bubble-tea-popular-trend

ภาพจาก Freepik

การจัดการสต๊อกสินค้าคืออะไร

ทำไมถึงเป็นหัวใจหลักของร้านค้าปลีกและร้านอาหาร ?

เรารู้ดีว่าการจัดการสต๊อกสินค้าสำคัญกับธุรกิจของคุณมากแค่ไหน แล้วการที่จะจัดสต๊อกสินค้าให้พอดีกับความต้องการของลูกค้าในร้าน ก็ยังเป็นเรื่องท้าทายสำหรับเจ้าของธุรกิจหลายคน โดยเฉพาะเจ้าของร้านค้าปลีกและร้านอาหารขนาดเล็กที่ยังจัดการสต๊อกสินค้าด้วยระบบแมนวล เช็ควัตถุดิบด้วยตัวเอง หรือทุกอย่างด้วยการจดมือ

รู้ไหมว่า ? การจัดการสต๊อกสินค้าที่ไม่มีประสิทธิภาพยังส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในธุรกิจด้วย หมายความว่าคุณจะเสียเงินในการสั่งซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์โดยใช่เหตุ ซึ่งอาจจะเป็นการสต๊อกสินค้าเยอะเกินจนขายไม่ออก หรือสต๊อกสินค้าขาด ไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า ทำให้คุณเสียโอกาสในการขายได้ไปโดยปริยาย

ดังนั้นวันนี้เราจึงจะพาเจ้าของธุรกิจเช่นคุณมาทำความรู้จักกับการจัดการสต๊อกสินค้าให้เข้าใจกันแบบละเอียด จะได้รู้ถึงความสำคัญของการจัดการสต๊อกสินค้าและบริหารธุรกิจของคุณได้ดีขึ้น รับรองว่าจะเป็นประโยชน์ต่อร้านค้าปลีกและร้านอาหารของคุณแน่นอน !

การจัดการสต๊อกสินค้าคืออะไร​ ?

ภาพจาก Freepik

สต๊อกสินค้า คือ สินค้าคงคลัง การจัดการสต๊อกสินค้า จึงหมายถึง การติดตามและบริหารสินค้าในร้านให้พอดีกับความต้องการของลูกค้าหรือพอดีต่อการขาย โดยสินค้านี้อาจจะเป็นสินค้าขายหน้าร้านหรือวัตถุดิบที่ใช้ประกอบอาหารและเครื่องดื่มก็ได้ และจุดประสงค์ของการจัดการสต๊อกสินค้าก็คือ

  • สั่งซื้อสินค้าได้พอดีกับความต้องการของลูกค้า
  • ลดค่าใช้จ่ายในการกักตุนสินค้าและสต๊อกวัตถุดิบ
  • ตัดปัญหาสินค้าคงคลังที่ไม่มีการเคลื่อนไหวหรือ Dead Stock
  • ป้องกันปัญหาเรื่องสินค้าหมดอายุ
  • ให้การขายเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
  • รองรับความต้องการของลูกค้า/ตลาด
  • รู้ว่าเมื่อไหร่ควรสั่งสินค้าเพิ่ม

ซึ่งหากคุณไม่รู้วิธีการจัดการสต๊อกสินค้าอย่างถูกต้อง หรือบริหารสินค้าคงคลังได้ไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ธุรกิจของคุณก็มีสะดุดแน่นอน แล้วถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นล่ะ คุณจะรับมือกับสถานการณ์ได้ดีแค่ไหน ?

ทำไมการจัดการสต๊อกสินค้าถึงสำคัญนัก ?

ภาพจาก Pixabay

อย่างที่เราได้บอกไปแล้วว่า การจัดการสต๊อกสินค้าที่มีประสิทธิภาพสำคัญกับธุรกิจร้านค้าปลีกหรือธุรกิจร้านอาหารเป็นอย่างมาก เพราะคุณจะได้มั่นใจว่าร้านของคุณมีสต๊อกสินค้าเพียงพอต่อการขาย แล้วถ้าคุณจัดการสต๊อกสินค้าได้ไม่ดีพอ ก็จะทำให้ธุรกิจของคุณเสียโอกาสในการขายที่คุณไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ หรือส่งผลให้คุณเสียเงินเปล่าจากการสั่งสินค้ามาไว้ในสต๊อกมากเกินไป ดังนั้นข้อดีของการจัดการสต๊อกสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงแบ่งเป็น 2 ข้อหลัก ๆ ดังนี้ :-

