Talk to our business consultant: +60 3 9212 6688

คู่มือเปิดร้านอาหาร

คู่มือเปิดธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม:

ทำอย่างไรให้ประสบความสำเร็จง่ายขึ้น ?

การเปิดร้านอาหารในปี 2020 และปีต่อ ๆ ไปถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างท้าทาย เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคและการเข้าถึงลูกค้าของร้านอาหารได้เปลี่ยนไปหลังจากเจอวิกฤตโควิด 19 

ดังนั้นไม่ว่าคุณจะอยากเปิดร้านอาหารขนาดเล็ก-ใหญ่ หรือร้านเครื่องดื่มประเภทต่าง ๆ คุณจะประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้นถ้าเริ่มต้นอย่างถูกวิธีและมีเทคนิคในการทำการตลาดเพื่อดึงดูดลูกค้า

เราจึงมีคู่มือเปิดร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มยุคใหม่มาฝากคนที่กำลังจะเอาดีทางนี้ด้วย โดยในบทความนี้เราจะมีหัวข้อสำคัญมาฝากดังนี้ :-

    1. เปิดร้านอาหารหรือร้านเครื่องดื่มอะไรดี ?
    2. ตั้งราคาอาหารยังไงให้ขายดีและถูกใจลูกค้า ?
    3. วิธีลดต้นทุนร้านอาหารและเครื่องดื่มมีอะไรบ้าง ?
    4. เพิ่มยอดขายร้านอาหารและเครื่องดื่มได้ยังไงบ้าง ?
    5. วิธีถ่ายรูปอาหารให้น่ากิน แบบไหนเรียกลูกค้าได้ดี ?
    6. เลือกกล่องใส่อาหารยังไงให้โดนใจลูกค้า ?
    7. หากเกิดภาวะวิกฤตร้านอาหาร จะต้องจัดการยังไง ?
    8. จัดการส่วนหน้าบ้าน (Front of House) ร้านอาหารยังไงให้ปัง ?
    9. มีวิธีโปรโมทร้านอาหารฟรีที่ได้ผลจริงไหม ?

เปิดร้านอาหารหรือร้านเครื่องดื่มอะไรดี ?

เปิดร้านอาหารหรือร้านเครื่องดื่มอะไรดี

“เปิดร้านอาหารอะไรดี ?

เปิดร้านเครื่องดื่มแนวไหนถึงจะไปรอด ?”

เราเชื่อว่าหลายคนกำลังมีคำถามนี้อยู่ โดยเฉพาะคนที่มีความชอบส่วนตัวและอยากเป็นเจ้าของธุรกิจในช่วงนี้ ซึ่งร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มสุดอินเทรนด์ที่ใช้งบน้อยและขายดีในทุกยุคทุกสมัยก็มี 7 ร้านดังนี้ :-

1) ร้านยำ

เปิดร้านยำสุดแซ่บ เริ่มเปิดได้แม้มีงบน้อย ในช่วงแรก ๆ อาจจะต้องเจาะกลุ่มลูกค้าและหาจุดขายของร้านกันหน่อย อาจจะเป็นเรื่องของความสดใหม่ของวัตถุดิบ ความสะอาด หรือการบริการก็ได้

2) ร้านส้มตำ

อาหารรสจัดที่อินเทรนด์และขายได้ในทุกยุคทุกสมัยก็คือ ส้มตำ เพราะคนไทยเราติดรสจัดและมักจะกินส้มตำเป็นอาหารว่าง ดังนั้นการเปิดร้านส้มตำจึงถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่คิดจะเปิดร้านอาหาร

3) ร้านข้าวไข่เจียว

ไม่ว่าจะเป็นเขตออฟฟิศ โรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย ร้านข้าวไข่เจียวก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แถมยังเปิดง่ายและไม่ต้องใช้อุปกรณ์เยอะ ถ้าสนใจจริง ๆ ลองหาพื้นที่ใกล้เคียงเลยว่ามีแถวไหนที่พอจะเปิดร้านข้าวไข่เจียวของคุณได้บ้าง

4) ร้านชานมไข่มุก

รู้ไหมว่าคนไทยดื่มชาไข่มุกเฉลี่ย 6 แก้วต่อเดือน ? ซึ่งถือว่ามากที่สุดในเอเซีย ดังนั้นหากคุณมีไอเดียเปิดร้านชาไข่มุกก็ถือว่ามาถูกทางแล้ว ที่เหลือก็แค่ต้องตัดสินใจว่าจะเปิดเป็นแบรนด์ของตัวเองหรือจะซื้อแฟรนชายส์ชาไข่มุก

5) ร้านกาแฟ 

หากคิดจะเปิดร้านกาแฟ บอกเลยว่าไม่จำเป็นต้องใหญ่ เพราะแค่มีรถมอเตอร์ไซค์หรือบูธเล็ก ๆ ก็เริ่มเปิดขายได้แล้ว ส่วนเรื่องงบและอุปกรณ์ร้านกาแฟ ก็สามารถเริ่มได้ที่หลักพัน

6) คาเฟ่

สมัยนี้ใคร ๆ ก็ชอบนั่งทำงานที่คาเฟ่ ไปจิบกาแฟ และถ่ายรูปสวย ๆ ลงไอจีกันทั้งนั้น ธุรกิจประเภทนี้จึงได้รับความนิยมทั้งในหมู่ของผู้บริโภคและผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก ซึ่งการเปิดคาเฟ่ให้ไปได้สวยก็จะต้องดูด้วยว่าร้านมีจุดเด่นอะไร มีเมนูอาหารไหนที่เป็นเมนูซิกเนเจอร์ หรือเครื่องดื่มไหนน่าลอง แล้วก็ต้องพิจารณาถึงตัวเลือกของสินค้าอย่างขนม เค้ก และเบเกอรี่ด้วย

7) ร้านอาหารเพื่อสุขภาพ

คนเราหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงโควิด 19 ที่ผ่านมาและเทรนด์นี้ก็มีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ลองเปิดร้านเล็ก ๆ และเริ่มขายเมนูที่คุณชอบทานก่อน หากกระแสตอบรับดีก็ค่อยขยับขยาย

ตั้งราคาอาหารอย่างไรให้ขายดีและถูกใจลูกค้า ?

ภาพส้มตำกับการตั้งราคาอาหาร

ภาพโดย jcomp – www.freepik.com

พอมีไอเดียเปิดร้านแล้ว ทีนี้จะตั้งราคาอาหารและเครื่องดื่มยังไงให้ได้ทั้งกำไรและถูกใจลูกค้า ? บอกเลยว่าง่ายนิดเดียว เพราะเรามี 9 เทคนิคการตั้งราคาอาหารที่จะช่วยร้านคุณเพิ่มยอดขายและทำกำไรมาฝากแล้วที่นี่ !

1) ดูราคาคู่แข่ง

ก่อนตั้งราคาอาหารและตั้งราคาเครื่องดื่มในร้าน คุณจำเป็นต้องศึกษาคู่แข่งให้ดีเสียก่อน ซึ่งหลักการในการศึกษาราคาอาหารคู่แข่ง ก็คือ

  • สำรวจร้านที่ขายอาหารสไตล์เดียวกัน
  • แนะนำให้ดูราคาสัก 6 – 8 ร้านและดูว่ามีเมนูไหนบ้างที่เหมือนหรือคล้ายกับร้านของคุณ
  • หาราคาเฉลี่ยของแต่ละเมนูออกมา จากนั้นก็ว่าจะขายถูกหรือแพงกว่าร้านคู่แข่ง

ทั้งนี้หากจะขายแพงกว่าร้านคู่แข่ง ก็ต้องแน่ใจว่าคุณใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพและมีบริการดีกว่าคู่แข่ง

2) มองในมุมลูกค้า

ถ้ามองในมุมของลูกค้าแล้ว ก็จะต้องมีทั้งความคุ้มค่าและบริการที่ยอดเยี่ยมใช่ไหมล่ะ ? แล้วจะต้องทำยังไง ? คำตอบก็คือ ทางร้านให้ความสำคัญกับคุณค่าของสินค้าและบริการ ได้แก่

  • การตกแต่งจานให้สวยน่ากิน
  • การบริการที่น่าประทับใจ มีความสุภาพนอบน้อม และใส่ใจลูกค้าในทุกขั้นตอน
  • บรรยากาศร้านสวยงาม
  • มีดนตรีสดเพิ่มอรรถรสในการทานอาหาร

ขอบอกเลยว่าหัวใจสำคัญของข้อนี้คือ ลูกค้าต้องได้ประสบการณ์การทานอาหารที่ดีเกินคาด เพราะมีลูกค้าจำนวนมากที่เต็มใจจ่ายในราคาที่สูงกว่าหากพวกเขาได้รับบริการที่ดีและพิเศษกว่า

