Talk to our business consultant: +60 3 9212 6688

ล้วงลับ 9 วิธีเพิ่มยอดขายผ่านโลกโซเชียล

(แบบข้อ 6 ก็ได้หรอ ?!)

โซเชียลมีเดียถือเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก และคุณก็น่าจะรู้ดีว่าลูกค้าของคุณทั้งหมดหรือไม่ก็ส่วนใหญ่มักใช้เวลากับโลกโซเชียลอยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตทั่วโลกมากถึง 3.8 ล้านล้านคนและมีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียกว่า 2.4 ล้านล้านคน 

นอกจากนี้ข้อมูลจาก Facebook Audience Insight ยังพบว่ามีผู้ใช้งานบัญชี Facebook ในไทยกว่า 45 ล้านบัญชีในปีที่ผ่านมา

และด้วยจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นทุกวันนี้เองที่ทำให้ธุรกิจหรือร้านค้าของคุณเข้าถึงผู้คนในโลกโซเชียลมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ! นอกจากการใช้ช่องทางของโซเชียลเพื่อโปรโมทร้านให้เป็นที่รู้จักและได้ลูกค้าใหม่ ๆ แล้ว คุณยังใช้ช่องทางนี้สร้างชื่อให้กับร้าน สร้างความภักดีของลูกค้า หรือจะใช้เพิ่มยอดขายของร้านก็ยังได้ !

เจ๋งไปเลยใช่ไหมละ ! 

ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไงหรือเริ่มที่ไหน ?

ไม่ต้องห่วง คุณไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกแบบนี้ !

เพราะมีเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กหลายเจ้าที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง และเราก็มาช่วยคุณแล้ว​ ! อ่านต่อเพื่อดูไม้เด็ดเคล็ดลับในการใช้โลกโซเชียลให้เป็นประโยชน์สูงสุดกับธุรกิจร้านค้าของคุณและดูว่าคุณจะใช้ช่องทางนี้เพิ่มยอดขายได้ยังไง !

1. ยิงแอดโฆษณาเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น

ภาพจาก Esprit

วิธีที่ดีที่สุดในการใช้โซเชียลมีเดียเป็นสื่อในการขายสินค้าก็คือ การยิงแอดโฆษณา เพราะคุณจะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้นและโฆษณาของคุณก็จะปรากฏบนหน้าฟีดของผู้ใช้งาน Facebook บ่อยขึ้น

ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ Organic Reach (จำนวนคนที่เห็นโพสต์ของเพจโดยที่เราไม่ได้ยิงแอด) ได้ลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจาก ทางโซเชียลมีอัลกอริธึมออกมาใหม่ และการจ่ายเงินยิงแอดโฆษณานี้ก็จะช่วยเพิ่มแนวโน้มให้คนเห็นคอนเท้นต์ของคุณมากขึ้น ซึ่งด้วยเหตุนี้เองที่จะทำให้ร้านของคุณเป็นที่รู้จักแล้วก็มียอดขายเพิ่มมากขึ้น

ในขณะที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีฟีเจอร์ยิงแอดโฆษณา Facebook ก็มีเครื่องมือที่แพงที่สุดและใช้ง่ายมาก ๆ เช่นกัน ! เพราะ Facebook เปิดโอกาสให้คุณบูสต์โพสต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างสิ่งต่อไปนี้ :-

1. Reach – จำนวนคนที่เห็นโพสต์หรือโฆษณาของคุณ

2. Engagement – การมีส่วนร่วมของคนที่เห็นโพสต์หรือลูกค้าที่ก่อให้เกิดความผูกพันต่อแบรนด์ ได้แก่ Like, Share และ Comment ของโพสต์

3. Impressions – จำนวนครั้งของโพสต์หรือโฆษณาที่แสดงขึ้นมา

4. Click-throughs – การคลิกผ่าน หรือที่รู้กันในชื่อของ CTR (Click through rate) อัตราการคลิกผ่าน บ่งบอกว่าจากโพสต์หรือโฆษณามีคนคลิกเข้ามาดูกี่ครั้งหลังจากที่โพสต์หรือโฆษณาโชว์ไป 100 ครั้ง

