Talk to our business consultant: +60 3 9212 6688

เช็คลิสต์ทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์

 อยากขายของออนไลน์ ?

นี่คือ 11 เช็คลิสต์ทำเว็บไซต์ที่มือใหม่อย่างคุณต้องอ่าน !

คุณกำลังคิดอยากขายของออนไลน์อยู่หรือเปล่า ?

การเปิดตัวเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จนั้นสำคัญมาก เพราะเป็นสิ่งแรกที่จะทำให้คนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ประทับใจในแบรนด์ของคุณ แล้วหน้าเว็บยังเป็นเหมือนพื้นที่ที่เปิดให้ลูกค้าเข้ามาทำความรู้จักคุณ รู้ว่าร้านของคุณขายอะไร และร้านคุณจะตอบโจทย์พวกเขาได้ยังไงอีกด้วย

แล้วถ้าลูกค้าเข้ามาที่เว็บขายของออนไลน์และชอบสินค้าของคุณ พวกเขาก็จะดูหน้าอื่น ๆ บนเว็บของคุณ จะติดต่อสอบถามข้อมูลกับคุณ หรือแม้กระทั่งซื้อสินค้าของคุณด้วยเช่นกัน

เรารู้ว่าการทำธุรกิจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วเจ้าของธุรกิจก็อาจจะจะข้ามขั้นตอนต่าง ๆ ในการทำเว็บไซต์โดยไม่รู้ตัว

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมวันนี้เรามี 11 เช็คลิสต์เว็บไซต์มาฝากเจ้าของธุรกิจที่กำลังวางแผนขายของออนไลน์นั่นเอง ! 

ถ้าพร้อมแล้วเรามาดูดีกว่าว่ามีเช็คลิสต์ไหนบ้างที่มือใหม่อย่างคุณต้องมีในเว็บไซต์ของคุณ รับรองว่าถ้าอ่านจบคุณจะเปิดร้านค้าออนไลน์ดีไซน์สวยงามน่าโดนได้ในไม่กี่คลิกแน่นอน !

1. แบนเนอร์

แบนเนอร์เว็บไซต์ขายของออนไลน์

ภาพจาก Empowerlife และ Character Studio

อย่างที่เรารู้กันดีว่า แบนเนอร์ หรือ ป้ายโฆษณา เป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดของเว็บไซต์ เพราะเป็นสิ่งแรกที่ลูกค้าจะเห็นเมื่อคลิกเข้ามาที่กน้าเว็บ และแบนเนอร์ของคุณก็ควรอยู่ที่ด้านบนของหน้าเว็บด้วย

ซึ่งต่อไปนี้ก็คือแนวทางที่คุณควรทำตามเมื่อทำแบนเนอร์เว็บ :-

  • ขนาดแนะนำของแบนเนอร์อยู่ที่ 1440 x 420 พิกเซล
  • ใส่ภาพสวยงามบนแบนเนอร์ ซึ่งภาพนั้นจะต้องบอกลูกค้าได้ว่าเว็บของคุณเป็นเว็บขายอะไรและมีสินค้าอะไรบ้าง (อาจจะเป็นสินค้าขายดี สินค้ามาใหม่ หรือโปรโมชั่นก็ได้)
  • มีปุ่ม Call-to-Action หรือข้อความชวนคลิก เช่น “ซื้อสินค้ามาใหม่ของเรา” “ซื้อเลยตอนนี้” และ “โทรหาเราตอนนี้” เป็นต้น
  • แบนเนอร์ของคุณต้องดูสะอาดตาและเป็นที่น่าจดจำ จะได้ดึงดูดลูกค้าได้อย่างเต็มที่และชวนคลิกยิ่งขึ้น
  • ใส่ความเป็นแบรนด์ลงไปในแบนเนอร์ของคุณด้วย (เช่น โลโก้ สี และแท็กไลน์ เป็นต้น)