3) เมนูอาหารต้องแปลกใหม่และน่าสนใจ

 ดูสิว่าคุณสามารถประยุกต์เมนูไหนเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับอาหารและเครื่องดื่มในร้านได้บ้าง ซึ่งวิธีที่ทำให้อาหารของคุณแปลกใหม่ น่าสนใจ และตั้งราคาได้ดีขึ้น ก็คือ

  • ตั้งชื่อเมนูเก๋ ๆ การตั้งชื่อเมนูอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ซ้ำใคร จะช่วยให้ร้านของคุณเป็นที่จดจำในหมู่ลูกค้า เช่น ข้าวหน้าลิเวอร์พูล, ตำเสียสาว และฝรั่งกอดลาว เป็นต้น แนะนำว่าควรมีภาพประกอบและคำอธิบายแต่ละเมนูด้วย
  • ใช้ส่วนผสมที่ราคาแพงขึ้นมาหน่อย เช่น ถ้าร้านขายข้าวผัดต้มยำ ก็อาจจะมีแซลมอนและไข่เพิ่มเข้ามาในเมนูเพื่อให้ตั้งราคาอาหารได้ในราคาที่แพงขึ้น

4) ใช้ “เชฟ” เป็นจุดขาย 

รู้ไหมว่าลูกค้ามีแนวโน้มสั่งอาหารที่มีป้ายกำกับ “เมนูแนะนำจากเชฟ” หรือ “เมนูพิเศษจากเชฟ” มากกว่า ? ดังนั้นลองรังสรรค์เมนูอาหารและเครื่องดื่มที่แปลกใหม่ และจัดเข้าคอลเล็กชั่นเมนูพิเศษจากเชฟดู รับรองเรียกลูกค้าและทำเงินได้ไม่ยาก

ตัวอย่างเมนูพิเศษจากเชฟ :

และแน่นอนว่าหากร้านคุณขายอาหารไทยหรือเมนูอื่นก็ให้เชฟคิดค้นเมนูใหม่ ๆ เพื่อเรียกลูกค้าได้ แล้วคุณจะตั้งราคาอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพและถูกใจลูกค้ามากขึ้น

5) เลี่ยงการใส่ค่าเงินบนเมนู

เมื่อลูกค้าเห็นสกุลเงินหรือค่าเงินบนเมนูอาหาร พวกเขามีแนวโน้มที่จะลังเลในการสั่งอาหารมากขึ้น ดังนั้นทางร้านไม่ควรใส่ค่าเงินบนเมนู เพื่อให้ลูกค้าสั่งอาหารได้อย่างสบายใจ ไม่ลังเล เท่านี้ร้านของคุณก็จะขายได้มากขึ้นแล้ว

เช่น ถ้าขายเมนูกะเพราเนื้อราคา 70 บาท ราคาที่ควรแสดงบนเมนูก็จะเป็น

  • กะเพราเนื้อ 70
  • กะเพราเนื้อ 70.-

จะสังเกตได้ว่า เราจะไม่ใส่ค่าเงินอย่าง “บาท”, “บ.” หรือ “THB” แต่จะใส่แค่ตัวเลขราคา หรือไม่ก็ใส่เครื่องหมาย “.-” แทน

6) มีตัวเลือกอาหาร 3 ตัวเลือก

เทคนิคการตั้งราคาอาหารและกระตุ้นให้ลูกค้าสั่งอาหารจานที่แพงกว่าก็คือ การมีตัวเลือกให้ลูกค้าเลือก 3 แบบด้วยกัน เช่น

  • ตัวเลือกที่ 1: ก๋วยเตี๋ยวหมู ราคา 40 บาท มีเส้น เนื้อหมูหั่น กับลูกชิ้นหมู
  • ตัวเลือกที่ 2: ก๋วยเตี๋ยวหมูพิเศษ ราคา 55 บาท มีการใส่ไข่ต้มยางมะตูมและหมูแดงเข้าไป
  • ตัวเลือกที่ 3: ก๋วยเตี๋ยวหมูจัมโบ้ ราคา 75 บาท เป็นการรวมตัวเลือกที่ 1 และ 2 เข้าด้วยกัน หรือจะใช้หมูตุ๋นแทนก็ได้

ซึ่งถ้าคุณเป็นลูกค้าก็จะเลือกตัวเลือกที่ 3 เพราะดูแล้วคุ้มที่สุด จริงไหม ?

7) ตั้งราคาตามปริมาณอาหาร

เพื่อให้มีตัวเลือกอาหารและราคาที่หลากหลาย ทางร้านควรจะมีตัวเลือกของเมนูอาหารและเครื่องดื่มด้วย คือ

  • มีอาหารจานปกติ ให้ลูกค้าสามารถเลือกอัพไซซ์หรือเพิ่มเครื่องเคียงในราคาเพิ่มเติมได้
  • มีเครื่องดื่มขนาดมาตรฐาน และไซซ์อื่น ๆ เช่น กาแฟแก้วปกติ แก้วกลาง และใหญ่ เป็นต้น โดยราคาของแต่ละไซซ์ก็จะแตกต่างกันออกไป

วิธีนี้ช่วยให้ร้านตั้งราคาอาหารดูเหมาะสมในสายตาลูกค้า ช่วยให้ลูกค้ามีตัวเลือกเยอะขึ้น ที่สำคัญสามารถลดเศษอาหารเหลือทิ้งได้ด้วย

8) เลือกลูกค้ากลุ่มเป้าหมายให้เป็น

การจะตั้งราคาอาหารและเครื่องดื่มในร้าน คุณจำเป็นต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมายและเลือกกลุ่มลูกค้าด้วย ซึ่งคำถามสำคัญที่ช่วยให้คุณเลือกตลาดเป้าหมายและตั้งราคาอาหารได้ดียิ่งขึ้นก็คือ

  • ลูกค้าของฉันเป็นใคร ? 
  • ลูกค้าของฉันอายุเท่าไหร่ ?
  • ลูกค้าของฉันมีรายได้ต่อเดือนมาก-น้อยแค่ไหน ? 

วิธีนี้จะช่วยให้คุณตั้งราคาอาหารได้เหมาะสมและคิดคอนเซ็ปต์ร้านได้ง่ายขึ้นด้วย เช่น หากลูกค้าเป็นวัยทำงาน ก็อาจจะมีเซ็ตอาหารกลางวัน เซ็ตกาแฟและเค้ก หรือถ้าเป็นวัยเรียนก็อาจจะมีเมนูไอศกรีม เค้ก และชาไข่มุกไว้เอาใจลูกค้า เป็นต้น

9) ขายอาหารเป็นเซ็ต

หลายร้านเลือกจับคู่อาหารและเครื่องดื่มมาขายเป็นเซ็ต แล้วตั้งราคาขายที่คุ้มค่าในสายจาลูกค้า เลยทำให้ร้านขายดีมากขึ้น กลยุทธ์นี้จึงได้รับความนิยมในหมู่ผู้ประกอบการร้านอาหารเป็นอย่างมาก ซึ่งเทคนิคการขายอาหารเป็นเซ็ตก็คือ

  • จับคู่เซ็ตคอมโบ – จัดเซ็ตเมนูอาหารและเครื่องดื่ม
  • รับส่วนลดเมื่อซื้อเพิ่ม – เช่น ถ้าลูกค้าซื้อแซนด์วิช และต้องการซื้อเครื่องดื่มเพิ่ม ก็มอบส่วนลดเครื่องดื่มให้กับลูกค้า

แค่นี้ลูกค้าก็ถูกใจ แล้วร้านอาหารของคุณก็มีโอกาสขายได้มากขึ้นแล้ว

วิธีลดต้นทุนร้านอาหารและเครื่องดื่มมีอะไรบ้าง ?