1. การจัดการสต๊อกสินค้าช่วยลดค่าใช้จ่ายและประหยัดงบ

  • ป้องกันสินค้าเน่าเสีย

ถ้าร้านของคุณขายสินค้าที่มีวันหมดอายุอย่าง อาหาร หรือว่า เครื่องสำอาง สินค้าเหล่านี้ก็จะมีโอกาสเน่าเสียหรือหมดอายุหากคุณขายไม่ได้ก่อนถึงกำหนด ดังนั้นการจัดการสต๊อกสินค้าได้ถูกต้องเหมาะสมจึงช่วยป้องกันสินค้าเน่าเสียและช่วยให้คุณสต๊อกวัตถุดิบได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

  • ป้องกันปัญหาสินค้าคงคลังที่ไม่มีการเคลื่อนไหว

Dead Stock หรือ สินค้าคงคลังที่ไม่มีการเคลื่อนไหว คือ สินค้าที่ขายไม่ได้ อาจจะเป็นสินค้าหมดอายุ, สินค้าที่ไม่เป็นที่ต้องการ, สินค้าที่หมดฤดูกาลไปแล้ว หรือสินค้าที่ไม่ตรงกับความต้องการของลูกค้าในช่วงเวลานั้น ๆ ซึ่งการจัดการสต๊อกสินค้าได้อย่างลงตัว ก็จะป้องกันปัญหานี้ได้

  • ลดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้า

แน่นอนว่าการจัดเก็บสินค้าในโกดังนั้นก็มีค่าใช้จ่ายเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องเช่าโกดัง ค่าใช้จ่ายจะผันผวนไปตามจำนวนสินค้าที่จัดเก็บ เมื่อคุณสต๊อกสินค้ามากเกินไปหรือว่าสินค้าประเภทนั้น ๆ ขายไม่ค่อยได้ ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสินค้าก็จะสูงขึ้น ดังนั้นบริหารจัดการสต๊อกให้ดีไว้ก่อน จะได้ประหยัดเงินในส่วนนี้ได้

2. การจัดการสต๊อกสินค้าช่วยให้กระแสเงินสดดีขึ้น

กระแสเงินสด หรือ Cash Flow หมายถึง การนับเงินไหลเข้า-ออกหรือเงินหมุนเวียนในร้าน ถ้าเดือนนี้มีเงินไหลเข้ามากกว่าไหลออก (มีรายได้มากกว่ารายจ่าย) กระแสเงินสดก็จะเป็นบวก แต่ถ้าเดือนนี้เงินไหลออกมากกว่าไหลเข้า (รายจ่ายมากกว่ารายรับ) กระแสเงินสดก็จะเป็นลบ ถ้ากระแสเงินสดเป็นบวกมาก ๆ เงินสดในร้านก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ในทางกลับกัน ถ้ากระแสเงินสดเป็นลบบ่อย ๆ สุดท้ายเงินสดก็จะขาดมือ และส่งผลให้ธุรกิจหรือร้านก็จะเดินต่อไปไม่ได้ในที่สุด

ดังนั้นการจัดการสต๊อกสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่เพียงแต่ส่งผลดีในเรื่องของค่าใช้จ่ายเท่านั้น แต่ยังช่วยให้กระแสเงินสดดีขึ้นด้วย เพราะสต๊อกก็คือสินค้าที่คุณจ่ายเงินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (โดยอาจจะจ่ายในรูปแบบของเงินสด เช็ค หรือว่าโอนก็ได้) แล้วคุณก็จะขายสินค้าเหล่านั้นเพื่อให้ได้เงินมา แต่เมื่อสินค้าที่ว่านี้ตั้งอยู่ในโกดัง เราจะเรียกเป็นเงินไม่ได้ 

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสินค้าคงคลังหรือสต๊อกสิ้นค้าถึงสำคัญกับการจัดการกระแสเงินสดนัก เพราะสต๊อกสินค้าส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายและค่าใช้จ่าย เนื่องจากสินค้าเหล่านี้บอกได้ว่าคุณจะขายได้เท่าไหร่และคุณต้องซื้ออะไร แล้วทั้งสองปัจจัยก็มีผลกระทบต่อเงินที่คุณมีอยู่เป็นอย่างมาก พูดง่าย ๆ ก็คือการจัดการสต๊อกสินค้าหรือการจัดการสินค้าคงคลังที่ดี จะนำไปสู่การจัดการกระแสเงินสดที่ดีนั่นเอง

