ล้วงลับ 9 วิธีเพิ่มยอดขายผ่านโลกโซเชียล

(แบบข้อ 6 ก็ได้หรอ ?!)

โซเชียลมีเดียถือเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก และคุณก็น่าจะรู้ดีว่าลูกค้าของคุณทั้งหมดหรือไม่ก็ส่วนใหญ่มักใช้เวลากับโลกโซเชียลอยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตทั่วโลกมากถึง 3.8 ล้านล้านคนและมีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียกว่า 2.4 ล้านล้านคน 

นอกจากนี้ข้อมูลจาก Facebook Audience Insight ยังพบว่ามีผู้ใช้งานบัญชี Facebook ในไทยกว่า 45 ล้านบัญชีในปีที่ผ่านมา

และด้วยจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นทุกวันนี้เองที่ทำให้ธุรกิจหรือร้านค้าของคุณเข้าถึงผู้คนในโลกโซเชียลมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ! นอกจากการใช้ช่องทางของโซเชียลเพื่อโปรโมทร้านให้เป็นที่รู้จักและได้ลูกค้าใหม่ ๆ แล้ว คุณยังใช้ช่องทางนี้สร้างชื่อให้กับร้าน สร้างความภักดีของลูกค้า หรือจะใช้เพิ่มยอดขายของร้านก็ยังได้ !

เจ๋งไปเลยใช่ไหมละ ! 

ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไงหรือเริ่มที่ไหน ?

ไม่ต้องห่วง คุณไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกแบบนี้ !

เพราะมีเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กหลายเจ้าที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง และเราก็มาช่วยคุณแล้ว​ ! อ่านต่อเพื่อดูไม้เด็ดเคล็ดลับในการใช้โลกโซเชียลให้เป็นประโยชน์สูงสุดกับธุรกิจร้านค้าของคุณและดูว่าคุณจะใช้ช่องทางนี้เพิ่มยอดขายได้ยังไง !

1. ยิงแอดโฆษณาเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น

ภาพจาก Esprit

วิธีที่ดีที่สุดในการใช้โซเชียลมีเดียเป็นสื่อในการขายสินค้าก็คือ การยิงแอดโฆษณา เพราะคุณจะสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้นและโฆษณาของคุณก็จะปรากฏบนหน้าฟีดของผู้ใช้งาน Facebook บ่อยขึ้น

ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ Organic Reach (จำนวนคนที่เห็นโพสต์ของเพจโดยที่เราไม่ได้ยิงแอด) ได้ลดลงเรื่อย ๆ เนื่องจาก ทางโซเชียลมีอัลกอริธึมออกมาใหม่ และการจ่ายเงินยิงแอดโฆษณานี้ก็จะช่วยเพิ่มแนวโน้มให้คนเห็นคอนเท้นต์ของคุณมากขึ้น ซึ่งด้วยเหตุนี้เองที่จะทำให้ร้านของคุณเป็นที่รู้จักแล้วก็มียอดขายเพิ่มมากขึ้น

ในขณะที่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีฟีเจอร์ยิงแอดโฆษณา Facebook ก็มีเครื่องมือที่แพงที่สุดและใช้ง่ายมาก ๆ เช่นกัน ! เพราะ Facebook เปิดโอกาสให้คุณบูสต์โพสต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างสิ่งต่อไปนี้ :-

1. Reach – จำนวนคนที่เห็นโพสต์หรือโฆษณาของคุณ

2. Engagement – การมีส่วนร่วมของคนที่เห็นโพสต์หรือลูกค้าที่ก่อให้เกิดความผูกพันต่อแบรนด์ ได้แก่ Like, Share และ Comment ของโพสต์

3. Impressions – จำนวนครั้งของโพสต์หรือโฆษณาที่แสดงขึ้นมา

4. Click-throughs – การคลิกผ่าน หรือที่รู้กันในชื่อของ CTR (Click through rate) อัตราการคลิกผ่าน บ่งบอกว่าจากโพสต์หรือโฆษณามีคนคลิกเข้ามาดูกี่ครั้งหลังจากที่โพสต์หรือโฆษณาโชว์ไป 100 ครั้ง

