Logo Image

New & Trending

New & Trending

5 ข้อห้าม ทำแล้วลูกค้าเท ยอดขายตก

5 ข้อห้าม ทำแล้วลูกค้าเท ยอดขายตก

5 ข้อห้าม ทำแล้วลูกค้าเท ยอดขายตก

10 เม.ย. 2568

5 ข้อห้าม ทำแล้วลูกค้าเท ยอดขายตก

ร้านค้าปลีกยุคใหม่ ขายดีไม่พอ ต้องขายใจด้วย

ลองนึกภาพง่ายๆ ว่า…
วันนี้ลูกค้าเดินเข้าร้านคุณ ซื้อของได้ครบทุกอย่างในราคาที่เขาพอใจ แต่กลับออกจากร้านไปพร้อมความรู้สึกว่า

  • พนักงานพูดไม่ดี

  • เจ้าของร้านไม่ยิ้ม

  • ไม่มีใครถามไถ่

  • หรือแย่กว่านั้น…เจอสถานการณ์ไม่โอเคแต่ไม่มีใครรับผิดชอบ

คุณคิดว่าลูกค้าจะอยากกลับมาซ้ำอีกไหม?

คำตอบคือ: ยากมาก

นี่คือความจริงสำคัญของร้านค้าปลีกยุคนี้ ในยุคที่มีตัวเลือกมากมาย ทั้งหน้าร้านและบนโลกออนไลน์ การหาสินค้าสามารถทำได้งานๆ และสินค้าก็มีรูปแบบที่เหมือนๆ กันไปหมดทุกร้าน ลูกค้าไม่ได้ซื้อแค่สินค้า แต่เขาซื้อ “ความรู้สึก” และ “ประสบการณ์” ร่วมไปด้วยเสมอ

ข้อมูลจาก HubSpot ชี้ว่า

  • 93% ของลูกค้า มีแนวโน้มจะกลับมาซื้อซ้ำ หากได้รับบริการที่ดี

  • และ 48% ของลูกค้า เปลี่ยนแบรนด์ เพราะอยากได้บริการที่ดีกว่า

หรือถ้าพูดกันแบบง่ายๆ คือ…
“ร้านไหนบริการดี = ลูกค้าอยู่ยาว”
“ร้านไหนบริการแย่ = ลูกค้าไปแบบไม่บอกลา”

แต่ปัญหาสำคัญที่เจ้าของร้านค้าปลีกส่วนใหญ่มักไม่รู้ตัว คือ…

ความผิดพลาดที่ทำให้ลูกค้าเท ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย แต่มันคือ “พฤติกรรมเล็กๆ” ที่ทำซ้ำๆ ทุกวันจนกลายเป็นสิ่งที่ผลักลูกค้าออกไปอย่างช้าๆ แบบที่เจ้าของร้านไม่รู้ตัว

ในบทความนี้ เราจะมาเจาะลึก “5 ข้อห้าม” ที่ถ้าร้านไหนยังเผลอทำอยู่บอกเลยว่า ลูกค้าเงียบ ลูกค้าเมิน ลูกค้าเท และยอดขาย…จะค่อยๆ ร่วงลงเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว

ข้อห้าม 1: พนักงานหน้าบูด ไม่ทัก ไม่ต้อนรับ

สิ่งเล็ก ๆ ที่ฆ่าบรรยากาศร้านแบบไม่รู้ตัว

ลองนึกภาพตัวเองเป็นลูกค้าดู… แล้วพอได้เดินเข้าร้านอยากเจออะไรเป็นอย่างแรก?

  • เจอรอยยิ้ม พร้อมคำทักทาย

  • เจอพนักงานที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ

  • หรือ…เจอ "หน้าบูดๆ" เหมือนไม่อยากขาย

การพบกันครั้งแรกเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นเหมือนการเปิดประตูใจของลูกค้า ขอบอกเลยว่า สำหรับลูกค้าหลายคน "บรรยากาศแรก" มันสำคัญกว่าสินค้าในร้านด้วยซ้ำ!

เพราะอะไร "หน้าบูด" ถึงอันตรายกับร้าน?

  • ลูกค้าไม่กล้าถามอะไรเลย เพราะหลัวจะโดนพนักงานเหวี่ยงใส่

  • เดินดูของแบบเกร็ง ๆ เพราะเดินเข้ามาในร้านแล้ว กลัวจะโดนมองแรงถ้าออกไปเลย

  • จำเป็นต้องซื้อ แต่สุดท้ายก็ตั้งใจว่าจะไม่กลับมาอีก 

  • หรืออย่างที่แย่ที่สุดคือ ถ่ายรูปโพสต์ด่าลงโซเชียล!