เมื่อคุณมีระบบการจัดการสต๊อกสินค้าที่ดี คุณก็จะเช็คสต๊อกสินค้าได้อย่างแม่นยำ สามารถคาดการณ์ยอดขายได้ และรู้ว่าเมื่อไหร่ควรสั่งสินค้าเพิ่ม ดังนั้นระบบนี้จะไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มโอกาสในการขายให้คุณเท่านั้น แต่ยังช่วยให้คุณวางแผนซื้อสินค้าเพื่อให้แน่ใจว่าคุณมีสินค้าเพียงพอ

เงินที่คุณใช้จ่ายไปกับสต๊อกสินค้าไม่ได้มีส่วนช่วย

ให้ธุรกิจของคุณเติบโต ดังนั้นคุณจึงต้องบริหารจัดการให้ดี

จัดการสต๊อกสินค้ายังไงให้มีประสิทธิภาพ ?

ภาพจาก Freepik

การจัดการสต๊อกสินค้าเป็นสิ่งที่คุณสามารถกำหนดได้ ซึ่งก็ถือเป็นข้อดีอย่างหนึ่งในการทำธุรกิจ แล้วระบบการจัดการของแต่ละร้านค้าหรือบริษัทก็จะแตกต่างกันออกไป

อย่างไรก็ตาม การจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้นั้น ต้องเริ่มจากการกำจัดความผิดพลาดในการจัดการสต๊อกสินค้าให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นั่นหมายความว่าการใช้ระบบการจัดการสต๊อกสินค้าหรือว่าโปรแกรมสต๊อกสินค้าเป็นสิ่งที่น่าพิจารณา แล้วถ้าคุณเป็นลูกค้าสโตร์ฮับหรือว่าใช้งานระบบ POS ของเราอยู่แล้ว ก็ต้องบอกว่าโชคดีมาก เพราะในระบบของเรามีฟีเจอร์การจัดการสต๊อกสินค้ามาให้ในตัวด้วย

และด้วยระบบ POS ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์การจัดการสต๊อกสินค้าอันทรงประสิทธิภาพนี้เอง ที่จะทำให้การบริหารจัดการสินค้าและธุรกิจของคุณง่ายขึ้น ซึ่งเราก็มี 7 เทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ มาฝากเจ้าของร้านเช่นคุณ ดังนี้ :-

7 เทคนิคที่จัดการสต๊อกสินค้าได้แบบอยู่หมัด

ภาพจาก Unsplash

1. ตั้งระดับการแจ้งเตือนสต๊อก

คุณสามารถบริหารจัดการสินค้าได้ง่ายขึ้นได้ด้วย การตั้งระดับการแจ้งเตือนสต๊อกของแต่ละสินค้า โดยระดับแจ้งเตือนที่ว่านี้ก็คือ ปริมาณขั้นต่ำของสินค้าที่คุณเตรียมไว้ให้พร้อมขายตลอดเวลา แล้วเมื่อสินค้าเหลือน้อยกว่าที่ตั้งไว้ ฟีเจอร์นี้ในระบบ POS ของคุณก็จะแจ้งเตือนทันที แล้วคุณก็จะรู้ว่ามีจำนวนสินค้าที่ต้องเติมเท่าไหร่ แถมยังแม่นยำกว่าการคำนวณสต๊อกสินค้าใน Excel

จริง ๆ แล้วระดับการแจ้งเตือนสินค้าจะแตกต่างกันออกไปตามสินค้าแต่ละรายการและความต้องการของลูกค้า ซึ่งการที่คุณจะต้องระดับการแจ้งเตือนสต๊อกสินค้าได้นั้น ก็ต้องหาข้อมูลและเลือกว่าต้องมีสินค้าเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอต่อการขายในร้าน

อย่าลืมเช็คจำนวนสินค้าขั้นต่ำที่ว่านี้เป็นประจำด้วย เพราะในแต่ละช่วงเวลาอาจจะมีความต้องการของสินค้าแต่ละประเภทไม่เท่ากัน อย่ากลัวที่จะปรับระดับการแจ้งดตือนสินค้าให้เข้ากับสถานการณ์ของร้าน เท่านี้การจัดการสต๊อกสินค้าของคุณก็ง่ายขึ้นแล้ว