ผู้หญิงกำลังใช้เครื่องคิดเงินในร้าน ภาพประกอบการลดค่าใช้จ่ายร้านอาหาร

ภาพโดย Ketut Subiyanto จาก Pexels

เมื่อเปิดร้านอาหารหรือร้านเครื่องดื่มเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัญหาที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักเจอก็คือ ต้นทุนสูงและไม่รู้ว่าจะควบคุมค่าใช้จ่ายในร้านยังไง เพราะการลดต้นทุนและลดค่าใช้จ่ายร้านอย่างมีประสิทธิภาพจะต้องครอบคลุมหลายด้านด้วยกัน​ โดยวิธีหลัก ๆ ที่ได้ผลจริงก็มี 6 ข้อ คือ

1) การทำงานที่มีประสิทธิภาพของพนักงาน

ทางร้านต้องอบรมพนักงานให้ใส่ใจดูแลลูกค้าและด้านอื่น ๆ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในทุกกระบวนการของร้าน ตลอดทั้งปลูกฝังให้พวกเขารู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร้านอาหาร เมื่อพนักงานมีความรู้ความเข้าใจและทักษะการทำงานแล้ว พวกเขาก็จะทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ทางร้านยังสามารถจัดสรรพนักงานให้เหมาะสมในแต่ละกะเพื่อดูแลลูกค้าอย่างทั่วถึงและประหยัดค่าใช้จ่ายด้วย เช่น จัดสรรพนักงานให้เพียงพอในช่วง Peak Hour ที่มีลูกค้าเข้าร้านเยอะ ๆ และลดจำนวนพนักงานในช่วงที่ร้านไม่ค่อยมีลูกค้า

2) ลดตุ้นทุนในเรื่องของเมนู 

รู้ไหมว่าคุณประหยัดต้นทุนในการสั่งพิมพ์เมนู ปริ้นต์ใบเสร็จ และลดค่าจ้างพนักงานได้ด้วยเมนูดิจิตอล​? เพราะด้วยวิธีนี้แล้วลูกค้าสามารถสั่งอาหารได้ง่าย ๆ บน iPad แท็บเล็ต หรือแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ ที่สำคัญรักษ์โลกอีกต่างหาก ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ร้านอาหารของคุณจะหันมาใช้เมนูดิจิตอล

3) ลดเศษอาหารหรือ Food Waste ให้เหลือน้อยที่สุด

กี่ครั้งแล้วที่ร้านอาหารของคุณต้องหมดค่าใช้จ่ายไปกับเศษอาหารเปล่า ๆ ? เพราะฉะนั้นทำไมไม่ลองหาทางออกเพื่อลดต้นทุนและลดค่าใช้จ่ายร้านอาหารในส่วนนี้ล่ะ เริ่มจากมีสูตรอาหาร พ่อครัวจะต้องรู้สัดส่วนของส่วนผสม ใช้วัตถุดิบที่ใกล้หมดอายุก่อน นับสต๊อกและติดตามสินค้าอย่างใกล้ชิด และให้อาหารในปริมาณที่พอดีเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้ากินเหลือ

4) อะไรที่เคยแจกฟรี ต้องหยุดก่อน

การงดแจกฟรีจะช่วยร้านอาหารลดค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี ซึ่งถ้ากลัวว่างดแล้วลูกค้าจะหาย ก็เป็น “ลด” แทนได้ เช่น ลดขนาดของอาหารทานเล่น ก่อนเสิร์ฟน้ำเปล่า ให้สอบถามเครื่องดื่มที่ลูกค้าต้องการ และวางทิชชู่เปียกบนโต๊ะแทนทิชชู่แบบธรรมดา เป็นต้น และถ้าลูกค้าต้องจ่ายค่าทิชชู่เปียก ก็ต้องบอกลูกค้าด้วย

5) รณรงค์ให้ลูกค้านำกล่องใส่อาหารมาเอง 

วิธีนี้นอกจากจะช่วยลดค่าแพ็คเกจกิ้งและกล่องใส่อาหารของร้านแล้ว ยังช่วยลดขยะได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย ทางร้านควรมีนโยบาย BYOB (Bring your Own Box/Bag/Bottle) และมอบส่วนลดให้กับลูกค้าที่นำกล่อง/ถุง/หรือขวดมาเอง หรือจะคิดเงินค่ากล่องใส่อาหารหากลูกค้าซื้อกลับไปทานบ้านก็ได้ 

6) โปรโมทร้านอาหารฟรี

Social Media อย่าง Facebook และ Instagram หรือแชทแอพอย่าง LINE คือช่องทางโปรโมทร้านอาหารฟรีที่คุณไม่ควรมองข้าม เพราะช่องทางเหล่านี้คือวิธีที่ช่วยให้คุณเข้าใกล้ลูกค้าผ่านคอนเทนต์​ ลองหาวิธีนำเสนอสินค้าสวย ๆ ถ่ายรูปอาหารให้น่ากิน แล้วลูกค้าจะแชร์โพสต์ของร้านไปเอง แล้วคุณจะประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดได้อีกหนึ่งต่อ เพราะวิธีนี้เป็นการทำการตลาดแบบฟรี ๆ ที่ลูกค้าของคุณเต็มใจแชร์ ทั้งนี้อาจจะมอบส่วนลดให้กับลูกค้าที่เช็คอินหรือแท็กร้านบนโซเชียลก็ได้นะ รับรองได้ผลไม่ต่างกัน

เพิ่มยอดขายร้านอาหารและเครื่องดื่มได้ยังไงบ้าง ?

วิธีเพิ่มยอดขายร้านอาหาร

ภาพโดย Lisa Fotios จาก Pexels

หลังจากที่เรียนรู้วิธีลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายร้านอาหารไปแล้ว ผู้ประกอบการร้านอาหารเช่นคุณก็ย่อมอยากเรียนรู้วิธีเพิ่มยอดขายร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มของคุณใช่ไหมล่ะ ? 

บอกเลยว่าไม่ว่าคุณจะเปิดร้านอาหาร ร้านกาแฟ คาเฟ่ ร้านน้ำ หรือร้านอาหารประเภทไหน ถ้านำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ รับรองยอดขายเพิ่มขึ้นชัวร์ !

1) ยกระดับการบริการลูกค้า

รู้ไหมว่าคุณไม่สามารถเพิ่มยอดขายร้านอาหารได้อย่างเต็มที่หากร้านบริการไม่ดี ? เพราะหากลูกค้าได้รับบริการแย่ ๆ พวกเขาก็จะไม่อยากกลับไปที่ร้านอีก (ซึ่งคุณก็เป็นเหมือนกันใช่ไหมล่ะ ?) ดังนั้นนอกจากรสชาติอาหารแล้ว ขั้นตอนแรกของการเพิ่มยอดขายร้านอาหาร จึงเริ่มจากการบริการที่ดี ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่คุณจะยกระดับบริการร้านให้ลูกค้าประทับใจยิ่งขึ้น โดยคุณสามารถทำได้ดังนี้ :-

  • ทักทายลูกค้าอย่างเป็นมิตร
  • แนะนำเมนูอาหารใหม่แต่ไม่บังคับขาย
  • เสิร์ฟอาหารอย่างสุภาพนุ่มนวล
  • เติมน้ำหรือชาให้ลูกค้าเมื่อเห็นว่าใกล้หมด
  • ถามประสบการณ์การทานอาหารในขั้นตอนจ่ายเงิน
  • ขั้นตอนการจ่ายเงินต้องไว
  • ขอบคุณด้วยความจริงใจ

มัดใจลูกค้าด้วยการบริการที่ดี แล้วพวกเขาจะนึกถึงคุณและกลับมาทานที่ร้านบ่อย ๆ 

2) มีเมนูเพื่อสุขภาพ

เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพมาแรงขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นร้านของคุณจะต้องมีตัวเลือกอาหารเฮลตี้ไว้คอยบริการลูกค้าด้วย จึงจะตอบโจทย์ลูกค้าที่รักสุขภาพได้ ซึ่งคุณสามารถมีตัวเลือกเพื่อสุขภาพที่หลากหลาย เช่น

  • ตัวเลือกข้าว – ข้าวกล้อง ควินัว หรือข้าวกะหล่ำดอก และข้าวธรรมดา
  • เมนูมังสวิรัติ – เมนูอิ่มท้อง ดีต่อสุขภาพ แถมยังไร้เนื้อสัตว์ เช่น สลัดเต้าหู้, แกงจืดไข่น้ำ, มาม่าผัดฉ่า และกะเพราไข่ข้น เป็นต้น
  • เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ – นำเสนอเครื่องดื่มเอาใจสายเฮลตี้ เช่น น้ำผักผลไม้คั้นสด, นมถั่วเหลือง, คอมบูชา, น้ำงาดำ, น้ำลูกเดือย ฯลฯ
  • เมนูอาหารเพื่อสุขภาพ – อาหารสำหรับลูกค้าสายคลีนและลูกค้าที่กำลังลดน้ำหนัก เช่น ขนมปังโฮลวีททูน่า, สุกี้, อกไก่ย่าง, ยำไข่ดาว และปลานึ่ง เป็นต้น

เมื่อคุณมีตัวเลือกอาหารที่หลากหลายและตรงใจเทรนด์ความต้องการของลูกค้า ก็จะเพิ่มยอดขายร้านอาหารหรือร้านเครื่องดื่มของคุณได้ไม่ยาก

