Features
POS (Point of Sale แปลว่าจุดขาย) คือระบบขายหน้าร้านที่ใช้คิดเงิน รับชำระเงิน และออกใบเสร็จ พร้อมบันทึกทุกรายการขายไว้ ระบบจึงตัดสต็อกและสรุปยอดขายให้เจ้าของร้านได้ ระบบ POS มี 2 ส่วน คือโปรแกรมขายหน้าร้าน กับเครื่อง POS และอุปกรณ์ต่อพ่วง เช่น iPad หรือแท็บเล็ต Android และเครื่องพิมพ์ใบเสร็จ
ระบบ POS ทำอะไรได้บ้าง
คิดเงินและรับชำระได้หลายแบบ ทั้งเงินสด QR และบัตร
ออกใบเสร็จให้ลูกค้า ทั้งแบบพิมพ์และแบบอิเล็กทรอนิกส์
ตัดสต็อกทุกครั้งที่ขาย และบอกได้ว่าสินค้าไหนใกล้หมด
สรุปยอดขาย สินค้าขายดี และเงินที่ควรมีในลิ้นชักแต่ละวัน
เก็บข้อมูลลูกค้าและแต้มสะสมของสมาชิก
ดูยอดขายแยกตามพนักงานและแยกตามสาขา
ร้านอาหารที่รับทั้งลูกค้านั่งทานและเดลิเวอรี คาเฟ่ที่มีเครื่องดื่มหลายสิบเมนู ร้านเสื้อผ้าที่มีหลายไซส์หลายสี ไปจนถึงมินิมาร์ทที่มีสินค้าเป็นพันรายการ ต่างใช้ระบบ POS เพื่อตอบคำถามชุดเดียวกัน คือวันนี้ขายอะไรไป เงินตรงไหม และของเหลือเท่าไหร่ บทความนี้อธิบายส่วนประกอบของระบบ POS เทียบเครื่องคิดเงินธรรมดากับ POS แต่ละแบบ ค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียม และวิธีเลือกให้เหมาะกับร้าน
เนื้อหาทั้งหมด
POS ย่อมาจากอะไร และต่างจากเครื่องคิดเงินยังไง
ระบบ POS ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?
ระบบ POS มีกี่แบบ?
ระบบ POS ทำงานยังไง และช่วยเจ้าของร้านได้แค่ไหน?
เลือกใช้ระบบ POS ยังไงให้เหมาะกับธุรกิจคุณ?
ตัวอย่างการใช้งานระบบ POS ในธุรกิจประเภทต่างๆ
ข้อดีและข้อเสียของการใช้ระบบ POS
ระบบ POS ราคาเท่าไหร่?
ระบบ POS แยกตามประเภทธุรกิจ
POS ย่อมาจากอะไร และต่างจากเครื่องคิดเงินยังไง
POS ย่อมาจาก Point of Sale อ่านว่า พี-โอ-เอส แปลตรงตัวว่า "จุดขาย" คือจุดที่ลูกค้าจ่ายเงินในร้าน ส่วนระบบ POS ในไทยมีชื่อเรียกหลายแบบ เช่น ระบบขายหน้าร้าน โปรแกรม POS เครื่อง POS เครื่องคิดเงิน POS หรือระบบแคชเชียร์ ทั้งหมดหมายถึงระบบเดียวกัน
แต่ก่อนจุดคิดเงินส่วนใหญ่ใช้เครื่องคิดเงินธรรมดา ซึ่งบอกได้แค่ยอดรวมและพิมพ์ใบเสร็จใบเล็ก เจ้าของร้านจึงต้องนับสต็อกและทำบัญชีเองทีหลัง ส่วนระบบ POS มีโปรแกรมทำงานอยู่ที่จุดคิดเงิน ทุกครั้งที่ขาย ระบบจะเก็บว่าขายอะไร กี่ชิ้น ราคาเท่าไหร่ ใครเป็นคนขาย และลูกค้าจ่ายด้วยวิธีไหน ข้อมูลเหล่านี้นำไปใช้ต่อได้ทั้งเรื่องสต็อก สมาชิก และการดูแลพนักงาน
ตอนปิดร้านแต่ละวัน ระบบ POS ยังเช็กได้ว่ายอดขายในระบบตรงกับเงินในลิ้นชักหรือไม่ เจ้าของร้านจึงรู้ทันทีว่าเงินขาดหรือเกิน
ตัวอย่างการใช้งานจริง:
ร้านอาหาร: ระบบ POS ร้านอาหารหลายระบบตัดวัตถุดิบตามสูตรของแต่ละเมนู เจ้าของร้านจึงเห็นว่าใช้วัตถุดิบไปเท่าไหร่ และเมนูไหนขายได้กี่บาท
ร้านค้าปลีก เช่น ร้านเสื้อผ้า: ระบบตัดสินค้าออกจากสต็อกทันทีหลังขาย บอกได้ว่าขายไซส์ไหน สีอะไร กี่ตัว และยอดขายรวมเท่าไหร่ ดูตัวอย่างรายงานการขายที่ใช้ตัดสินใจเรื่องสินค้าได้
ระบบ POS ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?