2. มาก่อนก็ไปก่อน

มาก่อน ก็ไปก่อน หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “First-In First-Out (FIFO)” เป็นหลักการสำคัญในการบริหารจัดการสต๊อกสินค้า หมายความว่า ถ้าซื้อสินค้าไหนมาก่อน ก็ต้องขายสินค้านั้นไปก่อน แล้วหลักการนี้ก็สำคัญมากกับสินค้าที่เน่าเปื่อยหรือมีวันหมดอายุ เช่น สต๊อกวัตถุดิบในการทำอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าของชำ และเครื่องสำอาง เป็นต้น

หรือคุณจะใช้หลักการนี้กับสินค้าทั่วไปก็ยังได้ เช่น สินค้าที่นั่งนิ่งอยู่ด้านหลังชั้นวางและไม่มีใครหยิบถึง เพราะแพ็คเกจและดีไซน์ของสินค้าก็มีช่วงที่ได้รับความนิยมกับช่วงที่กระแสตกเช่นกัน และแน่นอนว่าคุณคงไม่อยากให้สินค้าเหล่านั้นกลายเป็นสินค้าที่ขายไม่ออกหรอกจริงไหม ?

ดังนั้นหากต้องการจัดสต๊อกสินค้าอย่างเหมาะสม คุณต้องมีการจัดเก็บสินค้าที่สอดคล้องกับหลักการ “First-In First-Out (FIFO)” นั่นหมายความว่า คุณต้องจัดวางสินค้าใหม่ไว้ด้านหลัง แล้ววางสินค้าที่สั่งซื้อมาก่อนไว้ด้านหน้า จะได้หยิบจากโกดังไปขายได้คล่องยิ่งขึ้น แล้วเทคนิคนี้ก็ใช้กับการจัดวางสินค้าในร้านได้ด้วยนะ

ภาพจาก Freepik

3. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับซัพพลายเออร์

ซัพพลายเออร์ คือ ผู้จัดจำหน่ายสินค้าให้กับคุณ ถือเป็นอีกส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการจัดการสต๊อกสินค้าหรือสินค้าคงคลัง แล้วคุณก็ต้องรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้เร็วพอ ไม่ว่าจะเป็นการเช็คสต๊อกอย่างสม่ำเสมอ, คืนสินค้าที่ขายไม่ค่อยออกเพื่อเคลียร์พื้นที่ให้กับสินค้าใหม่ ๆ, เติมสต๊อกสินค้าขายดี, แก้ไขปัญหาการผลิต หรือว่าเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บสินค้า คุณล้วนแต่จำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีและแน่นแฟ้นกับซัพพลายเออร์ทั้งนั้น เพราะนี่จะทำให้ซัพพลายเออร์ยินดีที่จะทำงานกับคุณ หรือแม้กระทั่งเต็มใจช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา

มากไปกว่านั้น คุณยังสามารถต่อรองกับซัพพลายเออร์ได้เมื่อต้องสั่งสต๊อกสินค้าในปริมาณน้อย จำไว้ว่า อย่ากลัวที่จะประนีประนอมกับผู้จัดซื้อ คุณจะได้ไม่ต้องสั่งสินค้ามากเกินจำเป็น

การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับซัพพลายเออร์ ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องทำตัวเป็นกันเองหรือว่าเข้าถึงง่ายเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการพูดคุยสื่อสารที่ชัดเจนและมั่นใจด้วย บอกให้พวกเขารู้ถึงความคาดหวังของคุณ เช่น คุณต้องการเพิ่มยอดขายในเดือนนั้น ๆ ซัพพลายเออร์จะได้เตรียมสต๊อกสินค้าได้ตรงตามที่คุณต้องการ หรือถ้าผลิตไม่ทันจริง ๆ คุณก็จะได้วางแผนโปรโมชั่นหรือหาสินค้าอื่นมาขายไปพลาง ๆ

4. วางแผนล่วงหน้า

มีหลายเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดคิดในการจัดการสต๊อกสินค้า ซึ่งปัญหาที่ว่านี้ก็อาจจะเป็น