3) ใช้ Social Media สร้างแบรนด์และขยายฐานลูกค้า

วิธีสร้างฐานลูกค้าใหม่และลูกค้าขาประจำที่ได้ผลอีกหนึ่งวิธีก็คือ Social Media และคุณก็สามารถใช้ช่องทางนี้เพิ่มยอดขายร้านอาหารได้ด้วย โดยคุณจะต้อง

  • มีคอนเทนต์ที่น่าสนใจ – คิดค้นสูตรอาหารใหม่ ๆ และตั้งชื่อง่าย ๆ หรือจะมีเกมให้ลูกค้าร่วมสนุกก็ได้
  • โพสต์อย่างสม่ำเสมอ อัพเดตเนื้อหาบนโซเชียลมีเดีย อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง
  • ให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่จะโพสต์ – เป็นภาพอาหารสวย ๆ วิดีโอเบื้องหลัง หรือโพสต์แนวให้ความรู้ก็ได้ และเลี่ยงการใช้ฟอนต์ Comic Sans เพราะไม่เหมาะกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายแน่ ๆ 

4) แจกส่วนลดเพื่อเชิญชวนให้ลูกค้ามาทานอาหารที่ร้าน

ส่วนลด คูปอง หรือโปรโมชั่น ช่วยให้ลูกค้าเห็นความคุ้มค่าและอยากกลับมาทานอาหารที่ร้านอีก ยิ่งร้านคุณถูกใจลูกค้าอยู่แล้ว ก็ยิ่งจะทำให้ลูกค้าอยากกลับมาที่ร้านมากไปอีก ซึ่งแนวทางการแจกส่วนลดเพื่อดึงดูดลูกค้าก็มีดังนี้ :-

  • บัตรสะสมคะแนน – ให้ลูกค้าแลกรับอาหารหรือเครื่องดื่มฟรีเมื่อถึงเกณฑ์ที่ร้านกำหนด
  • โปรแกรมคืนเงิน – ลูกค้าได้รับเครดิตเงินคืนและใช้เป็นส่วนลดในครั้งถัดไป
  • โปรโมชั่น 1 แถม 1 – อาจจะเป็นโปรเครื่องดื่มหรืออาหารก็ได้ เช่น พิซซ่า 1 แถม 1, ข้าวหน้าเนื้อ 1 แถม 1, กาแฟ 1 แถม 1 หรือไอศกรีม 1 แถม 1 ก็เข้าท่า
  • ซื้อครบ XXX บาท แถมฟรี X – กำหนดจำนวนเงินที่ลูกค้าจะต้องจ่ายเพื่อจะได้เครื่องดื่มหรืออาหารฟรี เช่น สั่งอาหารครบ 500 บาท รับฟรีไอศกรีม 2 ถ้วย หรือสั่งอาหารครบ 1,000 บาท รับฟรีไก่ทอด 6 ชิ้น เป็นต้น

5) ออกแบบเมนูอย่างมีชั้นเชิง

เมนูก็เป็นกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มยอดขายร้านอาหาร และเพิ่มยอดขายเครื่องดื่มในร้านได้ด้วย ซึ่งหลักการออกแบบเมนูที่สร้างสรรค์ พร้อมกระตุ้นยอดขายร้านได้เป็นอย่างดีก็ได้แก่

  • ใส่ป้ายกำกับเมนูอาหาร เช่น เมนูแนะนำ, เมนูพิเศษจากเชฟ, เมนูน่าลอง และเมนูซิกเนเจอร์ เป็นต้น
  • ใส่ภาพอาหาร หากร้านไม่ใช่ร้าน Fine Dining ที่เน้นความเรียบง่ายหรูหราในตัวเมนู เราขอแนะนำให้ใส่ภาพอาหารที่สวยงามน่าทาน ยิ่งอาหารน่าทานมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเตะตาลูกค้าและเพิ่มโอกาสในการขายได้มากเท่านั้น
  • ห้ามใส่สกุลเงิน ใส่แค่ตัวเลขราคาและใส่ราคาถัดจากคำอธิบายอาหารและเครื่องดื่มเพื่อไม่ให้ลูกค้าจดจ่อที่ราคาเกินไป

นอกจากนี้ก็ควรมีตัวเลือกให้ลูกค้าพอประมาณ เช่น ในอาหารหนึ่งประเภทควรมีตัวเลือกไม่เกิน 7 อย่างเพื่อช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจสั่งอาหารได้เร็วขึ้น

6) เปลี่ยนการรอคอยของลูกค้าให้สนุก

ไม่ว่าลูกค้าหรือใคร ๆ ก็ไม่ชอบรอกันทั้งนั้น ดังนั้นทางร้านจึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไม่แพ้กัน เพราะถ้าลูกค้ารอนานพวกเขาก็อาจจะเข็ดและไม่กลับมาทานอาหารที่ร้านของคุณอีกก็เป็นได้ แต่ถ้าจำเป็นต้องให้ลูกค้ารอจริง ๆ ก็มีทางออกดังนี้ :-

  • แจ้งเวลาการรออาหารโดยประมาณ บอกลูกค้าเพื่อให้ลูกค้าได้รับรู้และเตรียมตัวเตรียมใจเมื่ออาหารจะมาช้า
  • มีเกมให้ลูกค้าเล่น มีเกมที่ให้ลูกค้าได้สนุกกับเพื่อน ๆ ที่มาทานอาหารด้วยกันระหว่างรออาหาร เช่น ครอสเวิร์ด เกมใบ้คำ ฯลฯ
  • มีของว่างให้ลูกค้าทาน มีอาหารเรียกน้ำย่อยหรืออาหารว่างให้ลูกค้าทานฟรี
  • มีไวไฟฟรีให้เล่น เพื่อให้ลูกค้าได้ท่องอินเตอร์เน็ต เช็คโซเชียล หรือมีกิจกรรมทำระหว่างรออาหาร

ทั้งนี้อย่าลืมเปิดเพลงเบา ๆ คลอในร้านเพื่อทำบรรยากาศให้ชิลด้วย การรออาหารของลูกค้าจะได้ไม่น่าเบื่อและมีสีสัน เมื่อคุณมีบริการที่ยอดเยี่ยมและใส่ใจลูกค้าขนาดนี้ ลูกค้าก็จะกลับมาทานอาหารที่ร้านของคุณแน่นอน แล้วรายได้ร้านอาหารของคุณก็จะมีมาเรื่อย ๆ เผลอ ๆ ลูกค้าอาจบอกต่อร้านของคุณกับเพื่อน ๆ ของพวกเขา ช่วยให้ร้านมีลูกค้าใหม่ ๆ ด้วยนะ

7) มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

เมื่อมีข้อมูลของร้านอย่างครอบคลุมและแม่นยำ คุณก็จะสามารถพัฒนาร้านอาหารและเพิ่มยอดขายได้อย่างตรงจุด และสิ่งที่จะช่วยให้คุณมีข้อมูลร้านอาหารอย่างละเอียดถี่ถ้วนก็คือ ระบบ POS เพราะระบบนี้สามารถบอกได้ว่า

  • ช่วงเวลาไหนร้านขายดี
  • เมนูไหนขายดีหรือเมนูไหนขายไม่ดี
  • สต๊อกวัตถุดิบไหนเหลือน้อย
  • ยอดขายรายวัน รายชั่วโมง รายสัปดาห์ เป็นยังไง
  • คิดเงินแม่นจำ
  • มีระบบแผนผังโต๊ะ
  • ระบบลูกค้าสมาชิก
  • ฯลฯ

เมื่อคุณมีข้อมูลเหล่านี้คุณก็จะรู้ว่าต้องปรับปรุงส่วนไหน อาจจะจัดโปรเมนูที่ขายไม่ดีกับเมนูขายดี และจัดสรรอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าในช่วงเวลาที่ร้านขายดี เท่านี้ก็รู้จุดอ่อนจุดแข็งและเพิ่มยอดขายร้านอาหารได้ไม่ยากแล้ว

วิธีถ่ายรูปอาหารให้น่ากิน แบบไหนเรียกลูกค้าได้ดี ?

เทคนิคถ่ายภาพอาหารให้น่ากิน

ภาพโดย Brooke Lark จาก Unsplash

รู้หรือไม่ว่าอีกหนึ่งวิธีเพิ่มยอดขายร้านอาหารและช่วยให้ร้านประสบความสำเร็จได้ก็คือ การถ่ายรูปอาหารให้น่ากิน ?