คุณสามารถเลือกพื้นที่ในการโฆษณา, เลือกจำนวนเงินที่ต้องการใช้ในโฆษณา, เลือกกลุ่มเป้าหมาย (เช่น เพศและอาชีพ) หรือเลือกได้แม้กระทั่งความชอบ/ความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย 

เรามั่นใจว่าเมื่อคุณเล่นโซเชียลอยู่หน้า Newsfeed คุณจะเห็นโพสต์ที่ผ่านการยิงโฆษณาเหล่านี้จากบริษัทหรือร้านค้าต่าง ๆ มาแล้วแน่นอน ซึ่งอาจจะเป็นรูปแบบของรูปภาพ วิดีโอ หรือเรื่องราวก็ได้ และการยิงโฆษณานี้ก็มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าแก่การลงทุนแน่นอน!

2. ร่วมมือกับ Social Influencer

ภาพจาก we_love_hadalabo

ในขณะที่การสร้างยอดคนติดตามหรือยอดฟอลโล่ในโลกโซเชียลเป็นสิ่งสำคัญ ร้านค้าหรือธุรกิจหลายเจ้าก็หันมาใช้ Social Influencer หรือผู้มีอิทธิพลทางโซเชียลมีเดียเป็นสื่อกลาง เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับพวกเขาเอง

Social Influencer หรือผู้มีอิทธิพลทางโซเชียลมีเดียคือ กลุ่มคนที่มียอดติดตาม (Follower) จำนวนมาก ซึ่งในปัจจุบันนั้น คนเราส่วนใหญ่ก็เชื่อ Social Influencer มากกว่าครอบครัวหรือเพื่อนของพวกเขาเสียอีก

ฟังดูแล้วไม่น่าเชื่อใช่ไหมละ ?

และที่น่าแปลกใจก็คือ จากกาารศึกษาของ Vero ที่ปรึกษาด้านการตลาดพบว่า 59% ของชาว Millenial ตัดสินใจซื้อตามคำแนะนำของเหล่า Social Infulencer ทั้งยังมีคนที่อยากเห็นผู้มีอิทธิพลทางโลกโซเชียลเหล่านี้แนะนำสินค้ามากถึง 75% ! ที่สำคัญพวกเขาเชื่อว่า Social Influencer เหล่านี้แนะนำสินค้าโดยบริสุทธิ์ใจแม้พวกเขาจะได้รับค่าจ้างก็ตาม

และสิ่งนี้เองที่สร้างโอกาสทางธุรกิจได้อย่างมากมาย แล้วก็ให้ร้านต่าง ๆ เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ และโน้มน้าวนักช้อปตัวยงอย่างชาว Millenials และ Gen Z

ลองใช้ประโยชน์จาก Social Influencer ดูสิ หาคนดังของโซเชียลที่เหมาะกับธุรกิจของคุณและคนดังที่ว่านี้ก็ต้องมีคนติดตามที่สนใจในสินค้า/บริการของคุณด้วย ลองขอความร่วมมือจากพวกเขาให้โปรโมทแบรนด์ของคุณโดยการโพสต์เกี่ยวกับสินค้า/บริการของคุณ หรือจะให้พวกเขารีวิวจริงสินค้าแล้วมอบโค้ดส่วนลดหรือสินค้าตัวอย่างเป็นการตอบแทนก็ได้

และสิ่งนี้เองที่จะช่วยเพิ่มการรับรู้ของแบรนด์หรือทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น แถมยังผ่านการพิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มยอดขายได้จริง

3. เปลี่ยนลูกค้าของคุณให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์

ภาพจาก After You

นอกจาก Influencer แล้ว คุณยังให้กลุ่มผู้ใช้จริงโปรโมทสินค้าของคุณได้ด้วย เพราะถ้าอยากสร้างการรับรู้แบรนด์ในโลกโซเชียลได้อย่างประสบความสำเร็จนั้น คุณจำเป็นต้องทำให้ผู้คนพูดคุยและแชร์เกี่ยวกับร้านของคุณ