  • ขายดีจนสินค้าขาดสต๊อก
  • ไม่มีกระแสเงินสดหรือเงินหมุนเวียนเมื่อคุณจำเป็นต้องซื้อสินค้าที่ต้องการ
  • พื้นที่ในโกดังไม่เพียงพอต่อการจัดเก็บสินค้าขายดีในช่วงเวลานั้น ๆ
  • คำนวณและนับสต๊อกสินค้าผิด ซึ่งทำให้มีสินค้าไม่พอต่อการขายหรือมีสินค้าบางรายการเยอะเกินไป
  • มีสินค้าที่ขายไม่ค่อยดีเยอะเกินไป ทำให้ไม่มีพื้นที่เพียงพอในการจัดเก็บสินค้าอื่น ๆ
  • ซัพพลายเออร์ไม่มีสินค้าและร้านคุณก็ต้องการสินค้านั้น
  • ซัพพลายเออร์เลิกผลิตสินค้าโดยไม่บอกล่วงหน้า

ที่จริงแล้วมันไม่ได้เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นหรอก แต่ช่วงเวลาที่ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นต่างหากที่ส่งผลเสียต่อคุณ ลองหาข้อมูลหรือคำนวณดูว่าร้านคุณมีความเสี่ยงตรงไหนบ้าง แล้วก็วางแผนเตรียมรับมือไว้ได้เลย เช่น ถ้าเกิดปัญหานี้ขึ้นจะรับมือยังไง ต้องใช้อะไรในการแก้ปัญหาบ้าง และปัญหาที่ว่านี้จะส่งผลกระทบต่ออะไรบ้าง เป็นต้น แล้วคุณจะเห็นด้วยว่าการวางแผนล่วงหน้าช่วยให้การจัดการสต๊อกสินค้าของคุณจะราบรื่นยิ่งขึ้น

ภาพจาก Unsplash

5. คาดการณ์ความต้องการให้แม่นยำ

สิ่งที่สำคัญที่สุดของการจัดการสต๊อกสินค้าก็คือ การคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำ เพราะแน่นอนว่าคุณไม่อยากมีสต๊อกสินค้ามากเกินไป หรือว่ามีสินค้าไม่เพียงพอต่อการขายแน่นอน และการคาดการณ์นี้ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยากเพราะมีหลายปัจจัยที่อาจทำให้การจัดการสต๊อกสินค้าไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ อีกอย่างคุณก็ไม่สามารถคำนวณทุกอย่างและนับสต๊อกสินค้าได้เป๊ะ ๆ แต่ทำได้แค่คำนวณให้ใกล้เคียงที่สุดก็เท่านั้น

ซึ่งต่อไปนี้ก็คือสิ่งที่คุณควรพิจารณาเมื่อต้องการคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าให้แม่นยำยิ่งขึ้น :-

  • เทรนด์การตลาด
  • เปรียบเทียบยอดขายในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว
  • อัตราการเติบโตในแต่ละปี
  • ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการของลูกค้าในแต่ละช่วง
  • เศรษฐกิจ
  • โปรโมชั่น
  • ค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาและการตลาด
  • ปัจจัยทางด้านการเมือง
  • กระแสสังคม
  • เทรนด์เทคโนโลยี

6. ควบคุมคุณภาพ

แม้ว่าจะมีฟีเจอร์นับสต๊อกสินค้าในระบบ POS เป็นตัวช่วยในการติดตามจำนวนสินค้าคงคลัง แต่คุณควรตรวจสอบคุณภาพของสินค้าในสต๊อกเป็นประจำ โดยให้พนักงานเช็คเพื่อดูว่ามีสินค้าไหนเสียหายหรือเปล่า

แล้วก็อย่าลืมเช็คอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าสินค้าของคุณอยู่ในสภาพสมบูรณ์ก่อนขายให้กับลูกค้า เช่น มีฉลากกำกับและกล่องไม่ขาดหรือบุบ เป็นต้น จะได้ไม่มีข้อผิดพลาดใด ๆ ในการควบคุมและติดตามสต๊อกสินค้า

คราวนี้เมื่อขายสินค้าให้กับลูกค้า ก็จะไม่มีปัญหาคืนเงินหรือคืนสินค้า แล้วยังทำให้ลูกค้าของคุณประทับใจในสินค้าอีกด้วย

ภาพจาก Pixabay

7. ใช้โปรแกรมการจัดการสต๊อกสินค้าที่ทำงานบน Cloud

ในปัจจุบันมีโปรแกรมการจัดการสต๊อกสินให้เลือกใช้งานเยอะมาก แล้วจะเลือกของแบรนด์ไหนหรือว่าซื้อจากผู้ให้บริการไหนดีละ ?