คุณสามารถเลือกพื้นที่ในการโฆษณา, เลือกจำนวนเงินที่ต้องการใช้ในโฆษณา, เลือกกลุ่มเป้าหมาย (เช่น เพศและอาชีพ) หรือเลือกได้แม้กระทั่งความชอบ/ความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย 

เรามั่นใจว่าเมื่อคุณเล่นโซเชียลอยู่หน้า Newsfeed คุณจะเห็นโพสต์ที่ผ่านการยิงโฆษณาเหล่านี้จากบริษัทหรือร้านค้าต่าง ๆ มาแล้วแน่นอน ซึ่งอาจจะเป็นรูปแบบของรูปภาพ วิดีโอ หรือเรื่องราวก็ได้ และการยิงโฆษณานี้ก็มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าแก่การลงทุนแน่นอน!

2. ร่วมมือกับ Social Influencer

ภาพจาก we_love_hadalabo

ในขณะที่การสร้างยอดคนติดตามหรือยอดฟอลโล่ในโลกโซเชียลเป็นสิ่งสำคัญ ร้านค้าหรือธุรกิจหลายเจ้าก็หันมาใช้ Social Influencer หรือผู้มีอิทธิพลทางโซเชียลมีเดียเป็นสื่อกลาง เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับพวกเขาเอง

Social Influencer หรือผู้มีอิทธิพลทางโซเชียลมีเดียคือ กลุ่มคนที่มียอดติดตาม (Follower) จำนวนมาก ซึ่งในปัจจุบันนั้น คนเราส่วนใหญ่ก็เชื่อ Social Influencer มากกว่าครอบครัวหรือเพื่อนของพวกเขาเสียอีก

ฟังดูแล้วไม่น่าเชื่อใช่ไหมละ ?

และที่น่าแปลกใจก็คือ จากกาารศึกษาของ Vero ที่ปรึกษาด้านการตลาดพบว่า 59% ของชาว Millenial ตัดสินใจซื้อตามคำแนะนำของเหล่า Social Infulencer ทั้งยังมีคนที่อยากเห็นผู้มีอิทธิพลทางโลกโซเชียลเหล่านี้แนะนำสินค้ามากถึง 75% ! ที่สำคัญพวกเขาเชื่อว่า Social Influencer เหล่านี้แนะนำสินค้าโดยบริสุทธิ์ใจแม้พวกเขาจะได้รับค่าจ้างก็ตาม

และสิ่งนี้เองที่สร้างโอกาสทางธุรกิจได้อย่างมากมาย แล้วก็ให้ร้านต่าง ๆ เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ และโน้มน้าวนักช้อปตัวยงอย่างชาว Millenials และ Gen Z

ลองใช้ประโยชน์จาก Social Influencer ดูสิ หาคนดังของโซเชียลที่เหมาะกับธุรกิจของคุณและคนดังที่ว่านี้ก็ต้องมีคนติดตามที่สนใจในสินค้า/บริการของคุณด้วย ลองขอความร่วมมือจากพวกเขาให้โปรโมทแบรนด์ของคุณโดยการโพสต์เกี่ยวกับสินค้า/บริการของคุณ หรือจะให้พวกเขารีวิวจริงสินค้าแล้วมอบโค้ดส่วนลดหรือสินค้าตัวอย่างเป็นการตอบแทนก็ได้

และสิ่งนี้เองที่จะช่วยเพิ่มการรับรู้ของแบรนด์หรือทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น แถมยังผ่านการพิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มยอดขายได้จริง

3. เปลี่ยนลูกค้าของคุณให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์

ภาพจาก After You

นอกจาก Influencer แล้ว คุณยังให้กลุ่มผู้ใช้จริงโปรโมทสินค้าของคุณได้ด้วย เพราะถ้าอยากสร้างการรับรู้แบรนด์ในโลกโซเชียลได้อย่างประสบความสำเร็จนั้น คุณจำเป็นต้องทำให้ผู้คนพูดคุยและแชร์เกี่ยวกับร้านของคุณ