ระบบ POS แบ่งได้ 2 ส่วน คือซอฟต์แวร์ (โปรแกรมขายหน้าร้าน) และฮาร์ดแวร์ (เครื่อง POS กับอุปกรณ์ที่ต่อพ่วง) สองส่วนนี้ทำงานคู่กัน
ส่วนของโปรแกรม POS หรือซอฟต์แวร์ (Software)
ซอฟต์แวร์คือหัวใจของระบบ POS เพราะเป็นส่วนที่เก็บข้อมูลของร้าน เช่น
จากข้อมูลเหล่านี้ เจ้าของร้านดูได้ว่าลูกค้าประจำชอบเมนูไหน ลูกค้าคนไหนซื้อมากที่สุด และสินค้าไหนขายดีหรือขายไม่ออก ระบบรุ่นใหม่หลายระบบเก็บข้อมูลไว้บนคลาวด์ จึงเปิดดูจากมือถือหรือคอมพิวเตอร์ได้ทุกที่
ส่วนของเครื่อง POS หรือฮาร์ดแวร์ (Hardware)
เครื่อง POS คืออุปกรณ์ที่ติดตั้งโปรแกรมขายหน้าร้าน รวมถึงอุปกรณ์ที่ต่อพ่วงอยู่ที่จุดคิดเงิน เลือกได้ตามลักษณะงานของร้าน ดังนี้
คอมพิวเตอร์และจอภาพ: ใช้กับระบบ POS แบบเดิมที่ติดตั้งโปรแกรมลงคอมพิวเตอร์ บางร้านใช้จอสัมผัส
iPad: ระบบ POS รุ่นใหม่หลายระบบใช้งานบน iPad ได้ จอสัมผัส น้ำหนักเบา ย้ายที่ง่าย และไม่กินพื้นที่เคาน์เตอร์
แท็บเล็ตหรือเครื่อง POS Android: ใช้งานคล้าย iPad บางรุ่นมี 2 หน้าจอ (ฝั่งพนักงานและฝั่งลูกค้า) และมีเครื่องพิมพ์ใบเสร็จในตัว
เครื่องพิมพ์ใบเสร็จ: ส่วนใหญ่เป็นแบบความร้อน ไม่ต้องใช้หมึก
เครื่องสแกนบาร์โค้ด: อ่านบาร์โค้ดสินค้า เหมาะกับร้านที่มีสินค้าหลายรายการ
ลิ้นชักเก็บเงิน: ต่อกับเครื่องพิมพ์ใบเสร็จ และเปิดเมื่อคิดเงินเสร็จ
จอแสดงราคาฝั่งลูกค้า: ให้ลูกค้าเห็นรายการ ราคา และเงินทอน
เครื่องรับบัตร: สำหรับร้านที่รับบัตรเครดิตและเดบิต
ไม่จำเป็นต้องมีครบทุกชิ้น ร้านอาหารหลายร้านไม่ต้องใช้เครื่องสแกนบาร์โค้ด และถ้าใช้ระบบ POS บน iPad หรือแท็บเล็ต ก็ไม่ต้องมีคอมพิวเตอร์และจอแยก ร้านที่เพิ่งเริ่มใช้ระบบอาจใช้แค่แท็บเล็ต 1 เครื่องกับเครื่องพิมพ์ใบเสร็จก่อน แล้วค่อยเพิ่มอุปกรณ์เมื่องานมากขึ้น
ระบบ POS มีกี่แบบ?