ง่าย ๆ เลย ก็เลือกระบบที่มีฟีเจอร์รายงานยอดขายแบบเรียลไทม์และการวิเคราะห์ข้อมูลสต๊อกสินค้าสิ คุณจะได้เข้าถึงข้อมูลร้านของคุณได้ทุกที่ทุกเวลา และถึงแม้จะไม่อยู่ร้านก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะคุณสามารเช็คสต๊อกสินค้าได้ทุกเมื่อตามต้องการ

และแน่นอนว่าระบบการจัดการสต๊อกสินค้าสโตร์ฮับของเรามีคุณสมบัติครบถ้วนตรงตามที่พูดมาทั้งหมด

แต่เท่านั้นยังไม่พอ เพราะฟีเจอร์นี้ยังเชื่อมต่อกับระบบคิดเงินสุดอัจฉริยะอย่าง POS ของเราด้วย ดังนั้นทุกครั้งที่คุณขายสินค้า ตัวระบบก็จะตัดสต๊อกให้แบบอัตโนมัติ

นอกจากนี้คุณยังจะได้รับรายงานสต๊อกในแต่ละวันและได้รับแจ้งเตือนเมื่อสต๊อกสินค้าเหลือน้อยโดยอัตโนมัติด้วย แล้วที่ดีไปกว่านั้นคือ คุณสามารถตั้งระดับการแจ้งเตือนสต๊อกสินค้าได้ แล้วระบบ POS สโตร์ฮับของเราจะส่งคำสั่งซื้อไปยังซัพพลายเออร์โดยอัตโนมัติเมื่อสต๊อกเหลือน้อยและต้องเติมสินค้า

ถ้าจะพูดง่าย ๆ ก็คือ คุณสามารถทำสิ่งต่อไปนี้ได้ง่าย ๆ ด้วยระบบของสโตร์ฮับ :-

  • ลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มเงินหมุนเวียน
  • ติดตามสต๊อกสินค้าได้แบบเรียลไทม์ ไม่ต้องเปิดคอมดูสต๊อกใน Excel อีกต่อไป
  • เข้าถึงสต๊อกสินค้าและวิเคราะห์ข้อมูลได้ด้วยอุปกรณ์ทุกชนิด ทุกที่ ทุกเวลา
  • คาดการณ์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้วางแผนสต๊อกสินค้าได้ง่าย
  • ป้องกันปัญหาสินค้าขาดตลาดหรือไม่พอต่อความต้องการของลูกค้า
  • ป้องกันปัญหาสต๊อกสินค้าเกิน
  • เชื่อมต่อโดยตรงกับระบบคิดเงินหน้าร้านหรือระบบ POS
  • ติดตามและควบคุมสต๊อกสินค้าได้รวดเร็ว เพียงแค่สแกนบาร์โค้ดและ SKU ของสินค้าแต่ละรายการเท่านั้น
  • จัดการและถ่ายโอนสต๊อกสินค้าไปยังหลายสาขาได้ง่าย ๆ 

ทีนี้ก็รู้แล้วใช่ไหมละว่าการจัดการสต๊อกสินค้านั้นสำคัญแค่ไหน แล้วทำไมถึงเป็นหัวใจหลักของร้านค้าปลีกและร้านอาหาร 

และถ้าอยากบริหารสต๊อกสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและแม่นยำยิ่งขึ้น ก็ต้องใช้ตัวช่วยอย่างระบบบขายหน้าร้านสุดอัจฉริยะ หรือที่เรารู้กันดีในชื่อของระบบ POS นั่นเอง เพราะเจ้าโปรแกรมคิดเงินสุดเจ๋งนี้มีกับฟีเจอร์โดน ๆ ที่จะทำให้การจัดการสต๊อกสินค้าและการบริหารร้านของคุณง่ายขึ้น ที่สำคัญระบบ POS สโตร์ฮับของเราก็ตอบโจทย์ข้อนี้ได้เป็นอย่างดี !

บริหารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพด้วยสโตร์ฮับ

StoreHub Point of Sales

คลิกที่นี่เพื่อดูว่าสโตร์ฮับสามารถช่วยคุณจัดการธุรกิจได้อย่างไร

Phaksornkan is a Thai Digital Content Writer who loves to exchange knowledge through different platforms.