต่ละวันต้องทำอะไร ซึ่งวางแผนงานที่มีประสิทธิภาพก็ได้แก่

  • จัดลำดับความสำคัญของงานให้ดี เช่น งานไหนที่คุณต้องทำทันที งานไหนที่ต้องใช้เวลาในการทำ งานไหนที่ให้คนอื่นทำแทนได้ หรือว่างานไหนที่คุณไม่จำเป็นต้องทำ
  • มอบหมายงานให้กับพนักงานแต่ละคน เมื่อคุณแบ่งงานให้กับพนักงานไว้แล้ว คราวนี้ก็ไม่ต้องมานั่งทำเอง ทั้งยังไม่ต้องมานั่งเครียดว่าจะหาใครมาทำ
  • ดูในส่วนของการปรับปรุง เช็คยอดขายและการจัดการร้านในสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อดูว่าคุณจำเป็นต้องปรับปรุงส่วนไหน จากนั้นก็จะวางแผนสิ่งที่ต้องทำได้อย่างง่ายดาย

 แล้วทำไมการวางแผนงานถึงช่วยให้คุณเครียดน้อยลงล่ะ ?

นั่นก็เพราะว่า การวางแผนงานไม่ได้แค่ช่วยให้คุณรู้สิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันเท่านั้น แต่ยังช่วยให้คุณแบ่งเวลาให้กับงาน ครอบครัว และตัวคุณเองง่ายขึ้นด้วย อีกอย่างเจ้าของธุรกิจที่ไม่วางแผนงานล่วงหน้าก็มักจะมีความเครียดสะสมโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้นอนหลับไม่สนิท กินอาหารก็ไม่อร่อย ทั้งยังไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานเท่าที่ควร

เพราะฉะนั้น ทำไมไม่วางแผนงานและแบ่งเวลาใช้ชีวิตบ้างล่ะ ลองกำหนดเวลาทำงาน จำกัดไปเลยว่าวันนี้จะทำกี่ชั่วโมง แล้วก็เอาเวลาที่เหลือไปออกกำลังกาย ทานข้าวกับคนในครอบครัว หรือทำกิจกรรมคลายเครียด เท่านี้คุณก็จะไม่ต้องแบกความเครียดไว้ตลอดเวลาแล้วก็เหนื่อยล้าจากการทำงานน้อยลงแล้ว

5. ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญทางธุรกิจ

ภาพจาก Freepik

หากคุณรู้ตัวว่าเริ่มเครียดกับงานหรือทำงานหนักมากเกินไป และไม่รู้ว่าจะต้องจัดการกับปัญหาแบบไหนถึงจะเวิร์ก ก็ต้องมีที่ปรึกษาทางธุรกิจและขอความช่วยเหลือจากพวกเขา เพราะพวกเขาคือคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางธุรกิจและประสบการณ์ในวงการมานาน ดังนั้นจึงช่วยรับฟังปัญหา คอยให้คำแนะนำ และหาทางออกให้กับคุณได้เป็นอย่างดี ซึ่งไม่ว่าคุณจะมีร้านค้าปลีกหรือร้านอาหาร หากคุณต้องการความช่วยเหลือ ที่ปรึกษาทางธุรกิจของคุณจะคอยให้คำปรึกษาได้เป็นอย่างดี

และนี่ก็คือ 4 ข้อดีหลัก ๆ ของการมีที่ปรึกษาทางธุรกิจ

  • ธุรกิจของคุณจะแข็งแกร่งขึ้นในยุคที่ธุรกิจมีการแข่งขันสูงเช่นนี้ คุณอาจจะต้องปรึกษากลยุทธ์การตลาด รวมถึงขอคำแนะนำในการวางแผนทีมงาน เพื่อให้ธุรกิจของคุณแข็งแกร่งและอยู่รอดในตลาดที่มีการแข่งขันสูงเช่นนี้
  • ทำธุรกิจได้ง่ายขึ้นหากคุณมีอุปสรรคในการทำธุรกิจ ที่ปรึกษาของคุณจะยื่นมือเข้ามาช่วยและลดความยุ่งยากในการบริหารร้านได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากเครียดจนเกินไป ก็ต้องมองหาที่ปรึกษาดี สักคน ลองคิดดูสิว่าเมื่อคุณสามารถบริหารจัดการร้านได้ตามที่คุณวางแผนไว้ คุณจะรู้สึกผ่อนคลายมากแค่ไหน แล้วคุณก็จะลดความเสี่ยงของอาการ Burnout ได้มากยิ่งขึ้น
  • มีแนวทางในการทำธุรกิจที่ปรึกษาทางธุรกิจจำเป็นมากสำหรับผู้ประกอบการที่เพิ่งเริ่มทำธุรกิจ เพราะหากคุณไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ก็อาจจะบริหารงานไปในทางที่ผิดได้ ดังนั้นเชื่อเถอะว่าผู้ช่วยอย่างที่ปรึกษาทางธุรกิจจะช่วยแนะแนวทางและชี้นำให้ธุรกิจของคุณไปในทิศทางที่ดีขึ้นแน่นอน จำไว้ว่าเริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง
  • ไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกที่ปรึกษาทางธุรกิจคือผู้เชี่ยวชาญที่แน่นไปด้วยความรู้และประสบการณ์ คุณจึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง เพราะสามารถนำประสบการณ์และบทเรียนจากพวกเขามาปรับใช้ในธุรกิจของคุณได้ แล้วพวกเขายังช่วยวิเคราะห์แนวโน้มกับโอกาสในการเติบโตของธุรกิจคุณได้เป็นอย่างดีด้วย

สรุป

วิธีเลี่ยงอาการ Burnout และป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงานที่ดีที่สุดก็คือ การหาสมดุลให้กับการทำงานและการใช้ชีวิต ซึ่งเจ้าของธุรกิจอย่างคุณต้องจัดการกับความเครียดและทำให้ตัวเองมีความสุขมากขึ้น

เริ่มจากการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ, ทานอาหารที่มีประโยชน์, รู้ขีดจำกัดตัวเอง, วางแผนงานแต่ละวันล่วงหน้า รวมถึงขอความช่วยเหลือจากที่ปรึกษาทางธุรกิจ แล้วคุณก็จะไม่เหนื่อยล้าจากการทำงานมากเหมือนแต่ก่อน

เมื่อมีความเครียดน้อยลง ชีวิตก็มีความสุขมากขึ้น แล้วคุณก็จะปลอดภัยจากอาการ Burnout หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน พร้อมมีแรงในการทำธุรกิจต่อไปในปี 2020 และปีต่อ ๆ ไป

บริหารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพด้วยสโตร์ฮับ

 

StoreHub Point of Sales

คลิกที่นี่เพื่อดูว่าสโตร์ฮับสามารถช่วยคุณจัดการธุรกิจได้อย่างไร