ลองให้ลูกค้าที่ชื่นชอบสินค้าของคุณมากที่สุดมาบอกเล่าประสบการณ์การใช้งานและโปรโมทสินค้าสิ จากนั้นก็มอบของฟรีหรือส่วนลดเป็นการตอบแทน

หรือคุณจะใช้โปรแกรมแนะนำ (Referral Program) ก็ได้ ให้ลูกค้าแนะนำเพื่อนหรือแบรนด์แอมบาสเดอร์อื่น ๆ มาใช้งานสินค้า แล้วก็มอบโค้ดสุดพิเศษกับแจกรางวัลเป็นส่วนลดให้กับลูกค้าขาประจำของคุณ เมื่อมีคนใช้โค้ดจากโปรแกรมนี้ ลูกค้าของคุณก็จะได้ส่วนลดทุกครั้งที่ซื้อสินค้า

4. กระตุ้นให้ผู้ใช้งานสินค้าหันมาสร้างเนื้อหา/คอนเท้นต์ให้กับแบรนด์

User-generated Content หรือ UGC เป็นเนื้อหา/คอนเท้นต์แบบออร์แกนิคที่สร้างโดยลูกค้าหรือผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียของคุณ อาจจะเป็นรูปภาพที่ถ่ายโดยลูกค้าและสื่อถึงสินค้า/บริการของคุณ หรือว่าจะเป็นเนื้อหาที่ร้านคุณให้ลูกค้าแข่งขันกันแล้วแจกสินค้าฟรีก็ได้ (เช่น ให้ลูกค้าหรือผู้ติดตตามแชร์โพสต์เพื่อสุ่มผู้โชคดีรับรางวัลของทางร้าน) ซึ่งการที่ผู้คนแชร์ภาพหรือวิดีโอนี้เองที่แสดงให้เห็นถึงแก่นแท้ของแบรนด์ (เป็นสร้างคุณค่าของความเชื่อและความไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์อย่างแท้จริง)

จากการศึกษาของเว็บไซต์ Business Insider พบว่าลูกค้าที่เห็นคอนเท้นต์จากผู้ใช้งานจริงมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้ามากกว่ากลุ่มที่ไม่เห็นถึง 97%

ผู้คนมักจะสนใจคอนเท้นต์จากผู้ใช้งานจริงมากกว่า เพราะพวกเขาสามารถเชื่อมโยงกับลูกค้าที่มีลักษณะเหมือนกันได้อย่างง่ายดายเมื่อเทียบกับรูปภาพของทางร้านหรือบริษัท

เนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้งานจริงหรือผู้ติดตามจึงเป็นวิธีชั้นเยี่ยมที่แสดงให้เห็นถึง Social Proof หรือ หลักฐานทางสังคม เป็นหลักจิตวิทยาและปรากฏการณ์ทางสังคมที่ทำให้ผู้คนเชื่อว่าพฤติกรรมของกลุ่มคนนั้น ๆ เป็นสิ่งที่ควรทำตาม แล้วก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเพิ่มยอดขายได้เช่นกัน

5. ใช้โพสต์ที่ก่อให้เกิดการโต้ตอบเพื่อมอบความรู้และสร้างแรงจูงใจแก่ลูกค้า

ภาพจาก Pixabay

คุณควรสร้างคอนเท้นต์ที่มีคุณค่าและต้องไม่เน้นขายสินค้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งคอนเท้นต์ที่ว่านี้ควรเป็นแนวให้ความรู้และกระตุ้นให้ลูกค้ามีการโต้ตอบนั่นเอง