แล้วถ้าคุณไม่รู้ว่าต้องทำแบนเนอร์เว็บไซต์ขายของออนไลน์ของคุณยังไง ก็ลองใช้แบนเนอร์เว็บไซต์ฟรีของ Canva ดูสิ

2. สินค้าเด่น/สินค้าขายดี

โชว์สินค้าขายดีหรือสินค้าเด่นบนหน้าเว็บไซต์

ภาพจาก Pomelo

อย่าลืมแสดงสินค้าที่หลากหลายบนหน้าโฮมเพจหรือหน้าหลักของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าขายดีหรือสินค้ามาใหม่

หรือถ้าร้านของคุณมีสินค้าเยอะ ก็สามารถจัดระเบียบและจัดประเภทสินค้าเป็นคอลเลคชั่นในแต่ละแท็บของหน้าเว็บก็ได้

ส่วนเคล็ดลับในการจัดประเภทสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพนั้นก็คือ จัดสินค้าที่ขายดีที่สุดและสินค้าที่ลูกค้าสนใจมากที่สุดให้อยู่บนแท็บคอลเลคชั่นแรก เช่น จัด “เดรส” ให้อยู่แท็บแรก ถ้าเว็บไซต์ของคุณเป็นร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่นผู้หญิง

และต่อไปนี้ก็คือคำแนะนำเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการจัดคอลเลคชั่นสินค้าของคุณ :-

  • จัดสินค้าในหมวดหมู่ทั่วไป (เช่น ร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ ก็จะเป็นเดรส เสื้อ และยีนส์ แต่ถ้าเป็นร้านอาหารก็จะเป็น อาหารเรียกน้ำย่อย, อาหารจานหลัก, ของหวาน และเครื่องดื่ม เป็นต้น)
  • สินค้ามาใหม่
  • สินค้าล็อตสุดท้าย
  • สินค้าลดราคา
  • โปรโมชั่นพิเศษ

3. รูปสินค้า

มีรูปสินค้าบนหน้าเว็บไซต์

ภาพจาก Adidas Thailand

อย่าลืมมีรูปภาพประกอบสินค้าแต่ละอันด้วย ลูกค้าจะได้เห็นภาพชัดเจนว่าสินค้าจริงหน้าตาแบบไหน อีกอย่างถ้าเว็บขายของออนไลน์ของคุณไม่มีรูปสินค้า ก็อาจจะดูไม่น่าเชื่อถือสำหรับลูกค้าและทำให้พวกเขาไม่มั่นใจในร้านของคุณก็ได้

แล้วรูปสินค้าที่สวยคมชัดนั้นก็มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าเป็นอย่างมากเลยละ

แต่ก่อนจะอัพโหลดรูปสินค้าบนหน้าเว็บร้านค้าออนไลน์หรือเว็บอีคอมเมิร์ซของคุณนั้น ก็ต้องไม่ลืมข้อสำคัญดังต่อไปนี้ :-

  • อัพรูปที่สวยความชัดและผ่านการย่อขนาดมาแล้วเรียบร้อย
  • ขนาดภาพที่แนะนำได้แก่ 800 x 800 พิกเซล
  • ต้องมั่นใจว่าแสงสวยมากพอสำหรับการถ่ายรูปสินค้า พยายามจัดแสดงสินค้าในภาวะแสงที่ลงตัวและมุมที่ดีที่สุด
  • รูปมุมต่าง ๆ ของสินค้าก็จำเป็นเช่นกัน (เช่น ด้านหน้าและหลังของเสื้อผ้า)
  • ทำให้ลูกค้าเห็นภาพการใช้งานสินค้า (เช่น ถ้าเป็นเสื้อผ้าก็ต้องมีรูปนายแบบหรือนางแบบที่ใส่ชุดนั้น ๆ )