ลองให้ลูกค้าที่ชื่นชอบสินค้าของคุณมากที่สุดมาบอกเล่าประสบการณ์การใช้งานและโปรโมทสินค้าสิ จากนั้นก็มอบของฟรีหรือส่วนลดเป็นการตอบแทน

หรือคุณจะใช้โปรแกรมแนะนำ (Referral Program) ก็ได้ ให้ลูกค้าแนะนำเพื่อนหรือแบรนด์แอมบาสเดอร์อื่น ๆ มาใช้งานสินค้า แล้วก็มอบโค้ดสุดพิเศษกับแจกรางวัลเป็นส่วนลดให้กับลูกค้าขาประจำของคุณ เมื่อมีคนใช้โค้ดจากโปรแกรมนี้ ลูกค้าของคุณก็จะได้ส่วนลดทุกครั้งที่ซื้อสินค้า

4. กระตุ้นให้ผู้ใช้งานสินค้าหันมาสร้างเนื้อหา/คอนเท้นต์ให้กับแบรนด์

User-generated Content หรือ UGC เป็นเนื้อหา/คอนเท้นต์แบบออร์แกนิคที่สร้างโดยลูกค้าหรือผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียของคุณ อาจจะเป็นรูปภาพที่ถ่ายโดยลูกค้าและสื่อถึงสินค้า/บริการของคุณ หรือว่าจะเป็นเนื้อหาที่ร้านคุณให้ลูกค้าแข่งขันกันแล้วแจกสินค้าฟรีก็ได้ (เช่น ให้ลูกค้าหรือผู้ติดตตามแชร์โพสต์เพื่อสุ่มผู้โชคดีรับรางวัลของทางร้าน) ซึ่งการที่ผู้คนแชร์ภาพหรือวิดีโอนี้เองที่แสดงให้เห็นถึงแก่นแท้ของแบรนด์ (เป็นสร้างคุณค่าของความเชื่อและความไว้วางใจที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์อย่างแท้จริง)

จากการศึกษาของเว็บไซต์ Business Insider พบว่าลูกค้าที่เห็นคอนเท้นต์จากผู้ใช้งานจริงมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้ามากกว่ากลุ่มที่ไม่เห็นถึง 97%

ผู้คนมักจะสนใจคอนเท้นต์จากผู้ใช้งานจริงมากกว่า เพราะพวกเขาสามารถเชื่อมโยงกับลูกค้าที่มีลักษณะเหมือนกันได้อย่างง่ายดายเมื่อเทียบกับรูปภาพของทางร้านหรือบริษัท

เนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้งานจริงหรือผู้ติดตามจึงเป็นวิธีชั้นเยี่ยมที่แสดงให้เห็นถึง Social Proof หรือ หลักฐานทางสังคม เป็นหลักจิตวิทยาและปรากฏการณ์ทางสังคมที่ทำให้ผู้คนเชื่อว่าพฤติกรรมของกลุ่มคนนั้น ๆ เป็นสิ่งที่ควรทำตาม แล้วก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยเพิ่มยอดขายได้เช่นกัน

5. ใช้โพสต์ที่ก่อให้เกิดการโต้ตอบเพื่อมอบความรู้และสร้างแรงจูงใจแก่ลูกค้า

ภาพจาก Pixabay

คุณควรสร้างคอนเท้นต์ที่มีคุณค่าและต้องไม่เน้นขายสินค้าเพียงอย่างเดียว ซึ่งคอนเท้นต์ที่ว่านี้ควรเป็นแนวให้ความรู้และกระตุ้นให้ลูกค้ามีการโต้ตอบนั่นเอง