รู้ไหมว่า พฤติกรรมนี้เกิดขึ้นเยอะมากในร้านค้าไทย โดยเฉพาะร้านที่เจ้าของไม่อยู่หน้าร้านเอง แล้วปล่อยพนักงานให้ยืนเฝ้าร้านแบบ "ร่างกายอยู่ร้าน แต่ใจไม่อยู่แล้ว"

แล้วเจ้าของร้านควรทำยังไง?

1. ทำมาตรฐานบริการ (Service Script)

เช่น

  • "สวัสดีค่า เชิญเลือกชมได้เลยนะคะ"

  • "วันนี้มองหาอะไรเป็นพิเศษไหมคะ"

  • "สนใจสินค้าชิ้นไหนแจ้งได้นะคะ"

  • "วันนี้มีโปรโมชั่นพิเศษ สนใจแจ้งได้เลยนะคะ"

2. เทรน Service Mind

ต้องทำให้พนักงานทุกคนเข้าใจตรงกันว่า…

รอยยิ้ม = เงินเข้า
บริการดี = ลูกค้ากลับมา

ไม่ต้องทำเหมือนลูกค้าเป็นพระเจ้า แต่ต้องดูแลลูกค้าให้ดีเหมือนกับที่ตัวเราอยากได้รับการบริการ

3. เช็คฟีดแบคลูกค้าบ่อย ๆ

  • ผ่าน Line OA

  • ผ่าน QR Survey

  • หรือถามตรง ๆ "พนักงานดูแลโอเคไหมคะ?"

ข้อห้าม 2: การตอบคำถามแบบ "สั้น-ห้วน-ขัดอารมณ์"

เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คุณคิดลองนึกภาพดูว่า… คุณตื่นเช้า แวะร้านกาแฟประจำ อยากได้แค่ความสดชื่นเบาๆ ก่อนที่จะไปทำงานต่อหรือเข้าออฟฟิศ แต่พอเข้าไปเจอหน้าพนักงานนิ่งเฉย พูดจาแบบไม่ใส่ใจ เช่น…

  • "จะสั่งอะไรคะ?"

  • "มีมือมั้ยคะ? หลอดอยู่ตรงนั้น"

  • “สั่งดีๆ หน่อยค่ะ ฟังไม่รู้เรื่อง”

  • “อะไรอีกคะ? จะเอาอะไรอีก?”

หรือหนักกว่านั้น…ใช้คำพูดประชด ประชันแบบไม่รู้ตัว แค่นี้ ลูกค้าสะดุ้ง เงียบ และบอกตัวเองว่า…
“คราวหน้าจะไม่มาอีกแล้ว”

คำพูดแย่ = ทำลายใจลูกค้าแบบทันที

สิ่งที่น่ากลัวมากคือ… “ลูกค้าให้อภัยสินค้าพลาดได้ แต่ให้อภัยคำพูดไม่ดีได้ยากมาก”

เพราะมันไปกระทบกับ “อารมณ์” และ “ความรู้สึก” โดยตรง หลายครั้งร้านค้าสูญเสียลูกค้า ไม่ใช่เพราะของไม่ดี แต่เพราะคำพูดไม่ดีจากเจ้าของหรือพนักงานเพียงแค่ประโยคเดียว

ทำไมการตอบแบบ "สั้น-ห้วน" ถึงอันตราย?

  • ลูกค้ารู้สึกไม่ได้รับการใส่ใจ (ทั้งๆ ที่มาทุกวัน หรือมาตามรีวิว)

  • บางคนรู้สึกโดนดูถูก เหมือนมองไม่เห็นตัวเค้า

  • ลูกค้ารู้สึกเหมือนไม่ welcome ไม่ต้อนรับ

  • รู้สึกไม่อยากที่จะซื้อเลย ทั้งที่ตั้งใจมาที่ร้านเพื่อซื้อสินค้าที่มีในร้านนี้

  • หรือแย่ที่สุด…แคปไปโพสต์ด่าในโซเชียล!