4. คำอธิบายสินค้า

มีคำอธิบายสินค้าบนหน้าเว็บไซต์

ภาพจาก SHEIN Thailand

ในส่วนของสินค้า/บริการแต่ละอย่างนั้น คุณจำเป็นต้องอธิบายในรายละเอียดของสินค้าด้วย เพื่อให้ลูกค้ารู้ว่าในสินค้านั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้างหรือว่าผลิตจากวัสดุประเภทไหน ซึ่งคำอธิบายสินค้านี้จะช่วยให้ลูกค้ารู้ข้อมูลสินค้ารวมถึงบอกให้พวกเขารู้ว่าทำไมสินค้าชิ้นนี้ถึงควรค่าแก่การครอบครอง

ลองขายโดนเน้นถึงข้อดีต่าง ๆ ของสินค้า ซึ่งตัวอย่างข้อมูลที่คุณควรมีในคำอธิบายสินค้าก็ได้แก่

  • วัสดุที่ใช้ในการผลิต
  • คู่มือไซส์
  • สี
  • ข้อดี/ประโยชน์หลัก ๆ ของสินค้า
  • คุณค่าทางโภชนาการ
  • รีวิวลูกค้า
  • เรตติ้งสินค้า

5. Call-to-Action

มีปุ่ม CTA เพื่อกระตุ้นการกระทำบนหน้าเว็บไซต์

ภาพจาก Sephora Thailand

อย่าลืมมีปุ่ม Call-to-Action ของรูปสินค้าแต่ละรายการด้วย เมื่อลูกค้าสนใจสินค้าจะได้รู้ว่าต้องทำยังไงต่อ อาจจะเป็นปุ่ม “ซื้อตอนนี้” หรือ “เพิ่มสินค้าไปยังตะกร้า” ก็ได้ เพราะอย่าลืมว่าคุณอยากให้ลูกค้าซื้อของที่เว็บของคุณเมื่อเข้ามาเยี่ยมชมสินค้า

จริง ๆ แล้วคุณควรจะมีปุ่ม Call-to-Action ในทุก ๆ หน้าของเว็บไซต์ หรือจะเป็นแค่ปุ่ม “ติดต่อเราเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม” ก็ได้ 

เพราะถ้าไม่มีปุ่ม Call-to-Action แล้ว ลูกค้าของคุณก็จะทำได้แค่เชยชมสินค้าและทำอย่างอื่นไม่ได้เลยยังไงละ !

6. ลิงค์โซเชียลมีเดีย

มีลิงค์โซเชียลมีเดียบนหน้าเว็บไซต์

ภาพจาก Nobicha

มีเจ้าของธุรกิจหลายเจ้าที่ลืมลิงค์แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่าง ๆ บนเว็บไซต์ เพราะไม่ว่าจะเป็น Facebook ของร้าน, Instagram, Twitter หรือ YouTube ต่างก็สำคัญทั้งนั้น ดังนั้นอย่าลืมใส่ลิงค์ของโซเชียลมีเดียเหล่านี้ไว้บนหน้าเว็บขายของออนไลน์ของคุณด้วย !

ทำไมนะหรอ ?

นั่นก็เพราะว่าโซเชียลมีเดียเหล่านี้เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพเป็นอย่างมากในปัจจุบัน และการที่คุณลิงค์โซเชียลมีเดียของร้านไว้บนเว็บไซต์ ก็จะช่วยให้ร้านของคุณมีคนติดตามมากยิ่งขึ้น ! ทั้งยังช่วยให้ผู้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์รู้จักร้าน ภาพลักษณ์ และตัวตนของแบรนด์ได้ดีขึ้นผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียเหล่านี้ด้วย

นอกจากนี้การลิงค์โซเชียลมีเดียต่าง ๆ บนเว็บไซต์ของคุณยังช่วยให้ร้านคุณติดอันดับบน Google หรือ Search Engine ต่าง ๆ ได้ดีขึ้นด้วย ! และสิ่งนี้เองที่จะทำให้มีคนเข้ามาเยี่ยมชมร้านค้าออนไลน์มากกว่าเดิมและเพิ่มยอดขายของร้านคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น !