วิธีนี้จะไม่เหมือนการตลาดทั่วไป เพราะการทำการตลาดบนโลกโซเชียลนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากผู้ติดตามบนโลกโซเชียลของคุณจะอยากเห็นคอนเท้นต์สนุก ๆ ใหม่ ๆ เป็นประจำ ถ้าลองคิดดูจริง ๆ คุณจะสังเกตได้ว่าคนเราส่วนใหญ่มักจะเล่นโซเชียลมีเดียในเวลาว่าง ดังนั้นพวกเขาเลยอยากจะเห็นโพสต์ที่สนุก ๆ มากกว่าโพสต์โฆษณาที่เน้นขายของและทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนว่ากำลังโดนบังคับให้ซื้อะไรบางอย่าง

และถ้าโพสต์ของคุณเน้นขายมากจนเกินไป พวกเขาก็จะเลื่อนผ่านไปอย่างเร็วเลยละ เพราะฉะนั้นคุณจะต้องหาความสมดุลระหว่างโปรโมทสินค้ากับสร้างคอนเท้นต์ที่น่าสนใจสำหรับลูกค้านั่นเอง

และต่อไปนี้ก็คือวิธีสร้างเนื้อหาใหม่ ๆ :-

  • สร้างเนื้อหาที่ก่อให้เกิดการโต้ตอบของแฟนเพจหรือผู้ติดตาม เช่น การแข่งขัน หรือการแจกรางวัล เพราะวิธีนี้จะช่วยให้มีคนคอมเมนต์ในโพสต์ของคุณมากขึ้น
  • รูปภาพ/วิดีโอ/GIFs แนวแอนิเมชั่นหรือแนวน่ารัก ๆ 
  • โพสต์รูปภาพหรือวิดีโอที่สร้างจาก/จำลองสถานการณ์จริง
  • ใส่มุกตลก ๆ หรือคำพูดแนวสองแง่สองง่ามเพื่อสร้างเนื้อหาที่เรียกเสียงหัวเราะ
  • โพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับตำราหรือเคล็ดลับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้สินค้าของคุณ
  • แชร์รูปภาพของลูกค้าขณะใช้หรือมีส่วนร่วมกับสินค้าของคุณ

    6. เปิดโอกาสให้ลูกค้าซื้อของได้โดยตรงจากโพสต์

    รู้หรือเปล่าว่าในโลกโซเชียลมีเดียต่าง ๆ นั้นมีฟีเจอร์ใหม่ที่เปิดให้ลูกค้าซื้อสินค้าได้โดยตรงจากโพสต์แล้ว ?

    ห้ะ อะไรนะ​ ?

    ใช่แล้ว ! Shoppable posts หรือฟีเจอร์ใหม่ที่ว่านี้ช่วยให้ผู้ใช้งานบนโซเชียลซื้อสินค้าได้รวดเร็วและปลอดภัยได้พร้อม ๆ กับดูเรื่องราวใหม่ ๆ ในฟีดของพวกเขา และฟีเจอร์นี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดขั้นตอนในการซื้อของเท่านั้น แต่ยังลดเวลาในการตัดสินใจของลูกค้าได้อีกด้วย

    มาดูกันแบบชัด ๆ เลยดีกว่าว่าโซเชียลมีเดียไหนบ้างที่มีฟีเจอร์นี้

    Facebook

    ภาพจาก Dior

    ที่ Facebook หรือ เฟสบุ๊ค จะมีฟีเจอร์แคตตาล็อกสินค้าที่ช่วยให้ร้านค้าหรือธุรกิจประเภทต่าง ๆ สามารถแสดงสินค้าที่ดีที่สุดของพวกเขาและช่วยให้ลูกค้าซื้อสินค้าผ่านหน้าเว็บได้เลย

    และในแคตตาล็อกสินค้านี้ ลูกค้าก็จะเห็นรูปภาพ ชื่อ และราคาของสินค้ายอดนิยมที่ว่านี้ด้วย

    แล้วลูกค้ายังสามารถส่งข้อความไปหาผู้ขายได้ทันทีเมื่อมีข้อสงสัย หรือจะคลิกที่รูปสินค้าเพื่อไปยังหน้าสินค้าบนเว็บไซต์ของผู้ขายก็ได้ หรือบางร้านก็จะนำลูกค้าไปยังหน้าโหลดแอพเมื่อคลิกสินค้า