วิธีนี้จะไม่เหมือนการตลาดทั่วไป เพราะการทำการตลาดบนโลกโซเชียลนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากผู้ติดตามบนโลกโซเชียลของคุณจะอยากเห็นคอนเท้นต์สนุก ๆ ใหม่ ๆ เป็นประจำ ถ้าลองคิดดูจริง ๆ คุณจะสังเกตได้ว่าคนเราส่วนใหญ่มักจะเล่นโซเชียลมีเดียในเวลาว่าง ดังนั้นพวกเขาเลยอยากจะเห็นโพสต์ที่สนุก ๆ มากกว่าโพสต์โฆษณาที่เน้นขายของและทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนว่ากำลังโดนบังคับให้ซื้อะไรบางอย่าง

และถ้าโพสต์ของคุณเน้นขายมากจนเกินไป พวกเขาก็จะเลื่อนผ่านไปอย่างเร็วเลยละ เพราะฉะนั้นคุณจะต้องหาความสมดุลระหว่างโปรโมทสินค้ากับสร้างคอนเท้นต์ที่น่าสนใจสำหรับลูกค้านั่นเอง

และต่อไปนี้ก็คือวิธีสร้างเนื้อหาใหม่ ๆ :-

  • สร้างเนื้อหาที่ก่อให้เกิดการโต้ตอบของแฟนเพจหรือผู้ติดตาม เช่น การแข่งขัน หรือการแจกรางวัล เพราะวิธีนี้จะช่วยให้มีคนคอมเมนต์ในโพสต์ของคุณมากขึ้น
  • รูปภาพ/วิดีโอ/GIFs แนวแอนิเมชั่นหรือแนวน่ารัก ๆ 
  • โพสต์รูปภาพหรือวิดีโอที่สร้างจาก/จำลองสถานการณ์จริง
  • ใส่มุกตลก ๆ หรือคำพูดแนวสองแง่สองง่ามเพื่อสร้างเนื้อหาที่เรียกเสียงหัวเราะ
  • โพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับตำราหรือเคล็ดลับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้สินค้าของคุณ
  • แชร์รูปภาพของลูกค้าขณะใช้หรือมีส่วนร่วมกับสินค้าของคุณ

6. เปิดโอกาสให้ลูกค้าซื้อของได้โดยตรงจากโพสต์

รู้หรือเปล่าว่าในโลกโซเชียลมีเดียต่าง ๆ นั้นมีฟีเจอร์ใหม่ที่เปิดให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้โดยตรงจากโพสต์แล้ว ?

ห้ะ อะไรนะ​ ?

ใช่แล้ว ! Shoppable posts หรือฟีเจอร์ใหม่ที่ว่านี้ช่วยให้ผู้ใช้งานบนโซเชียลซื้อสินค้าได้รวดเร็วและปลอดภัยได้พร้อม ๆ กับดูเรื่องราวใหม่ ๆ ในฟีดของพวกเขา และฟีเจอร์นี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดขั้นตอนในการซื้อของเท่านั้น แต่ยังลดเวลาในการตัดสินใจของลูกค้าได้อีกด้วย

มาดูกันแบบชัด ๆ เลยดีกว่าว่าโซเชียลมีเดียไหนบ้างที่มีฟีเจอร์นี้

Facebook

ภาพจาก Dior

ที่ Facebook หรือ เฟสบุ๊ค จะมีฟีเจอร์แคตตาล็อกสินค้าที่ช่วยให้ร้านค้าหรือธุรกิจประเภทต่าง ๆ สามารถแสดงสินค้าที่ดีที่สุดของพวกเขาและช่วยให้ลูกค้าซื้อสินค้าผ่านหน้าเว็บได้เลย

และในแคตตาล็อกสินค้านี้ ลูกค้าก็จะเห็นรูปภาพ ชื่อ และราคาของสินค้ายอดนิยมที่ว่านี้ด้วย

แล้วลูกค้ายังสามารถส่งข้อความไปหาผู้ขายได้ทันทีเมื่อมีข้อสงสัย หรือจะคลิกที่รูปสินค้าเพื่อไปยังหน้าสินค้าบนเว็บไซต์ของผู้ขายก็ได้ หรือบางร้านก็จะนำลูกค้าไปยังหน้าโหลดแอพเมื่อคลิกสินค้า