วิธีแก้ปัญหาแบบง่ายที่สุด (แต่ร้านส่วนใหญ่ไม่ค่อยทำ)

  1. เทรน Empathy (การเข้าใจลูกค้า) ให้พนักงาน

  2. สร้าง Culture ร้าน “พูดดี คิดบวก”

  3. ฝึก Soft Skill เช่น วิธีตอบลูกค้า / วิธีตั้งคำถาม / วิธีขอโทษ

  4. มี Feedback Loop → ให้ลูกค้าให้คะแนนบริการหลังซื้อ

  5. ใช้ StoreHub CRM → บันทึกข้อมูลลูกค้า, พฤติกรรม, หมายเหตุเฉพาะตัวลูกค้า
    (เวลาเจอลูกค้าประจำ สามารถบริการได้แบบ Personalize)

ข้อห้าม 3: ขายของแบบยัดเยียด เกินความพอดี

เรียกได้ว่าเป็นเคสนี้เกิดขึ้นบ่อยมาก เพราะตัวเซลล์เองอยากเพิ่มยอดขายของร้านมากเกินไป หรือยอดขายเดือนนั้นตกมากและอยากเร่งยอดขายขึ้น เคสนี้มักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะร้านประเภทความงาม เช่น ร้านเครื่องสำอาง หรือร้านสกินแคร์ ที่ลูกค้าเดินเข้ามาในร้านแบบตั้งใจจะซื้อของเพียง 1 ชิ้น แต่เซลล์มักจะพยายามดันขายให้ซื้อสินค้าอื่นๆ พ่วงไปด้วย หรือพยายามชี้ถึงปัญหาเพิ่มเติมของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าซื้อของเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น…

ลูกค้าหญิงคนหนึ่ง เดินเข้าไปที่ร้านเครื่องสำอาง อยากจะซื้อแค่ลิปสติกแท่งเดียว แต่พนักงานกลับบอกว่า…

"ถ้าซื้อครบ 5 ชิ้น จะได้โปรพิเศษนะคะ"
"เอาชุดนี้เพิ่มมั้ยคะ มันขายดีมากเลย”
"ซื้อแค่ลิปเดียวไม่คุ้มค่าโปรนะคะ"
"หน้าคุณลูกค้ามีปัญหาเรื่องฝ้าใช่มั้ยคะ สนใจรับครีมตัวนี้เพิ่มมั้ยคะ"

สุดท้ายลูกค้ารู้สึกกดดัน อึดอัด รำคาญ
จากที่อยากซื้อ → กลายเป็นไม่อยากซื้อ
เดินออกจากร้านแบบรู้สึกแย่ และอาจจะไม่กลับมาอีกเลย

ความอันตรายของการ "ขายของแบบยัดเยียด เกินความพอดี"

“ขายได้วันนี้…แต่เสียลูกค้าไปตลอดไป”
คือสิ่งที่เจ้าของร้านหลายคนไม่รู้ตัว

เพราะเวลาเราเร่งขายมากเกินไป หรือพยายามยัดเยียดสินค้าให้ลูกค้า ทั้งที่ลูกค้าไม่ได้อยากได้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมันไม่ได้กระทบแค่ยอดขายเฉพาะหน้า แต่ยังกระทบไปถึง “ความรู้สึก” และ “ความสัมพันธ์” ระหว่างร้านกับลูกค้าโดยตรง

  • ลูกค้ารู้สึก "โดนบังคับ" มากกว่า "โดนดูแล"
    ซึ่งลูกค้าจะป้องกันตัวเองทันที โดยการหนีออกจากร้าน

  • ลูกค้าเสีย "ความเชื่อใจ" ทันที
    เพราะลูกค้าจะแค่รู้สึกว่า "โดนหลอกให้ซื้อเกินเพื่อทำยอด"

  • ลูกค้าไม่กลับมาอีกเลย
    มาแล้วเหมือนโดนกดดัน ต้องทำยอด ต้องซื้อเยอะ เลยเลือกที่ไม่มาดีกว่า

  • ไปเล่าประสบการณ์ให้คนอื่นฟังหรือโพสต์ลงโซเชี่ยล
    ประสบการณ์ไม่ดี แพร่กระจายเร็วมาก การที่จะแก้ไขก็อาจจะทำได้ยากขึ้นด้วย

วิธีแก้ไขแบบร้านยุคใหม่ควรทำ

1. ฟังลูกค้าให้เยอะกว่าพูด

  • ตั้งคำถาม เช่น “วันนี้อยากได้แบบไหนคะ?”

  • หรือ “เคยใช้ตัวนี้มาก่อนมั้ยคะ?”