    Pinterest

    ภาพจาก Pinterest Business

    Pinterest  หรือ พินเทอเรสต์ มีฟีเจอร์ Buyable หรือฟีเจอร์ให้ซื้อสินค้าในโพสต์เมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา โดยผู้ใช้งาน Pinterest สามารถใช้ฟีเจอร์นี้ซื้อสินค้าได้ในขณะที่ท่องเว็บหรือแอพ

    เมื่อคุณตั้งค่าฟีเจอร์นี้บนสินค้าของคุณแล้ว สิ่งที่ลูกค้าจะต้องทำก็คือ คลิกที่เพิ่มสินค้าไปยังตะกร้าและเมื่อต้องการจ่ายเงินซื้อสินค้า ลูกค้าก็คลิกที่ชำระเงินได้ที่ตะกร้าสินค้าทันที จากนั้นลูกค้าก็จะต้องกรอกข้อมูลการจ่ายเงิน (อาจจะเป็นการจ่ายบัตรเครดิตหรือ Apple Pay ก็ได้) และข้อมูลการจัดส่งสินค้า

    วิธีที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพนี้ส่งผลดีต่อทั้งคนขายและคนซื้อเพราะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ทันทีและผู้ขายก็ขายได้ทันที ที่สำคัญฟีเจอร์นี้ถูกใจผู้ขายเป็นอย่างมากเพราะช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าใน Pinterest ได้กว้างยิ่งขึ้น และลูกค้าก็พอใจกับตัวฟีเจอร์ด้วย เนื่องจากสามารถซื้อสินค้าที่ต้องการได้ทันทีโดยไม่ต้องออกจากหน้าเว็บหรือแอพ

    และฟีเจอร์นี้เองที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าได้มากยิ่งขึ้น ทั้งยังเพิ่มยอดขายและกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าอีกด้วย

    Instagram

    ภาพจาก LIMLY.

    Instagram หรือ อินสตาแกรม มีฟีเจอร์ Shoppable ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานแท็กสินค้าในโพสต์และช้อปได้โดยตรงจากหน้า News Feed 

    ธุรกิจหรือร้านค้าต่าง ๆ สามารถใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์ Shoppable Tag นี้ได้โดยแท็กสินค้า/บริการจากเว็บออนไลน์ในโพสต์หรือ Instagram Story

    เมื่อลูกค้าคลิกที่สินค้าที่คุณโพสต์หรือในสตอรี่ ลูกค้าก็จะเห็นชื่อสินค้า คำอธิบายสินค้า และราคา ซึ่งเมื่อคลิกเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็จะคลิกปุ่มจ่ายเงินบนหน้าสินค้าได้เลย และฟีเจอร์นี้ยังช่วยให้ลูกค้าเลือกสินค้าได้ตามใจชอบด้วยตัวเลือกที่หลากหลาย เช่น สี หรือ ขนาด หลังจากนั้นลูกค้าก็แค่ต้องใส่ชื่อ รายละเอียดการจ่ายเงิน และที่อยู่ในการจัดส่ง จากนั้นก็รอรับสินค้าได้เลย !

    ลูกค้าสามารถติดตามการซื้อสินค้าของพวกเขาได้อย่างง่ายดายและยังได้รับแจ้งเตือนเมื่อมีการจัดส่งสินค้าผ่านแอพ Instagram ของพวกเขาอีกด้วย

    ต้องขอบคุณฟีเจอร์ใหม่ ๆ เหล่านี้ที่ทำให้การซื้อ-ขายในปัจจุบันง่ายขึ้นมาก โดยลูกค้าสามารถซื้อสินค้าได้โดยตรงใน Instagram ขณะท่อง News Feed และไม่ต้องออกจากแอพ 

    ในการเปิดใช้งานฟีเจอร์ Shoppable นี้ คุณต้องมีบัญชีการใช้งาน Instagram สำหรับธุรกิจ แล้วคุณก็จะเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ง่าย ๆ ผ่านการตั้งค่า !