แบ่งประเภทได้ 2 แบบ คือแบ่งตามอุปกรณ์ที่ใช้หน้าร้าน และแบ่งตามชนิดของโปรแกรม
เครื่องคิดเงินธรรมดา กับ POS บน iPad/Android และ POS แบบเดิม ต่างกันยังไง
ถ้าแบ่งตามอุปกรณ์ ร้านส่วนใหญ่จะเลือกระหว่าง POS บน iPad หรือแท็บเล็ต Android กับ POS แบบเดิมที่ติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ ในตารางนี้มีเครื่องคิดเงินธรรมดาไว้เทียบด้วย เพราะหลายร้านเริ่มต้นจากเครื่องคิดเงินก่อน
เรื่องที่เทียบ | เครื่องคิดเงินธรรมดา | POS บน iPad/Android | POS แบบเดิม (คอมพิวเตอร์) |
|---|---|---|---|
ข้อมูลที่บันทึก | ยอดรวมและใบเสร็จ | ทุกรายการขาย สินค้า สมาชิก และพนักงาน | ทุกรายการขาย ข้อมูลอื่นขึ้นกับโปรแกรม |
สต็อก | ต้องนับเอง | ตัดทุกครั้งที่ขาย | ตัดได้ แต่ดูได้เฉพาะที่เครื่องในร้าน |
ดูยอดขายนอกร้าน | ไม่ได้ | ดูผ่านมือถือได้ | ส่วนใหญ่ต้องดูที่ร้าน |
หลายสาขา | แยกกันทุกสาขา | ดูรวมในระบบเดียว | ต้องรวมข้อมูลเอง หรือติดตั้งระบบเพิ่ม |
ตอนเน็ตหลุด | ไม่ใช้เน็ต | หลายระบบขายต่อได้ แล้วส่งข้อมูลขึ้นระบบทีหลัง | ขายได้โดยไม่ต้องใช้เน็ต |
ใช้พื้นที่เคาน์เตอร์ | น้อย | น้อย | มาก (คอมพิวเตอร์ จอ และอุปกรณ์ต่อพ่วง) |
ค่าใช้จ่าย | จ่ายค่าเครื่องครั้งเดียว | ค่าโปรแกรมรายปีหรือรายเดือน และค่าอุปกรณ์ | ค่าโปรแกรมซื้อขาด ค่าคอมพิวเตอร์ และค่าดูแลระบบ |
เหมาะกับ | ร้านที่ขายไม่กี่อย่าง ไม่ต้องดูสต็อก | ร้านที่อยากเห็นยอดขายและสต็อกทุกวัน | ร้านที่มีคอมพิวเตอร์และคนดูแลระบบอยู่แล้ว |
ถ้าร้านขายสินค้าไม่กี่อย่างและไม่ต้องตามสต็อก เครื่องคิดเงินธรรมดายังใช้ได้ แต่เมื่อสินค้าเริ่มมีหลายรายการ มีพนักงานหลายคน หรือคิดจะเปิดสาขาที่สอง POS บน iPad หรือ Android จะบอกข้อมูลที่เครื่องคิดเงินธรรมดาบอกไม่ได้ อ่านการเทียบเครื่องคิดเงินกับระบบ POS แบบละเอียดเพิ่มเติม
POS ที่เป็นโปรแกรมเก็บเงินหน้าร้านโดยเฉพาะ (Point of Sale)
ถ้าแบ่งตามชนิดของโปรแกรม แบบแรกคือโปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่องานขายหน้าร้านโดยเฉพาะ หน้าจอเรียบง่าย ไม่มีศัพท์บัญชี พนักงานเรียนรู้ได้เร็ว เหมาะกับร้านที่เจ้าของดูแลเอง หรือร้านที่จ้างสำนักงานบัญชีภายนอกทำบัญชีและยื่นภาษีให้
โปรแกรมบัญชีที่มีส่วนขายหน้าร้าน (Accounting Software)
แบบที่สองคือโปรแกรมบัญชีที่เพิ่มหน้าจอขายหน้าร้านเข้ามา สังเกตได้จากเมนูที่มีศัพท์บัญชี เช่น ใบเสนอราคา เจ้าหนี้ ลูกหนี้ หรือระบบเช็คธนาคาร ใช้งานยากกว่าและมีขั้นตอนมากกว่า เหมาะกับบริษัทที่มีฝ่ายบัญชีของตัวเอง และทำงบการเงินกับยื่นภาษีเอง

สรุปให้เลือกง่ายขึ้น:
ร้านทั่วไป: ใช้โปรแกรมขายหน้าร้านโดยเฉพาะ
บริษัทที่จ้างสำนักงานบัญชีภายนอก: ใช้โปรแกรมขายหน้าร้าน แล้วส่งรายงานยอดขายให้สำนักงานบัญชี
บริษัทที่มีฝ่ายบัญชีเอง: ใช้โปรแกรมบัญชีที่มีส่วนขายหน้าร้าน หรือโปรแกรมขายหน้าร้านที่เชื่อมกับโปรแกรมบัญชี
ระบบ POS ทำงานยังไง และช่วยเจ้าของร้านได้แค่ไหน?