เพราะนี่คือเทคนิคการทำการตลาดที่ช่วยโปรโมทเมนูอาหารและเครื่องดื่มของร้านคุณได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเวลายิงแอดร้านอาหาร

บอกเลยว่า ร้านจะขายได้หรือไม่ได้ก็ขึ้นอยู่กับรูปอาหารนี่แหละ นั่นก็เพราะว่าลูกค้ามักจะทานอาหารด้วยสายตาก่อนเสมอ ! ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าไอเดียถ่ายรูปอาหารให้น่ากินที่ยั่วน้ำลายและเพิ่มยอดขายร้านได้นั้นมีอะไรบ้าง

1) ใช้แสงธรรมชาติ 

แสงธรรมชาติคือแสงที่ดีที่สุดในการถ่ายรูปอาหาร และแสงที่สวยที่สุดในการถ่ายรูปอาหารก็คือ แสงตอนกลางวัน ซึ่งคุณสามารถเลือกถ่ายได้ทั้ง

  • ริมหน้าต่าง
  • ประตู
  • หรือบริเวณอื่น ๆ ที่มีแสงเข้า

หามุมที่มีแสงผ่าน แล้วคุณก็จะถ่ายรูปอาหารได้สวยน่ากินและดูเป็นธรรมชาติที่สุด

2) พื้นหลังต้องไม่รก

ทางร้านต้องใช้พื้นหลังที่ดูเรียบง่ายและสะอาดตา เพื่อให้อาหารดูเด่น ซึ่งเทคนิคถ่ายรูปอาหารในข้อนี้ก็คือ

  • พื้นหลังไม่จำเป็นต้องโล่งหรือเปลือยเปล่า
  • ใช้พร็อพได้ แต่ต้องมีการจัดองค์ประกอบภาพให้ลงตัวและอย่าลืมเบลอพื้นหลัง
  • เลือกโทนสีอาหารและพื้นหลังแนวเดียวกัน

แค่เลือกพื้นหลังเป็น อาหารของคุณก็จะโดนใจลูกค้าจนน้ำลายไหลแล้ว !

3) ใช้สีสร้างความน่าสนใจ

อีกหนึ่งเทคนิคถ่ายภาพอาหารที่หลายร้านนิยมใช้กันก็คือ การเล่นสี เพราะเทคนิคนี้จะทำให้อาหารของคุณน่าสนใจและดึงดูดสายตาลูกค้าได้เป็นอย่างดีเมื่อโพสต์บนโซเชียลมีเดีย โดยกลยุทธ์การใช้สีเพื่อทำให้อาหารดูน่าสนใจก็คือ 

  • การจัดองค์ประกอบภาพอาหารด้วยโทนสี
  • ใช้หลักการโทนสีร้อนตัดกับโทนสีเย็น (วิธีนี้เหมาะมากสำหรับร้านเบเกอรี่หรือคาเฟ่)
  • ถ่ายรูปอาหารแนวโปร่งสบายกับแนวเข้มโทนอุ่น เพื่อให้สีดูคอนทราสต์

ลองจินตนาการดูสิว่า หากคุณวางขนมปังบนถาดสีน้ำตาลพร้อมน้ำส้มสีสดใสแล้ว อาหารของคุณจะน่าทานมากแค่ไหน

4) รู้มุมการถ่าย

หลายคนชอบคิดว่ามุมตรงคือมุมที่ดีที่สุดในการถ่ายภาพอาหาร แต่รู้ไหมว่ามีเทคนิคอีกมากมายที่ทำให้อาหารของคุณดูดีได้ เช่น

  • มุมใกล้แบบ Close-up ช่วยให้เห็นหน้าตาอาหารและเครื่องดื่มได้ชัด บอกเลยว่าแว้บแรกก็ทำให้หิวได้
  • มุม 30 องศา มุมนี้เป็นมุมมาตรฐานทั่วไป ใครเห็นก็ต้องหยุดดูรูปอาหารของร้านคุณ
  • มุม 90 องศา มุมสุดคลาสสิกที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เน้นให้เห็นองค์ประกอบของภาพทั้งหมด ลูกค้าเห็นแล้วจะต้องน้ำลายสอไม่แพ้กัน

แค่หามุมที่เป๊ะที่สุด เพื่อให้ภาพอาหารดูมีลูกเล่น ลูกค้าก็จะอยากไปทานอาหารที่ร้านหรือสั่งเดลิเวอรี่มาลองแล้ว ถ้าไม่เชื่อก็ลองดู รับรองได้ผลชัวร์ !

5) จัดวางอาหารและตกแต่งจานให้เป็น 

รูปอาหารจะสวยดูดีได้ ก็ต้องมีการจัดและตกแต่งจานที่ดูดีสร้างสรรค์ เพราะแม้ฝีมือการถ่ายภาพจะดีแค่ไหน แต่แต่งจานและองค์ประกอบไม่ได้ ก็ทำให้อาหารดูไม่น่ากินได้ ดังนั้นเทคนิคในข้อนี้ก็คือ 

  • ใช้ท็อปปิ้งแต่งหน้าอาหาร เช่น เมนูช็อกโกแลตปั่น ก็อาจจะเพิ่มวิปครีม เชอร์รี่ ช็อกโกแลตชิพ เพื่อให้หน้าตาเครื่องดื่มดูดีขึ้นมา
  • แต่งจานให้สวย จัดแต่งจานด้วยผัก ผลไม้ อย่างข้าวคลุกกะปิ ก็สามารถแบ่งสัดส่วนของไข่ หมู กุนเชียง ผัก และน้ำพริกเพื่อให้ดูเป็นระเบียบสวยงามได้
  • แต่งองค์ประกอบภาพโดยรวม หากถ่ายภาพและอยากแต่งองค์ประกอบโดยรวมให้สวย ก็ต้องมีพร็อพและแต่งพื้นหลังให้เข้ากับอาหาร เช่น ถ้าเป็นเค้กเบอร์รี่ ก็ใช้ลูกเบอร์รี่ตกแต่งพื้นหลังได้

เท่านี้ก็ได้รูปอาหารน่ากิน น่าแชร์ และเรียกลูกค้าเข้าร้านได้แล้ว

6) เพิ่มความเคลื่อนไหวในภาพ

การเพิ่มความเคลื่อนไหวในภาพ จะช่วยให้ภาพดูมีชีวิตและก่อให้เกิดอารมณ์ร่วมได้เป็นอย่างดี และเทคนิคนี้ก็ได้รับความนิยมในร้านอาหารเป็นอย่างมาก แล้วจะเพิ่มความเคลื่อนไหวในภาพยังไงให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกอยากทานอาหารของร้านมากยิ่งขึ้น คำตอบก็คือ เพิ่มคนเข้าไปในภาพ และเพิ่มแอ็คชั่นเข้าไปด้วย เช่น

  • มือหยิบแก้วกาแฟ
  • ใช้ช้อนตักเค้ก
  • ใช้มือกินพิซซ่า
  • ราดซอสบนอาหาร
  • กัด/เคี้ยว/เอาอาหารเข้าปาก

รับรองว่าใคร ๆ ได้เห็นแอ็คชั่นเหล่านี้แล้ว ยังไงก็หิวตามแน่นอน !

7) ภาพต้องคมชัด 

ไม่ว่าจะจัดภาพหรือได้มุมอาหารสวยแค่ไหน แต่ถ้าภาพไม่ชัด ก็หมดสิทธิ์โพสต์ ดังนั้นเวลาถ่ายรูปอาหาร มือจะต้องนิ่งมาก ๆ เพื่อให้ได้ภาพสวยคมชัดและน่ากินที่สุด และวิธีที่ช่วยให้ภาพชัดมากขึ้นก็คือ

  • ใช้ขาตั้งกล้องหรืออุปกรณ์ช่วย เพราะคุณอาจจะมือไม่นิ่งเสมอไป
  • หาโฟกัสและหาจุดเด่นของอาหารหรือเครื่องดื่ม จากนั้นก็เริ่มถ่ายได้เลย
  • ใช้เทคนิคหน้าชัดหลังเบลอ

ทีนี้แม้คุณจะเป็นมือใหม่หัดถ่ายภาพ ก็ถ่ายรูปอาหารได้น่ากินกว่าเดิมแล้ว

เลือกกล่องใส่อาหารยังไงให้โดนใจลูกค้า ?