    7. รู้จักกลุ่มเป้าหมายและรู้ว่าพวกเขาใช้แอพ/เว็บโซเชียลไหน

    ตอนนี้มีแอพหรือเว็บโซเชียลมีเดียต่าง ๆ มากมาย แล้วคุณจะรู้ได้ยังไงว่าต้องใช้อันไหนและต้องสร้างเนื้อหาของแต่ละโพสต์แบบไหน ?

    ซึ่งต่อไปนี้ก็คือเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ จากเรา :-

    • Facebook เป็นช่องทางที่ทุกคนใช้กัน แต่ว่าผู้ใช้หลักมักจะเป็นกลุ่มที่มีอายุมากกว่า ดังนั้นเนื้อหาอย่างวิดีโอและแค็ปชั่นควรจะยาวหน่อย เพราะเฟสบุ๊คคือช่องทางชั้นเยี่ยมในการบอกเล่าเรื่องราว
    • Instagram กลุ่มผู้ใช้งานอินสตาแกรมหรือชาวไอจีส่วนใหญ่เป็นชาว Millenial และเป็นตลาดสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีอายุน้อยลงมา เพราะฉะนั้นควรเน้นเนื้อหาด้วยภาพและเรื่องราวที่สวยงาม
    • Snapchat เป็นแหล่งโซเชียลของคนรุ่นใหม่เช่นกัน และเนื้อหาส่วนใหญ่ก็จะเป็นวิดีโอจากชีวิตจริงที่สนุกและมีสีสันหน่อย
    • Pinterest อีกหนึ่งช่องทางในการนำเสนอข้อมูลแบบละเอียดเกี่ยวกับสินค้าและเคล็ดลับต่าง ๆ เช่น ตำราอาหาร และ DIY ไอเดียการประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆ เป็นต้น
    • Twitter เป็นที่รู้กันดีว่าเหมาะกับการแชร์​ โพสต์ หรืออัพเดตข้อความที่สั้น กระชับ และได้ใจความ
    • LinkedIn เป็นช่องทางสำหรับผู้ใช้งานด้านอาชีพและธุรกิจ ส่วนใหญ่แล้วใช้เพื่อว่าจ้างพนักงาน
    • YouTube เหมาะสำหรับวิดีโอที่ยาว บอกเล่าข้อมูลและเรื่องราวต่าง ๆ รวมถึงเนื้อหาสนุก ๆ 

    สรุปก็คือ

    • Instagram เป็นช่องทางที่ดีที่สุดในการโปรโมทสินค้าหรือร้าน
    • Facebook กับ Pinterest เหมาะสำหรับการกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้า
    • Twitter กับ Snapchat เหมาะสำหรับการดึงดูดหรือสร้างความน่าสนใจให้กับสินค้าและบริการของคุณ

    ซึ่งเพื่อที่จะใช้งานโซเชียลมีเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น คุณจำเป็นต้องเข้าใจแบรนด์ของคุณและรู้ว่ากลุ่มลูกค้าของคุณใช้งานโซเชียลอันไหน

    เช่น แบรนด์แฟชั่นจะใช้ Instagram มากกว่า Facebook แต่ในทางตรงกันข้ามร้านหรือบริษัทที่ให้บริการประเภทต่าง ๆ ก็จะใช้ Facebook มากกว่า

    แล้วการโฟกัสกับลงทุนถูกที่นี่เองที่จะช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าโอกาสที่จะเพิ่มยอดขายก็มีมากขึ้นเนื่องจากคุณเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่สนใจสินค้าของคุณ

    8. ตามเทรนด์และใช้กระแสนั้นให้เป็นประโยชน์

    ภาพจาก Techoffside และ BaaBin-บ้าบิ่น

    การสร้างคอนเท้นต์หรือโปรโมชั่นตามเทศกาลต่าง ๆ เช่น วาเลนไทน์ หรือ คริสต์มาส นั้นไม่น่าตื่นเต้นหรือเชื่อมโยงกับกลุ่มลูกค้าของคุณได้มากพออีกต่อไป