ระบบ POS ทำงานเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งหน้าร้านคือจุดคิดเงินที่พนักงานใช้ ส่วนฝั่งหลังร้าน (BackOffice) คือหน้าจอที่เจ้าของร้านใช้ตั้งค่าสินค้า ราคา โปรโมชั่น และดูรายงาน ทุกบิลที่ขายหน้าร้านจะไปรวมอยู่ที่หลังร้าน งานหลักของระบบมี 4 ส่วน:
การขายหน้าร้าน: บันทึกการขาย รับชำระเงิน และพิมพ์ใบเสร็จ ลดการคิดเงินผิด
การจัดการสต็อกสินค้า: ติดตามจำนวนสินค้า และเตือนเมื่อถึงเวลาสั่งเพิ่ม
การจัดการพนักงาน: ดูเวลาเข้างาน ยอดขาย และการทำงานของพนักงานแต่ละคน
การวิเคราะห์ข้อมูล: สรุปยอดขายและพฤติกรรมการซื้อของลูกค้า เพื่อวางแผนสินค้าและโปรโมชั่น
ประโยชน์ที่เจ้าของร้านได้จากระบบ POS มีดังนี้
1. เช็กยอดขายได้ทุกวัน
รู้ว่าวันนี้ขายได้เท่าไหร่ สินค้าไหนขายดี สินค้าไหนขายไม่ออก แล้วใช้ข้อมูลนี้วางแผนสั่งของรอบถัดไป หรือจัดโปรโมชั่นให้สินค้าที่ค้างอยู่
2. ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินหาย
ระบบเก็บทุกบิลไว้ เมื่อปิดร้าน เจ้าของร้านเทียบยอดในระบบกับเงินในลิ้นชักได้ทันที ถ้ามีการยกเลิกบิลหรือให้ส่วนลด หลายระบบก็ย้อนดูได้ว่าพนักงานคนไหนเป็นคนทำ
3. บริการลูกค้าได้เร็วขึ้น
ร้านอาหารส่งออเดอร์เข้าครัวผ่านจอแสดงออเดอร์ในครัว (KDS)แทนการเดินถือใบออเดอร์ และเรียกลูกค้าตามเลขออเดอร์ได้ ส่วนร้านค้าปลีกสแกนบาร์โค้ดแทนการกดราคาเอง ระบบคำนวณเงินทอนให้ คิวที่เคาน์เตอร์จึงสั้นลง
4. รู้ก่อนของหมด
ระบบ POS ส่วนใหญ่ให้ตั้งจุดเตือนของสินค้าแต่ละรายการได้ เมื่อสต็อกเหลือน้อย ร้านจึงสั่งของได้ทันเวลา และไม่ต้องสต็อกเกินจนเงินจม
5. วางแผนโปรโมชั่นจากข้อมูลจริง
เมื่อรู้ว่าเมนูไหนหรือสินค้าไหนเหลือมาก ก็จัดโปรโมชั่นระบายของได้ตรงจุด และดูผลได้จากยอดขายหลังจัด
6. ดูความเคลื่อนไหวของร้านได้แม้ไม่อยู่ร้าน
ระบบ POS บนคลาวด์ให้เจ้าของร้านเปิดดูยอดขายผ่านมือถือหรือแท็บเล็ตได้ทุกที่ เหมาะกับเจ้าของที่ดูแลหลายร้านหรือไม่ได้อยู่หน้าร้านทุกวัน
7. รวมออเดอร์เดลิเวอรีไว้ในระบบเดียว
ถ้าระบบ POS รับออเดอร์เดลิเวอรีเข้าระบบเดียวกับหน้าร้าน ร้านอาหารที่ขายผ่านแอปเดลิเวอรีจะเห็นยอดขายทุกช่องทางในที่เดียว และสต็อกก็ตัดตรงกัน อ่านเพิ่มเรื่องระบบ POS ร้านอาหาร
เลือกใช้ระบบ POS ยังไงให้เหมาะกับธุรกิจคุณ?