การเลือกกล่องใส่อาหาร Food Packaging

ภาพโดย Agenlaku Indonesia จาก Unsplash

แพ็คเกจจิ้ง, Food Packaging หรือ กล่องใส่อาหารคืออีกหนึ่งข้อสำคัญที่ร้านอาหารจะต้องไม่มองข้าม โดยเฉพาะในยุคที่ลูกค้ามักจะสั่งอาหารกลับบ้านและใช้บริการฟู้ด เดลิเวอรี่ (Food Delivery) 

กล่องใส่อาหาร คือ จุดขายอีกอย่างหนึ่งของร้าน ดังนั้นคุณจำเป็นต้องออกแบบและเลือกวัสดุคุณภาพเยี่ยมที่สามารถสะท้อนตัวตนของร้านได้

ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว Food Packaging หรือกล่องใส่อาหารก็มีหลายแบบด้วยกัน เช่น

  • กล่องโฟม
  • กล่องพลาสติก
  • กล่องกระดาษ
  • กล่องใส่อาหารรักษ์โลก

แต่ละแบบก็จะมีราคาที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับว่าร้านคุณเป็นร้านแบบไหนและมีงบมาก-น้อยเท่าไหร่ แต่เพื่อให้ร้านเลือกกล่องใส่อาหารได้ง่ายและโดนใจลูกค้ายิ่งขึ้น เราก็มีเทคนิคมาฝากดังนี้ :-

1) ใส่ใจสิ่งแวดล้อม 

เลือกกล่องใส่อาหารและบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและย่อยสลายง่าย เช่น กล่องที่ทำจากชานอ้อย กล่องไฮบริดแล้วร้านคุณจะรักษาลูกค้าเก่าและมัดใจลูกค้าใหม่ได้ง่าย ๆ นั้นก็เพราะว่า ลูกค้ายุคใหม่มักเต็มใจให้กับร้านที่มีเรื่องราวของที่มา ส่วนผสม และขั้นตอนการทำ อีกทั้งยังเต็มใจจ่ายเพิ่มหากพวกเขาสามารถช่วยรักษ์โลกได้

ดังนั้นการเลือกใช้ Food Packaging ที่ย่อยสลายง่ายและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมจึงเป็นตัวเลือกที่ใช่สำหรับร้านอาหารยุคใหม่

2) เน้นความเรียบง่าย

Food Packaging ดีไซน์เรียบง่าย ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะบางทีกล่องที่เต็มไปด้วยลวดลายก็ไม่ใช่ไอเดียที่ดีเสมอไป มีแต่จะทำให้ลูกค้าลายตาและทำให้อาหารน่าทานน้อยลง เพราะฉะนั้นคุณจึงควรเลือกหรือออกแบบกล่องใส่อาหารและเครื่องดื่มตามนี้ :-

  • ไม่เน้นลวดลาย เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่เรียบหรูดูแพง
  • ใส่รายละเอียดที่จำเป็นเท่านั้น เช่น ชื่อร้าน เบอร์โทร และ Social Media
  • ใส่คีย์เมสเสจที่ต้องการสื่อกับลูกค้า

จำไว้ว่าหากคุณตกแต่งกล่องใส่อาหารเยอะจนเกินงาม มีแต่จะทำให้ร้านดูไม่แพง แถมยังไม่โดนใจลูกค้าอีกด้วย

3) เขียนข้อความถึงลูกค้าได้

ลูกค้าในยุคนี้ต่างก็ชอบอะไรที่ดูแตกต่างและเป็นกันเอง เพราะฉะนั้นร้านของคุณจึงควรใช้กลยุทธ์นี้ในการเลือก Food Packaging 

คือทางร้านสามารถเขียนข้อความพิเศษ หรือพิมพ์สโลแกนของร้านลงไปได้ เพื่อสื่อสารกับลูกค้า หรืออาจจะเขียนขอบคุณลูกค้าที่อุดหนุน เป็นต้น

อย่างแบรนด์ โค้ก หรือ โคคา ​โคล่า ก็ใส่ข้อความลงไปในข้างกระป๋อง ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

4) เน้นความสะดวกสบาย

กล่องใส่อาหารของร้านคุณควรตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบของลูกค้าและสะดวกสบายต่อการจัดส่ง โดยจะต้องมีลักษณะดังนี้ :-

  • รูปทรงกะทัดรัด
  • น้ำหนักเบา
  • หิ้ว/ถือง่าย
  • รักษารสชาติอาหารได้ดี
  • แข็งแรง 
  • ป้องกันการหกเลอะ

การที่คุณเลือก Food Packaging ที่สอดรับวิถีชีวิตของลูกค้าและสะดวกสบายต่อการจัดส่งนี่แหละ ที่จะเป็นจุดขายของร้านได้ เพราะถ้ากล่องไม่แข็งแรงพอ อาหารก็อาจจะหกเลอะไปตั้งแต่ขั้นตอนการจัดส่ง ทำให้ส่งไม่ถึงมือลูกค้าได้

หากเกิดภาวะวิกฤตร้านอาหาร จะต้องจัดการยังไง ?

การจัดการภาวะวิกฤตร้านอาหาร

ภาพโดย Madun Digital จาก Pixabay

ภาวะวิกฤตร้านอาหารสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาและมักจะเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด ดังนั้นการเตรียมตัวรับมือกับสิ่งนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่ม 

แล้วภาวะวิกฤตร้านอาหารที่ว่ามีอะไรบ้าง ?

ภาวะวิกฤตร้านอาหารเป็นได้ทั้งลูกค้าอาหารเป็นพิษ, มีสิ่งแปลกปลอมในอาหาร, สภาพอากาศไม่เป็นใจ, เกิดเหตุร้าย, เกิดโรคระบาด และรีวิวเชิงลบจากลูกค้า

ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้แล้ว คุณจะแก้ไขปัญหายังไงได้บ้าง ดังนั้นการมีแผนจัดการภาวะวิกฤตเช่นนี้จึงสำคัญมาก 

วิธีจัดการภาวะวิกฤตร้านอาหาร

1) มีทีมคอยแก้ปัญหา

ที่ร้านของคุณต้องมีทีมไว้รับมือกับภาวะวิกฤตโดยเฉพาะ เพื่อจะได้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เราแนะนำให้เลือกพนักงานที่ไว้ใจได้และผ่านการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี อาจจะเป็นคุณเอง ผู้จัดการร้าน หัวหน้าฝ่าย กุ๊ก หรือพนักงานเสิรฟ์ก็ได้ 

2) แบ่งงานให้ชัดเจน

เมื่อมีทีมแล้ว ต้องมีการแบ่งงานให้ชัดเจน เพื่อให้แต่ละคนตระหนักถึงหน้าที่และบทบาทของตัวเอง รวมทั้งรู้ว่าต้องทำยังไงเมื่อเกิดปัญหาขึ้น และเราขอแนะนำว่าแต่ละฝ่ายควรมีมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ชัดเจนเพื่อประสานงานคนในทีมต่อไป

3) สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ

มีระบบสื่อสารภายในร้านที่สามารถอัพเดตข่าวสารและสถานการณ์ต่าง ๆ ภายในร้านได้ทันที เพื่อให้ทุกคนรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งเราขอแนะนำให้มีการสื่อสารดังนี้ :-

  • กลุ่มแชท ไลน์กลุ่ม WhatsApp หรือ SMS สำหรับพนักงานในร้าน
  • มีการสื่อสารกับซัพพลายเออร์ หุ้นส่วน พนักงาน และครอบครัวอย่างตรงไปตรงมาเมื่อเกิดภาวะวิกฤต
  • หากจำเป็นต้องสื่อสารกับภายนอก ควรให้โฆษกของร้านเป็นตัวแทน

4) มีแผนรับมือ

ทางร้านควรมีแผนเตรียมรับมือกับภาวะวิกฤตทุกรูปแบบเพื่อให้มีแนวทางการแก้ปัญหา ซึ่งแผนนี้จะช่วยลดความตื่นตระหนกของคุณและพนักงานได้ ทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม เช่น

  • แผนสำรองสำหรับเงินหมุนเวียนในร้าน หรือแผนการบริหาร Cash Flow
  • แผนสำรองฉุกเฉิน
  • แผนการสั่งซื้อวัตถุดิบ
  • แผนสำหรับคำแถลงการณ์
  • แผนการรับมือกับโรคระบาดในอนาคต

5) จริงใจ ไม่โกหก

อย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่า ความซื่อสัตย์คือนโยบายที่ดีที่สุด ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์หรือภาวะวิกฤตแบบไหน ทางร้านควรจะพูดความจริงเสมอ ซึ่งหลัก ๆ ก็ต้อง . . . 