7. หน้าเกี่ยวกับเรา

มีหน้าเกี่ยวกับเราบนหน้าเว็บไซต์

ภาพจาก YAYOI

ในขณะที่มีเจ้าของธุรกิจหลายเจ้าคิดว่าหน้า “เกี่ยวกับเรา” ไม่สำคัญนั้น จริง ๆ แล้วมีลูกค้าหลายคนที่อยากทำความรู้จักร้านค้าของคุณให้ดีเสียก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าบนเว็บขายออนไลน์ของคุณ

ดังนั้นอย่าลืมเขียนเล่าเรื่องราวของแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับลูกค้า พนักงาน หรือจะเป็นผู้ที่ลงทุนให้กับบริษัทของคุณก็ได้

และต่อไปนี้ก็คือสิ่งที่คุณควรเขียนบนหน้า “เกี่ยวกับเรา” บนเว็บไซต์ของคุณ :- 

  • ความเป็นมาของร้านสั้น ๆ บอกว่าคุณเริ่มต้นทำร้านยังไงและอะไรที่ทำให้ตัดสินใจทำ
  • ผู้ก่อตั้งคือใคร
  • ก่อตั้งเมื่อไหร่
  • แบรนด์ของคุณยึดมั่นในเรื่องของอะไร
  • แบรนด์ของคุณอยากประสบความสำเร็จในเรื่องของอะไร
  • วิดีโอสั้น ๆ บอกเล่าเรื่องราว

ซึ่งการมีหน้า “เกี่ยวกับเรา” นี้เองที่สร้างแก่นแท้ให้กับแบรนด์ของคุณและช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในหมู่ลูกค้าได้ ถ้าลูกค้าเห็นว่าร้านของคุณมีค่านิยมที่ดีและเชื่อถือได้ ก็จะช่วยให้พวกเขาตัดสินใจซื้อสินค้าจากเว็บของคุณได้ง่ายขึ้น

8. ข้อมูลการติดต่อ

ใส่ข้อมูลการติดต่อบนหน้าเว็บไซต์

ภาพจาก Urban Dance Studio

อย่าลืมแสดงข้อมูลการติดต่อไว้บนหน้าเว็บไซต์ของคุณด้วย เผื่อลูกค้ามีข้อสงสัยจะได้หาเจอและติดต่อคุณได้ทันที

โดยข้อมูลที่ว่านี้ก็อาจจะเป็น

  • เบอร์โทรศัพท์
  • อีเมล
  • Whatsapp
  • Line
  • ที่อยู่ (พร้อมแสดงแผนที่)

หากลูกค้ามีข้อสงสัยใด ๆ หรือต้องการขอคำแนะนำเพิ่มเติม พวกเขาก็จะขอความช่วยเหลือได้โดยตรงจากข้อมูลการติดต่อบนหน้าเว็บของคุณ ซึ่งถ้าพวกเขาอยากไปที่หน้าร้านของคุณ ก็สามารถหาที่อยู่และเส้นทางที่แสดงบนแผนที่ได้ที่หน้าเว็บเลย

ซึ่งเพื่อให้ลูกค้าหาข้อมูลการติดต่อบนเว็บได้เร็วขึ้น คุณก็ต้องแสดงข้อมูลนี้ไว้บนจุดที่สังเกตได้ง่าย

9. หน้า FAQ

มีหน้า FAQ ถาม-ตอบคำถามยอดฮิต

ภาพจาก LOOKSI

เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซหรือเว็บขายของออนไลน์ของคุณควรมีหน้าเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปที่ตอบคำถามที่พบบ่อยของลูกค้า โดยจะเป็นข้อมูลที่ลูกค้ามักจะถามและอยากรู้เกี่ยวกับร้านค้าหรือว่าสินค้าของคุณ ซึ่งข้อมูลที่ว่านี้ก็ได้แก่

  • วิธีการจ่ายเงิน
  • ตารางไซส์
  • ข้อมูลการจัดส่ง
  • การติดตามการจัดส่ง
  • นโยบายการคืนเงิน/สินค้า
  • นโยบายการเปลี่ยนสินค้า