  • ฟังแล้วจับสัญญาณว่า ลูกค้าต้องการอะไร

2. ไม่เร่งขาย ยิ่งดูจริงใจ ยิ่งขายได้

  • เสนอแค่สิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆ เท่านั้น

  • ถ้าจะเสนอเพิ่ม ต้องมีเหตุผลที่ดี เช่น “ตัวนี้ใช้คู่กันแล้วติดทนนานขึ้นนะคะ”

3. ใช้ข้อมูลลูกค้าให้เป็น

  • ถ้าร้านมีระบบที่เอาไว้เก็บข้อมูลของลูกค้า เช่น StoreHub → ก็จะรู้เลยว่า ลูกค้าคนนี้เคยซื้ออะไรบ่อย

  • ซื้อสินค้าชิ้นไหนไปนานแล้ว และน่าจะใช้หมดแล้วบ้าง

  • หรือปกติซื้อแค่ชิ้นเดียวเป็นประจำ

การมีข้อมูลลูกค้าแบบนี้จะช่วยให้พนักงานหน้าร้านสามารถปรับวิธีขายเฉพาะบุคคล (Personalized Sale) และแนะนำสินค้าได้ดีมากขึ้น โดยไม่ต้องพยายามยัดเยียดสินค้าที่ลูกค้าไม่ต้องการ

ข้อห้าม 4: สินค้ามีปัญหา แต่ไม่รับผิดชอบ

ต้องบอกว่าปัญหาสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แต่เรื่องจริงที่ทำให้ลูกค้าไม่พอใจมากที่สุด คือ…
"ท่าทีของร้านในการรับมือกับปัญหา"

โดยเหตุการณ์ที่เรามักจะเห็นกันบ่อยที่สุด คือ

ลูกค้าไปทานอาหารที่ร้านอาหาร แล้วได้อาหารไม่ตรงกับออเดอร์ที่ส่งไป
เลยแจ้งพนักงานอย่างสุภาพว่า "ขอโทษนะคะ อันนี้เราไม่ได้สั่ง เสิร์ฟผิดโต๊ะหรือเปล่า"
แต่พนักงานก็ตอบกลับว่า "สั่งผิดเองหรือเปล่า เช็คดูดีๆ "

ต้องบอกว่าเหตุการณ์นี้ ร้าน GAMEOVER ทันที

ก่อนอื่นต้องทำให้พนักงานเข้าใจตรงกันก่อนว่า
ลูกค้าบ่น…ไม่ใช่ศัตรู แต่คือโอกาส

เชื่อเถอะว่าลูกค้าส่วนใหญ่ไม่อยาก complain หรอก
เพราะไม่มีใครอยากเสียเวลามานั่งบ่น หรือเป็น "ลูกค้าขี้วีน"
แต่เวลาที่ลูกค้าพูดออกมา = เพราะเขาคาดหวังอะไรบางอย่างจากร้านคุณ

ยังมีทางแก้ไข
ยังมีความหวัง
ยังอยากได้คำตอบ
ยังอยากให้คุณแก้ไข

ตัวอย่างคำพูดต้องห้าม ที่เจ้าของร้านไทยชอบพูดเวลาโดนบ่น

  • "ก็ลูกค้าทำ/สั่งเองนี่คะ"

  • "ร้านอื่นก็เป็นแบบนี้นะคะ"

  • "กฎร้านมันก็แบบนี้"

  • "ไม่มีใครบ่นเลย มีคุณคนเดียว"

  • "ปกติก็ไม่มีปัญหา มีแต่คุณนี่แหละ"

ฟังดูแล้วเหมือนแก้ตัว กยเอาเหตุผลขึ้นมาพูด…แต่จริงๆ สำหรับลูกค้า การพูดแบบนี้เหมือนเป็นการไล่ลูกค้าออกทางอ้อม อารมณ์ก็ไปร้านอื่นสิ จะมาร้านนี้ทำไม

จำไว้เลย! ลูกค้าที่ Complain = ลูกค้าที่รักร้านคุณมากกว่าคนเงียบๆ

เพราะคนที่แย่จริง…คือคนที่ "เงียบ แล้วไม่กลับมาอีกเลย"
และที่หนักกว่านั้น… "เงียบ…แต่แคปไปด่าลง Facebook / TikTok / Pantip"

แล้วเจ้าของร้านควรตอบแบบไหนถึงจะ win ใจลูกค้า?