  • สื่อสารอย่างตรงไปตรงมา
  • ยอมรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
  • หากมีข้อผิดพลาดจากทางร้านต้องรับผิดชอบ
  • แก้ปัญหาอย่างจริงใจ

เพียงแค่ให้เวลากับสิ่งที่เกิดขึ้น ร้านคุณก็จะกลับมาครองใจลูกค้าได้เหมือนเดิมแล้ว แต่ถ้าคุณโกหกแล้วมีคนจับได้ทีหลัง ถ้าเป็นอย่างนั้นร้านมีแต่เสียกับเสียแน่ ๆ เพราะฉะนั้นซื่อสัตย์จริงใจกับลูกค้าและทุก ๆ คนดีที่สุด

6) ขอโทษและแก้ปัญหาทันที

เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อลูกค้าและร้าน คุณต้องสร้างความเชื่อมั่นและแสดงให้เห็นว่าคุณพร้อมแก้ปัญหานั้น ๆ โดยมีหลักการดังนี้ :-

  • ขอโทษลูกค้าสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
  • แจ้งลูกค้าว่าทางร้านจะปรับปรุงและป้องกันไม่ให้สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก
  • กำชับพนักงานทุกฝ่ายให้ระวังมากยิ่งขึ้น

เมื่อลูกค้าเห็นว่าคุณตั้งใจปรับปรุงร้านและแก้ปัญหาจริง ๆ พวกเขาก็จะกลับมาเชื่อมั่นในร้านอาหารของคุณอีกครั้ง

7) มีสติอยู่เสมอ

ไม่ว่าจะเกิดภาวะวิกฤตแบบไหน คุณในฐานะเจ้าของร้านต้องมีสติและควบคุมสถานการณ์ให้ได้ เพราะถ้าแม้แต่คุณที่เป็นผู้นำแสดงความเครียดออกมาแล้ว พนักงานก็คงจะยิ่งตื่นตระหนักไปกันใหญ่ ซึ่งเทคนิคในการคุมสติก็คือ

  • ใจเย็นเข้าไว้ ค่อย ๆ ประเมินสถานการณ์ตามลำดับ
  • รวมตัวกับทีมให้เร็ว
  • ประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นร่วมกัน
  • หาสาเหตุของปัญหา ดูว่าตรงไหนต้องปรับปรุงบ้าง
  • หาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน

การทำตามขั้นตอนนี้จะช่วยให้คุณจัดการภาวะวิกฤตร้านอาหารและปัญหาต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น

จัดการส่วนหน้าบ้าน (Front of House) ร้านอาหารยังไงให้ปัง ?

การจัดการส่วนหน้าบ้านร้านอาหาร

ภาพโดย Ali Yahya จาก Unsplash

ส่วนหน้าบ้านร้านอาหาร หรือ Front of House คือจุดที่ทางร้านและลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กัน เป็นได้ทั้งทางเข้าร้าน ห้องทานอาหาร จุดต่อคิว ฯลฯ ส่วนพนักงานที่จัดอยู่ในส่วนนี้ก็จะเป็นพนักงานต้อนรับลูกค้า พนักงานเสิร์ฟ พนักงานชงเครื่องดื่ม และผู้จัดการร้าน โดยพนักงานแต่ละคนก็จะมีหน้าที่แตกต่างกันออกไป 

ส่วนจะจัดการส่วนหน้าบ้านยังไงให้งานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพนั้น มาดูเทคนิคทั้ง 7 ข้อนี้เลย !

1) วางแผนส่วนหน้าบ้านให้ครบ

ลูกค้าจะชอบร้านอาหารของคุณหรือไม่ ส่วนหน้าบ้านมีผลต่อข้อนี้มาก ดังนั้นคุณจึงต้องวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อให้ลูกค้าได้บรรยากาศการทานอาหารและประสบการณ์ที่ดีที่สุด

  • แผนผังร้าน – จัดแผงผังโต๊ะและดู Flow ภายในร้านให้สะดวกสำหรับลูกค้าและพนักงานบริการ
  • แสงไฟในร้าน – เลือกแสงไฟให้เหมาะกับประเภทร้านอาหารของคุณ
  • กลิ่น – กลิ่นก็มีส่วนสำคัญต่ออารมณ์ของลูกค้า ทั้งยังเพิ่มยอดขายร้านอาหารได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นทดลองและวางแผนเลือกกลิ่นให้ดี

2) จัดอบรมพนักงาน สอนงานให้เป๊ะ

สอนงานพนักงานส่วนหน้าบ้านร้านอาหารให้เป็นมืออาชีพ เพราะพนักงานส่วนนี้จะบริการและพูดคุยกับลูกค้ามากที่สุด ซึ่งโปรแกรมหลัก ๆ ที่ทางร้านควรจัดอบรมและเทรนงานให้เป๊ะก็คือ

  • ขั้นตอนการทำงาน ทั้งในเรื่องของตำแหน่ง หน้าที่ การเปิด-ปิดร้าน การจัดโต๊ะ และการตกแต่งจานอาหาร เป็นต้น
  • มาตรฐานการบริการลูกค้า ทั้งในเรื่องของการทักทาย ขอบคุณ การรับออเดอร์ การเสิร์ฟอาหาร ไปจนถึงขั้นตอนการจ่ายเงิน
  • การใช้งานเครื่องคิดเงิน พนักงานแคชเชียร์ต้องมีความเชี่ยวชาญและคิดเงินได้อย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ลูกค้ารอนาน และถ้าร้านคุณใช้ระบบ POS ก็ต้องแน่ใจว่าพนักงานแต่ละฝ่ายรู้วิธีใช้งานฟีเจอร์ต่าง ๆ ด้วย

3) รวมตัวพนักงานก่อนเข้ากะ

ทุกครั้งที่จะเข้ากะหรือเปิดกะควรรวมตัวพนักงานเพื่อบรีฟ เพื่ออัพเดตพนักงานทุกคนเกี่ยวกับเรื่องสำคัญ เช่น

  • เมนูพิเศษของวัน
  • โปรโมชั่นประจำวัน
  • อีเว้นต์
  • ปัญหา
  • ลูกค้าคนสำคัญ
  • ปลุกพลังในการทำงาน

4) จัดการการจองโต๊ะอย่างมีประสิทธิภาพ

แม้จะมีลูกค้า Walk-in แต่ก็มีลูกค้าประเภทที่ต้องการจองโต๊ะล่วงหน้าเช่นกัน โดยเฉพาะในวันสำคัญของพวกเขา ดังนั้นคุณจะแน่ใจได้ยังไงว่าที่ร้านจะมีพนักงานและโต๊ะเพียงพอ ? ดังนั้นเทคนิคที่จะช่วยให้คุณจัดการการจองโต๊ะร้านอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพก็คือ

  • มีข้อมูลการจองโต๊ะของลูกค้าครบถ้วน เช่น ชื่อ เบอร์โทร และเวลา
  • มีชีท/ระบบภายในสำหรับร้าน เพื่อจะได้รู้ว่ามีลูกค้าจองโต๊ะกี่คนและควรจัดสรรพนักงานยังไง
  • มีระบบรอคิว หากโต๊ะที่ร้านเต็ม ลองสอบถามลูกค้าว่าต้องการรอคิวหรือไม่ เพราะถ้าลูกค้าที่จองไว้สละสิทธิ์ คุณก็สามารถโทรหาลูกค้าที่อยู่ในระบบได้เลย รับรองว่าไม่เสียโอกาสทางการขายแน่นอน
  • มีโต๊ะสำหรับลูกค้า Walk-in ควรเหลือโต๊ะไว้สำหรับลูกค้า Walk-in บ้างเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่ไม่ได้จองโต๊ะไว้ และวิธีนี้ยังเพิ่มโอกาสในการหาลูกค้าใหม่ได้ด้วยนะ

5) ใช้ระบบ POS ร้านอาหารเป็นตัวช่วย

ระบบ POS หรือโปรแกรมขายหน้าร้าน ช่วยให้งานส่วนหน้าบ้านร้านอาหารง่ายและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะตัวระบบมีฟีเจอร์สุดครอบคลุมที่ทำให้เจ้าของร้านติดตามความเคลื่อนไหวร้านได้ครบ ทั้ง

  • รายงานยอดขาย
  • เมนูขายดี
  • ช่วงเวลาขายดี
  • แจ้งเตือนสต๊อกสินค้า
  • ติดตามการทำงานของพนักงาน

ซึ่งด้วยข้อมูลเหล่านี้แล้ว ร้านอาหารจะรู้ว่าลูกค้าชอบเมนูไหนมากเป็นพิเศษ ต้องตุนวัตถุดิบตัวไหน หรือจัดโปรเมนูใด ทำให้ร้านจัดเตรียมอาหารได้ตรงใจลูกค้าและมีพนักงานเพียงพอบริการลูกค้าในช่วงเวลาที่ร้านยุ่ง

6) วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาร้าน

อย่างที่บอกว่าระบบ POS มีฟีเจอร์ร้านอาหารที่ค่อนข้างครบและครอบคลุมทำให้ร้านมีข้อมูลแม่นยำเพื่อประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจและพัฒนาร้านในอนาคต เช่น 

  • ยอดขายในร้านโอเคไหม หรือว่าต้องเพิ่มช่องทางการขายอย่าง Food Delivery
  • ยอดขายร้านไตรมาสที่ผ่านมาเป็นยังไง ดีพอที่จะขยายสาขาหรือไม่
  • พนักงานคนไหนทำงานดีบ้าง เพื่อจะได้ให้รางวัล ให้พนักงานมีกำลังใจทำงานต่อไป

7) ใช้ระบบสั่งอาหารแบบทันสมัย

ลูกค้ามักจะปลื้มกับการบริการที่รวดเร็ว ดังนั้นทำไมคุณไม่ย่นระยะเวลาในการให้บริการของคุณตั้งแต่ขั้นตอนแรกล่ะ ?