การมีหน้า FAQ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ลูกค้าของคุณประหยัดเวลาในการหาข้อมูลเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ร้านของคุณประหยัดเวลาได้เพราะไม่ต้องตอบคำถามเดิม ๆ หลาย ๆ ครั้ง เนื่องจากลูกค้าสามารถหาคำตอบเองได้ก่อนที่จะขอความช่วยเหลือจากคุณ

10. ข้อกำหนดและเงื่อนไข

มีหน้าแสดงข้อกำหนดและเงื่อนไขบนหน้าเว็บไซต์

ภาพจาก Shopee Thailand

คุณต้องแน่ใจว่าร้านค้าออนไลน์ของคุณมีข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ปกป้องร้านของคุณจากการฉ้อโกงหรือลูกค้ามิจฉาชีพ โดยบอกข้อกำหนดและเงื่อนไขต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจน และต้องเป็นภาษาที่ลูกค้าเข้าใจง่ายด้วย

ถ้าคุณไม่รู้ว่าต้องเขียนข้อกำหนดและเงื่อนไขยังไง ก็อาจจะใช้ตัวช่วยในการเขียนข้อกำหนดและเงื่อนไขออนไลน์ที่มีเทมเพลตและแบบฟอร์มต่าง ๆ ไว้ให้เรียบร้อยก็ได้ แค่ทำตามขั้นของเว็บไซต์ แล้วใส่ข้อกำหนดและเงื่อนไขของร้านคุณลงไป เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว

11. ตัวเลือกการค้นหา

มีช่องค้นหาสินค้าบนหน้าเว็บไซต์

ภาพจาก ZILINGO

สุดท้ายนี้ อย่าลืมจัดวางข้อมูลหรือโครงสร้างเว็บให้เป็นระเบียบเรียบร้อยและใช้ง่าย ลูกค้าที่เข้ามาหน้าเว็บจะได้หาข้อมูลที่ต้องการได้อย่างง่ายดาย

แล้วการมีข้อมูลเยอะแยะมากมายนั้นจะไม่ช่วยอะไรถ้าลูกค้าของคุณหาสิ่งที่พวกเขาต้องการไม่เจอ

ดังนั้นเพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานยิ่งขึ้น คุณควรมี “ตัวเลือกการค้นหา” หรือ “ช่องค้นหา” ไว้ด้านบนหน้าเว็บด้วย

โดยตัวช่วยนี้จะทำให้ลูกค้าหาสินค้าบนเว็บหรือเจอข้อมูลที่ต้องการได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องเข้าไปดูทุกหน้าบนเว็บจองคุณเลยละ เพราะแน่นอนว่าถ้าลูกค้าต้องทำอย่างนั้น พวกเขาต้องอารมณ์เสียและออกจากเว็บของคุณแน่ ๆ 

แล้วคุณก็ต้องเช็คให้แน่ใจว่า ตัวเลือกการค้นหาหรือช่องค้นหาของคุณทำงานได้อย่างถูกต้องเพราะผลลัพธ์ที่ได้ควรตรงต่อความต้องการและตรงใจลูกค้าด้วย

หรือถ้าต้องการเปิดร้านค้าออนไลน์ฟรี พร้อมกับมีโปรแกรมขายที่เอาอยู่ทั้งหน้าร้านและหลังบ้าน สามารถเลือกใช้ระบบ POS สโตร์ฮับได้เลย แล้วคุณจะขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์พร้อมกันได้อย่างง่ายดาย ที่สำคัญไม่ต้องจ้างนักเขียนโปรแกรมหรือออกแบบเว็บไซต์เองให้เสียเวลา เพราะระบบหลังบ้านสโตร์ฮับมีเทมเพลตให้สร้างร้านค้าออนไลน์ได้ด้วยตัวคุณเองง่าย ๆ เพียงไม่กี่คลิกwink

CTA - ระบบ POS สโตร์ฮับ โปรแกรมจัดการร้านค้าปลีกและร้านอาหาร

Share this Post

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email

Hey there! Please enter your store name.

.storehubhq.com