ก่อนตัดสินใจ ควรเช็กเกณฑ์หลัก 5 ข้อด้านล่าง คือลักษณะธุรกิจ ขนาดธุรกิจ บริการหลังการขาย ค่าใช้จ่าย และเรื่องภาษี ถ้าต้องการเทียบแบบละเอียดทีละขั้น อ่านต่อได้ที่วิธีเลือกระบบ POS ตัวไหนดี ให้เหมาะกับร้าน

ดูจากลักษณะธุรกิจ
ร้านค้าปลีก
ฟีเจอร์ที่ควรเช็ก: จำนวนสินค้าที่รองรับ การจัดการสต็อกแบบละเอียด (เช่น แยกไซส์และสี) การขายด้วยบาร์โค้ด ช่องทางรับชำระเงิน การคิดเงินหลายจุด และการเชื่อมกับช่องทางขายออนไลน์
ร้านอาหารและคาเฟ่
ฟีเจอร์ที่ควรเช็ก: การรับออเดอร์แยกโต๊ะ การสั่งอาหารผ่าน QR Code การแยกเครื่องพิมพ์ครัว การรับออเดอร์เดลิเวอรี และการตัดวัตถุดิบตามสูตร
ธุรกิจบริการ
ฟีเจอร์ที่ควรเช็ก: การบันทึกประวัติการใช้บริการของลูกค้าแต่ละคน การขายบริการคู่กับสินค้าในบิลเดียว และระบบสมาชิกหรือสะสมแต้ม
ดูจากขนาดธุรกิจ
สาขาเดียว: เลือกระบบที่ติดตั้งง่าย ใช้งานง่าย และขยายต่อได้เมื่อร้านโตขึ้น
หลายสาขา: เลือกระบบที่ดูยอดขายและสต็อกของทุกสาขาได้จากที่เดียว โอนสินค้าระหว่างสาขาได้ และตั้งเมนูหรือราคาจากส่วนกลางได้
ดูรีวิวและบริการหลังการขาย
ราคาถูกไม่ได้แปลว่าคุ้มค่าเสมอไป หลังติดตั้งแล้ว ร้านจะใช้ระบบได้ราบรื่นแค่ไหนขึ้นกับการดูแลของผู้ให้บริการ ลองอ่านรีวิวบน Google แล้วถามให้ชัดว่าติดต่อทีมช่วยเหลือได้ช่วงเวลาไหน มีคนช่วยตั้งค่าสินค้าตอนเริ่มใช้หรือไม่ และอุปกรณ์มีประกันกี่เดือน
ค่าใช้จ่ายของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์
ซอฟต์แวร์แบบรายปีหรือรายเดือน: เช็กว่าราคารวมอะไรบ้าง ฟีเจอร์ที่ร้านต้องใช้อยู่ในแพ็คเกจหรือต้องจ่ายเพิ่ม และจุดคิดเงินหรือสาขาที่เพิ่มขึ้นคิดราคาอย่างไร
ซอฟต์แวร์แบบซื้อขาด: จ่ายครั้งเดียว แต่ควรถามค่าอัปเดต ค่าดูแลระบบ และค่าย้ายเครื่อง แล้วเทียบกับแบบรายปีในช่วง 3 ถึง 5 ปี
ฮาร์ดแวร์: เลือกรุ่นที่ใช้กันแพร่หลาย ซ่อมง่าย มีประกัน และสเปกแรงพอสำหรับช่วงที่ร้านขายดีที่สุด
ดูตัวอย่างราคาจริงได้ในหัวข้อ "ระบบ POS ราคาเท่าไหร่?" ด้านล่าง
ภาษีและใบเสร็จ
ถ้าร้านจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และจะใช้เครื่อง POS ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อให้ลูกค้า ต้องยื่นคำขออนุมัติใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (แบบ ภ.พ.06) กับกรมสรรพากรก่อนเริ่มใช้ ตอนเลือกระบบจึงควรถามผู้ให้บริการว่าระบบออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้ไหม และมีข้อมูลเครื่องที่ต้องใช้ประกอบการยื่นหรือไม่ ส่วนใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ (e-receipt) ที่ส่งให้ลูกค้าแทนกระดาษ หลายระบบทำได้แล้ว ควรเช็กว่ารูปแบบใบเสร็จเป็นไปตามข้อกำหนดของกรมสรรพากรด้วย