Pinterest

ภาพจาก Pinterest Business

Pinterest  หรือ พินเทอเรสต์ มีฟีเจอร์ Buyable หรือฟีเจอร์ให้ซื้อสินค้าในโพสต์เมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา โดยผู้ใช้งาน Pinterest สามารถใช้ฟีเจอร์นี้ซื้อสินค้าได้ในขณะที่ท่องเว็บหรือแอพ

เมื่อคุณตั้งค่าฟีเจอร์นี้บนสินค้าของคุณแล้ว สิ่งที่ลูกค้าจะต้องทำก็คือ คลิกที่เพิ่มสินค้าไปยังตะกร้าและเมื่อต้องการจ่ายเงินซื้อสินค้า ลูกค้าก็คลิกที่ชำระเงินได้ที่ตะกร้าสินค้าทันที จากนั้นลูกค้าก็จะต้องกรอกข้อมูลการจ่ายเงิน (อาจจะเป็นการจ่ายบัตรเครดิตหรือ Apple Pay ก็ได้) และข้อมูลการจัดส่งสินค้า

วิธีที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพนี้ส่งผลดีต่อทั้งคนขายและคนซื้อเพราะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ทันทีและผู้ขายก็ขายได้ทันที ที่สำคัญฟีเจอร์นี้ถูกใจผู้ขายเป็นอย่างมากเพราะช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใน Pinterest ได้กว้างยิ่งขึ้น และลูกค้าก็พอใจกับตัวฟีเจอร์ด้วย เนื่องจากสามารถซื้อสินค้าที่ต้องการได้ทันทีโดยไม่ต้องออกจากหน้าเว็บหรือแอพ

และฟีเจอร์นี้เองที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าได้มากยิ่งขึ้น ทั้งยังเพิ่มยอดขายและกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าอีกด้วย

Instagram

ภาพจาก LIMLY.

Instagram หรือ อินสตาแกรม มีฟีเจอร์ Shoppable ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานแท็กสินค้าในโพสต์และช้อปได้โดยตรงจากหน้า News Feed 

ธุรกิจหรือร้านค้าต่าง ๆ สามารถใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์ Shoppable Tag นี้ได้โดยแท็กสินค้า/บริการจากเว็บออนไลน์ในโพสต์หรือ Instagram Story

เมื่อลูกค้าคลิกที่สินค้าที่คุณโพสต์หรือในสตอรี่ ลูกค้าก็จะเห็นชื่อสินค้า คำอธิบายสินค้า และราคา ซึ่งเมื่อคลิกเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็จะคลิกปุ่มจ่ายเงินบนหน้าสินค้าได้เลย และฟีเจอร์นี้ยังช่วยให้ลูกค้าเลือกสินค้าได้ตามใจชอบด้วยตัวเลือกที่หลากหลาย เช่น สี หรือ ขนาด หลังจากนั้นลูกค้าก็แค่ต้องใส่ชื่อ รายละเอียดการจ่ายเงิน และที่อยู่ในการจัดส่ง จากนั้นก็รอรับสินค้าได้เลย !

ลูกค้าสามารถติดตามการซื้อสินค้าของพวกเขาได้อย่างง่ายดายและยังได้รับแจ้งเตือนเมื่อมีการจัดส่งสินค้าผ่านแอพ Instagram ของพวกเขาอีกด้วย

ต้องขอบคุณฟีเจอร์ใหม่ ๆ เหล่านี้ที่ทำให้การซื้อ-ขายในปัจจุบันง่ายขึ้นมาก โดยลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้โดยตรงใน Instagram ขณะท่อง News Feed และไม่ต้องออกจากแอพ 

ในการเปิดใช้งานฟีเจอร์ Shoppable นี้ คุณต้องมีบัญชีการใช้งาน Instagram สำหรับธุรกิจ แล้วคุณก็จะเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ง่าย ๆ ผ่านการตั้งค่า !