เทคนิค 3 ขั้นตอนทองเวลาเจอลูกค้า Complain

ขั้นตอน

ตัวอย่างคำพูด

1. รับฟังเต็มที่แบบ  100% โดยไม่โต้แย้ง
จากนั้นขอโทษแบบจริงใจ

"ขอโทษจริงๆ ค่ะ ที่ทำให้ไม่สะดวกใจ"
"ขอโทษค่ะ เดี๋ยวจัดการให้ทันทีนะคะ"

2. แสดงความเข้าใจ ทำให้รู้สึกว่าเราเป็นพวกเดียวกัน

"เข้าใจเลยค่ะ ว่าเจอสถานการณ์แบบนี้คงไม่โอเคแน่ๆ"

3. เสนอทางออก พร้อมปิดท้ายด้วยประโยคดีๆ

"เดี๋ยวเราจะรีบแก้ไขให้นะคะ / มีอะไรให้ช่วยเพิ่มเติมแจ้งได้เลยค่ะ"
"ขอบคุณที่แจ้งนะคะ ทางร้านจะได้ปรับปรุงเลย"

เคล็ดลับขั้นสูง : เปลี่ยนวิกฤต Complain ให้เป็นโอกาส WOW!

ทำอะไรได้บ้าง

ผลลัพธ์ที่ได้

ขอโทษ + แถมโปรหรือส่วนลด

ลูกค้าประทับใจ

แก้ไขทันที + ดูแลต่อเนื่อง

ลูกค้ากลับมาอีก

ติดตามหลังจบเรื่อง

ลูกค้ารู้สึกสำคัญ

ข้อห้าม 5: ไม่มีบริการหลังการขาย ขายแล้วจบ

ขายเก่งแค่ไหน ถ้าหายไปหลังขาย = ลูกค้าก็ลืม

หลายร้านในไทย ชอบทุ่มสุดตัวกับแค่ "ตอนขาย"

  • บริการดี

  • ตอบเร็ว

  • ดูแลเต็มที่

แต่พอลูกค้าจ่ายเงินปุ๊บ = หายตัว

  • No Line

  • No Follow up

  • No ติดต่อ

  • No Care

สุดท้ายลูกค้าจะรู้สึกว่า…
"ร้านนี้…เห็นเราแค่ตัวเงิน ไม่ได้เห็นว่าเราเป็นคนสำคัญ"
แล้วลูกค้าก็จะเปลี่ยนไปซื้อร้านอื่นทันที โดยไม่รู้สึกผิดอะไรเลย

ทำไม After Service หรือ CRM ถึงสำคัญ?

After Service คือ "ช่วงเวลาทอง" ในการเปลี่ยนลูกค้าขาจร → เป็นลูกค้าประจำ

เพราะธุรกิจยุคนี้ มันไม่ได้แข่งแค่ "ใครขายได้"
แต่มันแข่งกันที่ "ใครทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นคนสำคัญได้มากกว่า"

ลูกค้าชอบร้านที่ "ใส่ใจ" มากกว่าร้านที่ "ถูกสุด"

และนี่คือความจริงที่เจ้าของร้านไทยหลายคน "พลาดหนัก" ที่ปล่อยลูกค้าเงียบ หาย ลืม จนไปซื้อร้านอื่น

วิธีดูแลลูกค้าหลังการขายแบบมืออาชีพ

  1. มีระบบเก็บข้อมูลลูกค้า (CRM)

  2. ทำ Loyalty Program → สะสมแต้ม / แลกรางวัล / สิทธิพิเศษ

  3. ส่ง SMS Marketing อัปเดตข่าวสารหรือโปรโมชั่นเฉพาะลูกค้าเก่า

  4. เช็ก Feedback หลังการซื้อ

  5. มีข้อความขอบคุณ หรือข้อความวันเกิด

  6. ทำโปรเฉพาะลูกค้าขาประจำเท่านั้น

เทคนิคทำ CRM ให้ร้านค้าดูแพงขึ้น (แบบไม่ต้องลงทุนเยอะ)