    เพราะในปัจจุบันมักจะมีเทรนด์หรือกระแสใหม่มาเรื่อย ๆ แล้วก็ได้รับความนิยมในเวลาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ดังนั้นคุณควรโพสต์อะไรที่ตรงกับกระแสหรือเทรนด์ต่าง ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจและทำให้แบรนด์ของคุณเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

    เช่น ชาไข่มุกตอนนี้ก็กำลังเป็นกระแสมาแรงทั่วโลก แล้วร้านค้าหรือบริษัทต่าง ๆ ก็กำลังใช้เทรนด์นี้ให้เป็นประโยชน์โดยการเขียนโพสต์เกี่ยวกับชาไข่มุก หรือเชื่อมโยงกับเนื้อหาให้เข้ากับสินค้าและบริการของร้าน

    และในการสร้างโพสต์ที่เป็นกระแสนี้ คุณจะต้องโพสต์ทันทีที่มีเทรนด์ใหม่ออกมา หรือแม้กระทั่งก่อนจะมีเทรนด์ก็ได้ถ้าคุณสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ เพราะเทรนด์เหล่านี้จะมาและไปเร็วมาก ดังนั้นคุณควรที่จะมีคอนเท้นต์ที่เกี่ยวข้องโพสต์บนโซเชียลมีเดียก่อนที่กระแสจะซาไป

    9. โพสต์บ่อย ๆ และต่อเนื่อง

    ภาพจาก Choosedress

    ตอนนี้เราต่างก็หาข้อมูลใหม่ ๆ ในแต่ละวัน ซึ่งเพื่อให้ได้ประโยชน์จากการทำการตลาดบนโลกโซเชียลมากที่สุดนั้น คุณควรที่จะโพสต์เป็นประจำเพื่อให้เพจของคุณตื่นตัวอยู่เสมอ

    ยิ่งเมื่อโซเชียลมีเดียมีการเปลี่ยนอัลกอริธึมแล้ว คุณยิ่งต้องทำให้เพจแอ็คทีฟและมีการโต้ตอบระหว่างแฟนเพจ เพื่อให้มีคนเห็นโพสต์ของคุณมากหรือบ่อยขึ้น

    แล้วพวกเขาก็มักจะเบื่อกับการที่ต้องดูโฆษณาหรือเนื้อหาเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ดังนั้นมาเปลี่ยนคอนเท้นต์แบบใหม่ตั้งแต่ตอตนี้กันดีกว่า​ ! ลองทำให้ลูกค้าของคุณประหลาดใจด้วยเนื้อหาที่สดใหม่ สร้างสรรค์ และไม่ซ้ำใครสิ แล้วก็ทำให้โพสต์ของคุณน่าสนใจเพื่อดึงดูดผู้คนให้เข้ามาเยี่ยมชมเพจหรือโซเชียลมีเดียของคุณ

    และการโพสต์เนื้อหาที่ใช่สำหรับลูกค้าของคุณเป็นประจำนี้เองที่จะทำให้ลูกค้าวางใจในแบรนด์ของคุณและเพิ่มยอดขายของร้านได้ในที่สุด

    ตอนนี้อำนาจของโซเชียลมีเดียอยู่ในมือคุณแล้ว !

    อย่างที่เห็นกันว่าโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือชั้นเยี่ยมในการโปรโมทแบรนด์ของคุณและเพิ่มยอดขาย แล้วการใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ก็จะช่วยให้คุณเพิ่มยอดขายได้โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองงบ !

    ใช้เคล็ดลับเหล่านี้กับพลังของโซเชียลมีเดียเป็นตัวช่วยในการเพิ่มยอดขายของคุณให้พุ่งกระฉูดได้เลย !

     

    บริหารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพด้วยสโตร์ฮับ !

    คลิกที่นี่เพื่อดูว่าสโตร์ฮับสามารถช่วยคุณจัดการธุรกิจได้อย่างไร