7. รู้จักกลุ่มเป้าหมายและรู้ว่าพวกเขาใช้แอพ/เว็บโซเชียลไหน

ตอนนี้มีแอพหรือเว็บโซเชียลมีเดียต่าง ๆ มากมาย แล้วคุณจะรู้ได้ยังไงว่าต้องใช้อันไหนและต้องสร้างเนื้อหาของแต่ละโพสต์แบบไหน ?

ซึ่งต่อไปนี้ก็คือเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ จากเรา :-

  • Facebook เป็นช่องทางที่ทุกคนใช้กัน แต่ว่าผู้ใช้หลักมักจะเป็นกลุ่มที่มีอายุมากกว่า ดังนั้นเนื้อหาอย่างวิดีโอและแค็ปชั่นควรจะยาวหน่อย เพราะเฟสบุ๊คคือช่องทางชั้นเยี่ยมในการบอกเล่าเรื่องราว
  • Instagram กลุ่มผู้ใช้งานอินสตาแกรมหรือชาวไอจีส่วนใหญ่เป็นชาว Millenial และเป็นตลาดสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีอายุน้อยลงมา เพราะฉะนั้นควรเน้นเนื้อหาด้วยภาพและเรื่องราวที่สวยงาม
  • Snapchat เป็นแหล่งโซเชียลของคนรุ่นใหม่เช่นกัน และเนื้อหาส่วนใหญ่ก็จะเป็นวิดีโอจากชีวิตจริงที่สนุกและมีสีสันหน่อย
  • Pinterest อีกหนึ่งช่องทางในการนำเสนอข้อมูลแบบละเอียดเกี่ยวกับสินค้าและเคล็ดลับต่าง ๆ เช่น ตำราอาหาร และ DIY ไอเดียการประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ เป็นต้น
  • Twitter เป็นที่รู้กันดีว่าเหมาะกับการแชร์​ โพสต์ หรืออัพเดตข้อความที่สั้น กระชับ และได้ใจความ
  • LinkedIn เป็นช่องทางสำหรับผู้ใช้งานด้านอาชีพและธุรกิจ ส่วนใหญ่แล้วใช้เพื่อว่าจ้างพนักงาน
  • YouTube เหมาะสำหรับวิดีโอที่ยาว บอกเล่าข้อมูลและเรื่องราวต่าง ๆ รวมถึงเนื้อหาสนุก ๆ 

สรุปก็คือ

  • Instagram เป็นช่องทางที่ดีที่สุดในการโปรโมทสินค้าหรือร้าน
  • Facebook กับ Pinterest เหมาะสำหรับการกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้า
  • Twitter กับ Snapchat เหมาะสำหรับการดึงดูดหรือสร้างความน่าสนใจให้กับสินค้าและบริการของคุณ

ซึ่งเพื่อที่จะใช้งานโซเชียลมีเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น คุณจำเป็นต้องเข้าใจแบรนด์ของคุณและรู้ว่ากลุ่มลูกค้าของคุณใช้งานโซเชียลอันไหน

เช่น แบรนด์แฟชั่นจะใช้ Instagram มากกว่า Facebook แต่ในทางตรงกันข้ามร้านหรือบริษัทที่ให้บริการประเภทต่าง ๆ ก็จะใช้ Facebook มากกว่า

แล้วการโฟกัสกับลงทุนถูกที่นี่เองที่จะช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าโอกาสที่จะเพิ่มยอดขายก็มีมากขึ้นเนื่องจากคุณเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่สนใจสินค้าของคุณ

8. ตามเทรนด์และใช้กระแสนั้นให้เป็นประโยชน์

ภาพจาก Techoffside และ BaaBin-บ้าบิ่น

การสร้างคอนเท้นต์หรือโปรโมชั่นตามเทศกาลต่าง ๆ เช่น วาเลนไทน์ หรือ คริสต์มาส นั้นไม่น่าตื่นเต้นหรือเชื่อมโยงกับกลุ่มลูกค้าของคุณได้มากพออีกต่อไป