ทำอะไร

ผลลัพธ์

ส่งโปรส่วนตัว

ลูกค้ารู้สึก VIP

ทักหาลูกค้าเก่า

ลูกค้ารู้สึกคิดถึงร้าน

ทำ Point สะสมแต้ม

กระตุ้นซื้อซ้ำ

แจกของวันเกิด

ลูกค้ารู้สึก wow

สรุปเนื้อหา : 5 ข้อห้าม ทำแล้วลูกค้าเท ยอดขายตก

บทความนี้ต้องการเตือนเจ้าของร้านค้าในไทยทุกคนว่า…
"การขายดีอย่างเดียวไม่พอ" แต่ต้อง "บริการดี + ใส่ใจลูกค้า" ด้วย
เพราะลูกค้าสมัยนี้ไม่ได้เลือกแค่ร้านที่ราคาถูก แต่เลือก "ร้านที่ให้ความรู้สึกดี" ด้วย

สรุปให้เข้าใจกันง่ายๆ ก็คือ

  • ลูกค้าไม่ได้ซื้อแค่สินค้า → ลูกค้าซื้อ "ประสบการณ์" และ "ความรู้สึก"

  • ขายดีแค่ครั้งเดียวไม่พอ → ต้องให้ลูกค้าอยากกลับมาซ้ำ

ดังนั้น ร้านควรใส่ใจ 5 พฤติกรรมต้องห้าม ที่เจ้าของร้านไทยมักทำแบบไม่รู้ตัว
และกำลังเป็นต้นเหตุทำให้ "ลูกค้าเท ยอดขายตก" แบบเงียบๆ 

คีย์เวิร์ดสำคัญของการบริการลูกค้าในยุคนี้คือ

"ยิ้ม - ทัก - ตอบดี - ใส่ใจ - ดูแลหลังการขาย"

ร้านที่ทำแบบนี้ได้…
→ ลูกค้าไม่อยากไปไหน
→ ลูกค้าอยู่ยาว
→ ยอดขายโตแบบมั่นคง

ทดลองใช้ระบบ POS จาก StoreHub ระบบที่จะช่วยให้เจ้าของร้านค้าจัดการร้านได้ง่ายขึ้น

Related Posts

คุยกับผู้เชี่ยวชาญของเรา

ใช้งานง่าย
สำหรับทุกคน

ปลอดภัยและมั่นคง
การทำธุรกรรม

รวมเข้ากับ
แพลตฟอร์มต่างๆ

ได้รับความไว้วางใจจากธุรกิจมากกว่า 18,000 แห่งทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทดลองใช้งาน รับคำแนะนำระบบและแพ็คเกจราคาที่เหมาะกับธุรกิจคุณ

นัดหมายพูดคุย 30 นาทีกับทีมขายของเรา เพียงกรอกแบบฟอร์มด้านล่าง

คุยกับผู้เชี่ยวชาญของเรา

ใช้งานง่าย
สำหรับทุกคน

ปลอดภัยและมั่นคง
การทำธุรกรรม

รวมเข้ากับ
แพลตฟอร์มต่างๆ

ได้รับความไว้วางใจจากธุรกิจมากกว่า 18,000 แห่งทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทดลองใช้งาน รับคำแนะนำระบบและแพ็คเกจราคาที่เหมาะกับธุรกิจคุณ

นัดหมายพูดคุย 30 นาทีกับทีมขายของเรา เพียงกรอกแบบฟอร์มด้านล่าง

คุยกับผู้เชี่ยวชาญของเรา

ใช้งานง่าย
สำหรับทุกคน

ปลอดภัยและมั่นคง
การทำธุรกรรม

รวมเข้ากับ
แพลตฟอร์มต่างๆ

ได้รับความไว้วางใจจากธุรกิจมากกว่า 18,000 แห่งทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทดลองใช้งาน รับคำแนะนำระบบและแพ็คเกจราคาที่เหมาะกับธุรกิจคุณ

นัดหมายพูดคุย 30 นาทีกับทีมขายของเรา เพียงกรอกแบบฟอร์ม

Logo Image

StoreHub เป็นระบบการจัดการร้านค้าแบบ all-in-one ขับเคลื่อนกว่า 18,000+ ธุรกิจร้านค้า ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก เสื้อผ้า เครื่องประดับ และ ธุรกิจบริการ

Logo Image

StoreHub เป็นระบบการจัดการร้านค้าแบบ all-in-one ขับเคลื่อนกว่า 18,000+ ธุรกิจร้านค้า ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก เสื้อผ้า เครื่องประดับ และ ธุรกิจบริการ

Logo Image

StoreHub เป็นระบบการจัดการร้านค้าแบบ all-in-one ขับเคลื่อนกว่า 18,000+ ธุรกิจร้านค้า ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก เสื้อผ้า เครื่องประดับ และ ธุรกิจบริการ