ตัวอย่างการใช้งานระบบ POS ในธุรกิจประเภทต่างๆ

ระบบ POS ใช้งานต่างกันไปตามประเภทธุรกิจ เช่น
ร้านอาหารขนาดใหญ่: รับออเดอร์แยกโต๊ะ ส่งออเดอร์เข้าครัว แยกบิล ตัดวัตถุดิบตามเมนูที่ขาย และดูยอดขายของแต่ละเมนู
คาเฟ่: คิดเงินได้เร็วในช่วงคนเยอะ ตัดวัตถุดิบอย่างเมล็ดกาแฟและนม และเก็บแต้มสมาชิกให้ลูกค้าประจำ
ร้านค้าปลีก: สแกนบาร์โค้ด ตัดสต็อก จัดโปรโมชั่นและส่วนลด และดูยอดขายแยกตามหมวดสินค้า
ร้านเสื้อผ้า: แยกสต็อกตามแบบ ไซส์ และสี ดูประวัติการซื้อของลูกค้า และเช็กสินค้าคงเหลือของสาขาอื่นได้
ร้านเครื่องประดับ: นับสต็อกสินค้ามูลค่าสูงได้แม่นยำ และเก็บข้อมูลลูกค้าไว้ใช้กับบริการหลังการขาย เช่น การทำความสะอาดหรือซ่อม
ร้านขายอาหารสัตว์หรือเพ็ทช็อป: จัดการสินค้าหลายหมวด ทั้งอาหาร ของเล่น และอุปกรณ์ แล้วดูว่าลูกค้าแต่ละคนซื้ออะไรประจำ เพื่อแนะนำสินค้าและจัดโปรโมชั่นให้ลูกค้าประจำ
ข้อดีและข้อเสียของการใช้ระบบ POS
ข้อดีของการใช้ระบบ POS
ทำงานเร็วขึ้นและผิดพลาดน้อยลง: ระบบคำนวณราคาและเงินทอนให้ ลดการคิดเงินผิด
รู้สต็อกที่มีอยู่จริง: เห็นจำนวนสินค้าคงเหลือ ลดปัญหาของหมดหรือของค้าง
ตัดสินใจจากข้อมูล: เห็นยอดขาย สินค้าขายดี และพฤติกรรมการซื้อของลูกค้า
รับเงินได้หลายช่องทาง: เงินสด QR บัตร และ e-wallet
เชื่อมกับระบบอื่นได้: เช่น โปรแกรมบัญชี ระบบสมาชิก หรือช่องทางขายออนไลน์ ขึ้นกับแต่ละระบบ
ข้อเสียของการใช้ระบบ POS
มีค่าใช้จ่าย: ทั้งค่าซอฟต์แวร์ ค่าอุปกรณ์ และค่าอัปเกรดในระยะยาว
ต้องใช้เวลาเรียนรู้: พนักงานต้องฝึกใช้ระบบในช่วงแรก โดยเฉพาะระบบที่มีฟีเจอร์มาก
ความเสี่ยงทางเทคนิค: อุปกรณ์เสียหรือโปรแกรมมีปัญหาอาจทำให้ขายสะดุด ควรมีแผนสำรองและเลือกผู้ให้บริการที่ติดต่อได้ง่าย
พึ่งพาอินเทอร์เน็ต: ระบบบนคลาวด์ต้องใช้อินเทอร์เน็ตส่งข้อมูล ควรเลือกระบบที่ขายต่อได้ตอนเน็ตหลุด
ความปลอดภัยของข้อมูล: ระบบเก็บข้อมูลยอดขายและข้อมูลลูกค้า ควรตั้งรหัสผ่านและกำหนดสิทธิ์ของพนักงานแต่ละคนให้เหมาะสม

ระบบ POS ราคาเท่าไหร่?