เพราะในปัจจุบันมักจะมีเทรนด์หรือกระแสใหม่มาเรื่อย ๆ แล้วก็ได้รับความนิยมในเวลาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ดังนั้นคุณควรโพสต์อะไรที่ตรงกับกระแสหรือเทรนด์ต่าง ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจและทำให้แบรนด์ของคุณเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

เช่น ชาไข่มุกตอนนี้ก็กำลังเป็นกระแสมาแรงทั่วโลก แล้วร้านค้าหรือบริษัทต่าง ๆ ก็กำลังใช้เทรนด์นี้ให้เป็นประโยชน์โดยการเขียนโพสต์เกี่ยวกับชาไข่มุก หรือเชื่อมโยงกับเนื้อหาให้เข้ากับสินค้าและบริการของร้าน

และในการสร้างโพสต์ที่เป็นกระแสนี้ คุณจะต้องโพสต์ทันทีที่มีเทรนด์ใหม่ออกมา หรือแม้กระทั่งก่อนจะมีเทรนด์ก็ได้ถ้าคุณสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ เพราะเทรนด์เหล่านี้จะมาและไปเร็วมาก ดังนั้นคุณควรที่จะมีคอนเท้นต์ที่เกี่ยวข้องโพสต์บนโซเชียลมีเดียก่อนที่กระแสจะซาไป

9. โพสต์บ่อย ๆ และต่อเนื่อง

ภาพจาก Choosedress

ตอนนี้เราต่างก็หาข้อมูลใหม่ ๆ ในแต่ละวัน ซึ่งเพื่อให้ได้ประโยชน์จากการทำการตลาดบนโลกโซเชียลมากที่สุดนั้น คุณควรที่จะโพสต์เป็นประจำเพื่อให้เพจของคุณมีความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ

ยิ่งเมื่อโซเชียลมีเดียมีการเปลี่ยนอัลกอริธึมแล้ว คุณยิ่งต้องทำให้เพจแอ็คทีฟและมีการโต้ตอบระหว่างแฟนเพจ เพื่อให้มีคนเห็นโพสต์ของคุณมากหรือบ่อยขึ้น

แล้วพวกเขาก็มักจะเบื่อกับการที่ต้องดูโฆษณาหรือเนื้อหาเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ดังนั้นมาเปลี่ยนคอนเท้นต์แบบใหม่ตั้งแต่ตอนนี้กันดีกว่า​ ! ลองทำให้ลูกค้าของคุณประทับใจด้วยเนื้อหาที่สดใหม่ สร้างสรรค์ และไม่ซ้ำใครสิ แล้วก็ทำให้โพสต์ของคุณน่าสนใจเพื่อดึงดูดผู้คนให้เข้ามาเยี่ยมชมเพจหรือโซเชียลมีเดียของคุณ

และการโพสต์เนื้อหาที่ใช่สำหรับลูกค้าของคุณเป็นประจำนี้เองที่จะทำให้ลูกค้าวางใจในแบรนด์ของคุณและเพิ่มยอดขายของร้านได้ในที่สุด

ตอนนี้อำนาจของโซเชียลมีเดียอยู่ในมือคุณแล้ว !

อย่างที่เห็นกันว่าโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือชั้นเยี่ยมในการโปรโมทแบรนด์ของคุณและเพิ่มยอดขาย แล้วการใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ก็จะช่วยให้คุณเพิ่มยอดขายได้โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองงบ !

ใช้เคล็ดลับเหล่านี้กับพลังของโซเชียลมีเดียเป็นตัวช่วยในการเพิ่มยอดขายของคุณให้พุ่งกระฉูดได้เลย !

 

CTA - ระบบ POS สโตร์ฮับ โปรแกรมจัดการร้านค้าปลีกและร้านอาหาร

Share this Post

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email

Hey there! Please enter your store name.

.storehubhq.com