นั่นก็คือ การใช้ระบบสั่งอาหารแบบดิจิตอล ซึ่งปัจจุบันลูกค้าสามารถดูเมนูออนไลน์ สั่งอาหาร และจ่ายเงินได้เองแล้ว อย่าง Beep QR Order ของสโตร์ฮับก็ออกแบบมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ ซึ่งจากเดิมขั้นตอนการสั่งอาหารและจ่ายเงินนั้นใช้เวลานานถึง 10 นาที แต่ด้วยการสั่งอาหารด้วย QR Code นี้แล้ว ลูกค้าสามารถสั่งอาหารและจ่ายเงินภายใน 2 นาที เรียกว่าสะดวกและรวดเร็วมาก ๆ เพราะ Beep QR Order มีข้อดีคือ 

  • ประหยัดเวลาในการสั่งอาหาร
  • ลดภาระพนักงาน
  • รับออร์เดอร์ได้อย่างแม่นยำ
  • ลดความผิดพลาด
  • ลดการสัมผัส 

เรียกว่าเหมาะกับร้านอาหารยุคนี้มาก ๆ ยิ่งเมื่อส่วนหน้าบ้านราบรื่นแล้ว ลูกค้าก็จะประทับใจร้านอาหารของคุณและกลับมาซ้ำ ๆ แน่นอน !

มีวิธีโปรโมทร้านอาหารฟรีที่ได้ผลจริงไหม ?

วิธีโปรโมทร้านอาหารฟรี

เมื่อเรียนรู้ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านอาหารและการจัดการร้านอย่างมีประสิทธิภาพไปแล้ว คราวนี้จะขอส่งท้ายด้วยเคล็ดลับการทำการตลาดร้านอาหาร เป็นวิธีโปรโมทร้านฟรีและได้ผลจริง ซึ่งมี 3 ข้อด้วยกัน คือ

1) ใช้ประโยชน์จาก Social Media และ Google My Business

ด้าน Social Media

โพสต์คอนเทนต์บน Social Media อย่าง Facebook, IG และ Twitter อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ร้านอยู่ในสายตาลูกค้า เป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น และเกิดการสั่งซื้อในที่สุด ซึ่งเนื้อหาที่ควรโพสต์ก็ได้แก่

  • ภาพอาหารและเครื่องดื่ม
  • วิดีโอเบื้องหลังการทำงานของร้าน
  • แนะนำอาหาร
  • บอกต่อโปรโมชั่นและช่องทางการสั่งซื้อ
  • ภาพลูกค้าทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ร้าน
  • ภาพเดลิเวอรี่
  • รีแชร์โพสต์หรือรีวิวของลูกค้า

ในส่วนของ Google My Business

ร้านอาหารสามารถใช้ประโยชน์จาก Google ได้เพื่อเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าค้นเจอร้านอาหารของคุณได้ง่ายขึ้น โดยร้านจะต้องใช้ Google My Business ในการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ โดยเราขอแนะนำว่าคุณควรสร้างบัญชีร้านอาหารและใส่ข้อมูลต่อไปนี้ให้ครบ :-

  • ชื่อร้าน
  • ที่อยู่
  • เบอร์โทร
  • เว็บไซต์ร้าน
  • อาหารและบริการของร้าน
  • เวลาเปิด-ปิด
  • ภาพและวิดีโอ

2) ใส่แฮชแท็กที่เกี่ยวข้อง 

การใส่แฮชแท็ก หรือ #hashtag ที่เกี่ยวข้องจะช่วยให้ลูกค้าค้นเจอร้านคุณผ่านโพสต์ต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น โดยเทคนิคการใส่แฮชแท็กที่จะช่วยให้ร้านอาหารของคุณปรากฏบนหน้าฟีดลูกค้า ก็คือ

  • ใช้แฮชแท็กแบรนด์ เช่น ชื่อร้าน
  • ใช้แฮชแท็กแคมเปญ ตั้งชื่อแคมเปญเก๋ ๆ แล้วติดแฮชแท็กให้ลูกค้าแชร์ 
  • ใช้แฮชแท็กที่กำลังอินเทรนด์ เช่น เทศกาลหรือกระแสโซเชียลต่าง ๆ 
  • ใช้แฮชแท็กที่เกี่ยวข้อง เช่น #FoodDeliveryBKK #FoodDeliveryTH และ #BangkokFood เป็นต้น (ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่แบ่งคำให้ชัดเจนเพื่อให้อ่านง่าย)

ทั้งนี้แต่ละแพลตฟอร์มก็จะมีแนวทางการใส่ #Hashtag ที่แตกต่างกันออกไป สามารถกดปุ่มด้านล่างเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย

3) สื่อสารกับลูกค้าผ่านแชทหรือข้อความ

ปัจจุบันมีช่องทางแชทและการส่งข้อความที่ใช้อัพเดตหรือบอกต่อข้อมูลข่าวสารที่นิยม 3 ช่องทางด้วยกัน คือ 

  • SMS – เน้นข้อความสั้น ๆ และลิ้งค์การสั่งซื้อ เป็นช่องทางที่สะดวก รวดเร็ว สามารถส่งตรงข่าวสารหรือโปรโมชั่นไปยังเบอร์ลูกค้าได้ทันที
  • LINE – คนไทยกว่า 44 ล้านคนใช้งานแอพ LINE และร้านคุณก็สามารถบรอดคาสต์ข้อความหรือเรื่องราวดี ๆ ไปยังลูกค้าได้ทีละหลาย ๆ คน ซึ่งสิ่งที่ควรใส่ในข้อความก็เป็นได้ทั้งข้อความ ภาพ ใช้อิโมจิ และลิ้งค์การสั่งซื้อ
  • อีเมล – อีเมลเป็นอีกหนึ่งวิธีการโปรโมทร้านฟรีและมีประสิทธิภาพ หลายร้านจึงนิยมส่งโปรโมชั่นไปยังอีเมลลูกค้า ดังนั้นถ้ามีดีลเด็ด ๆ โปรโมชั่นส่วนลดเจ๋ง ๆ ก็ส่งไปได้เลย

สรุป

การจะเปิดร้านอาหารหรือร้านเครื่องดื่มให้ประสบความสำเร็จได้นั้น ทางร้านจะต้องเริ่มจากการมีไอเดียในการทำร้านอาหาร ซึ่งอาจจะเลือกจากธุรกิจสุดอินเทรนด์หรือสิ่งที่คุณชื่นชอบก็ได้ จากนั้นก็มาดูว่าจะต้องตั้งราคาอาหารยังไงถึงจะขายดีและถูกใจลูกค้า โดยคุณจะต้องศึกษาคู่แข่งและมีกลยุทธ์การตั้งราคาอาหาร พิเศษเพิ่มเติม ที่สำคัญทางร้านต้องมีการจัดการร้านที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มยอดขายร้านอาหาร ให้ร้านมีรายได้และเติบโตต่อไป

นอกจากนี้เมื่อเกิดภาวะวิกฤตร้านอาหาร ทางร้านก็จำเป็นต้องมีแผนรองรับเพื่อรับมือสถานการณ์และแก้ปัญหา ส่วนในเรื่องของการทำการตลาด ทางร้านก็สามารถมัดใจลูกค้าผ่านภาพถ่ายและ Food Packaging ได้เลย รับรองว่าเพิ่มยอดขายร้านอาหารได้ และสุดท้ายนี้ถ้าอยากให้ร้านอาหารเป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น คุณก็ต้องรู้จักโปรโมท โดยช่องทางที่โปรโมทร้านได้ฟรีก็มีทั้ง Facebook, IG, Twitter, Google My Business, LINE, SMS และอีเมล

แค่รู้หลักการนี้และนำไปประยุกต์ใช้ในร้านอาหารของคุณ คุณก็ประสบความสำเร็จได้ไม่ยากแล้ว ! หรือถ้าใครมีเคล็ดลับการทำร้านอาหารเจ๋ง ๆ แชร์กับเราด้านล่างได้เลย ! มาร่วมทำร้านอาหารให้ยอดเยี่ยมไปพร้อมกันนะคะ

CTA - ระบบ POS สโตร์ฮับ โปรแกรมจัดการร้านค้าปลีกและร้านอาหาร

Share this Post

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email

Hey there! Please enter your store name.

.storehubhq.com