ค่าใช้จ่ายของระบบ POS มี 2 ส่วนหลัก คือค่าโปรแกรมที่ส่วนใหญ่จ่ายเป็นรายปีหรือรายเดือน และค่าอุปกรณ์ตามชุดที่ร้านเลือก ราคาของผู้ให้บริการแต่ละรายต่างกันตามฟีเจอร์และจำนวนสาขา เพื่อให้เห็นตัวเลขจริง ตารางด้านล่างเป็นราคาแพ็คเกจรายปีจากหน้าราคาของ StoreHub (ผู้จัดทำบทความนี้)
แพ็คเกจ | ราคาต่อปี | เหมาะกับ |
|---|---|---|
แพ็คเกจเริ่มต้น | 9,990 บาท | ร้านสาขาเดียวที่เริ่มใช้ระบบ POS |
แพ็คเกจกลาง | 19,990 บาท | ธุรกิจที่กำลังเติบโตหรือมีหลายสาขา |
แพ็คเกจโปร | 48,000 บาท | เครือธุรกิจที่ต้องการระบบครบวงจร |
ดูฟีเจอร์ของแต่ละแพ็คเกจได้ที่ราคาระบบ StoreHub
ระบบ POS แยกตามประเภทธุรกิจ
แต่ละธุรกิจใช้ระบบ POS ต่างกัน เลือกอ่านคู่มือตามประเภทร้านของคุณได้เลย
บทสรุป: ลองระบบกับงานจริงของร้านก่อนตัดสินใจ
ระบบ POS ที่ดีคือระบบที่พนักงานใช้ได้คล่องในวันที่ร้านยุ่งที่สุด และให้ตัวเลขที่เจ้าของร้านเอาไปตัดสินใจได้ทุกวัน ก่อนเลือก ลองนำรายการสินค้าจริงของร้านไปทดลองคิดเงิน ตัดสต็อก และเปิดดูรายงาน แล้วค่อยเทียบราคากับสิ่งที่ได้
ระบบ POS ของ StoreHub เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่รวมการขาย สต็อก และรายงานไว้ในระบบเดียว บันทึกการขายได้แม้ไม่มีอินเทอร์เน็ต แล้วซิงค์ข้อมูลเมื่อกลับมาออนไลน์ เจ้าของร้านเปิดดูยอดขายผ่านแอปบนมือถือได้ และเลือกชุดอุปกรณ์ POSที่ใช้คู่กับระบบได้ สำหรับร้านอาหารที่ใช้ QR Order & Pay ระบบยังออก e-receipt ตามข้อกำหนดของกรมสรรพากรด้วย

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
POS ย่อมาจากอะไร แปลว่าอะไร?
POS ย่อมาจาก Point of Sale แปลว่าจุดขาย หมายถึงจุดที่ลูกค้าจ่ายเงินในร้าน ส่วนระบบ POS ในไทยมีชื่อเรียกหลายแบบ เช่น ระบบขายหน้าร้าน โปรแกรม POS เครื่อง POS หรือเครื่องคิดเงิน POS ทั้งหมดคือระบบเดียวกันที่ใช้คิดเงิน ออกใบเสร็จ ตัดสต็อก และสรุปยอดขาย
ระบบ POS ต่างจากเครื่องคิดเงินธรรมดายังไง?
เครื่องคิดเงินธรรมดาบอกยอดรวมและพิมพ์ใบเสร็จได้ แต่ไม่ได้บันทึกว่าขายสินค้าอะไรไปกี่ชิ้น ส่วนระบบ POS บันทึกทุกรายการขาย ตัดสต็อกทุกครั้งที่ขาย และสรุปสินค้าขายดีให้ ถ้าเป็นระบบบนคลาวด์ เจ้าของร้านยังเปิดดูยอดขายจากมือถือได้แม้ไม่อยู่ร้าน และดูยอดรวมของทุกสาขาได้
ระบบ POS ราคาเท่าไหร่?
ขึ้นกับผู้ให้บริการ ฟีเจอร์ และจำนวนสาขา ค่าใช้จ่ายหลักมี 2 ส่วน คือค่าโปรแกรมที่ส่วนใหญ่จ่ายเป็นรายปีหรือรายเดือน และค่าอุปกรณ์ตามชุดที่ร้านเลือก ตัวอย่างเช่น แพ็คเกจของ StoreHub เริ่มต้นที่ 9,990 บาทต่อปี ส่วนแพ็คเกจกลางและแพ็คเกจโปรอยู่ที่ 19,990 และ 48,000 บาทต่อปีตามลำดับ
ร้านที่จด VAT ใช้เครื่อง POS ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อได้เลยไหม?
ยังใช้ทันทีไม่ได้ ผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและจะใช้เครื่อง POS ออกใบกำกับภาษีอย่างย่อ ต้องยื่นคำขออนุมัติใช้เครื่องบันทึกการเก็บเงิน (แบบ ภ.พ.06) กับกรมสรรพากรก่อน ตรวจหลักเกณฑ์ล่าสุดได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร




















