Logo Image

Tips & Tricks

Checklist เปิดธุรกิจออนไลน์ในไทย: 10 ขั้นตอนที่ต้องทำก่อนเริ่มขาย

Checklist เปิดธุรกิจออนไลน์ในไทย: 10 ขั้นตอนที่ต้องทำก่อนเริ่มขาย

สรุปสั้น: การเปิดร้านออนไลน์ในไทยต้องเริ่มจากการวางแผนสินค้าและกลุ่มลูกค้า จดทะเบียนธุรกิจตามกฎหมาย ทำความเข้าใจเรื่องภาษี VAT และเลือกแพลตฟอร์มที่เหมาะกับสินค้าของคุณ จากนั้นตั้งระบบสต็อก การจัดส่ง และฐานข้อมูลลูกค้าตั้งแต่วันแรก เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้โดยไม่ต้องพึ่งแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว


ทำไมตอนนี้ถึงเป็นเวลาที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจออนไลน์ในไทย

ตามข้อมูลจาก ETDA (Electronic Transactions Development Agency) ในปี 2567 การซื้อขายผ่านมือถือคิดเป็น 74% ของการค้าออนไลน์ทั้งหมดในไทย ตัวเลขนี้บอกว่าลูกค้าไทยพร้อมซื้อออนไลน์มากกว่าที่เคย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อผ่าน Shopee, Lazada, Facebook Live หรือเว็บไซต์ของร้านโดยตรง

โอกาสสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่มีมาก แต่การเริ่มต้นโดยไม่มีแผนที่ชัดเจนก็ทำให้หลายร้านสะดุดตั้งแต่ช่วงแรก โดยเฉพาะเรื่องภาษีและการจดทะเบียนที่หลายคนไม่รู้ว่าต้องทำเมื่อไหร่


ขั้นตอนที่ 1: ตัดสินใจก่อนว่าจะขายอะไรและให้ใคร

ภาพประกอบบทความ

ก่อนเปิดร้านหรือสมัคร account บนแพลตฟอร์มใดๆ ให้ตอบคำถาม 3 ข้อนี้ให้ชัดเจน

จะขายอะไร? สินค้าที่ขายออนไลน์ได้ดีต้องส่งง่าย ไม่หนัก ไม่แตกหักง่าย หรือถ้าหนักก็ต้องมีมาร์จิ้นสูงพอที่จะรับค่าขนส่งได้

ลูกค้าเป็นใคร? อายุ เพศ อาชีพ รายได้ ปัญหาที่สินค้าของคุณแก้ได้

ราคาขายเท่าไหร่? ต้องคำนวณต้นทุนสินค้า ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม และภาษีก่อนตั้งราคา

การรู้คำตอบทั้ง 3 ข้อนี้จะช่วยให้เลือกแพลตฟอร์มและวิธีการตลาดได้ถูกต้องตั้งแต่แรก


ขั้นตอนที่ 2: จดทะเบียนธุรกิจ ต้องทำเมื่อไหร่ และทำยังไง

สำหรับผู้เริ่มขายออนไลน์ใหม่ที่มียอดขายน้อย กฎหมายไทยไม่ได้บังคับให้จดทะเบียนบริษัทตั้งแต่วันแรก แต่ถ้าต้องการเปิดบัญชีธนาคารในนามธุรกิจ หรือเมื่อมีรายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนด การจดทะเบียนเป็นสิ่งจำเป็น

ตามข้อมูลจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 การจดทะเบียนบริษัทในไทยต้องทำออนไลน์ผ่านระบบ DBD Biz Regist ทั้งหมด ไม่รับเอกสารกระดาษอีกต่อไป กระบวนการใช้เวลา 3-5 วันทำการ

ตัวเลือกการจดทะเบียน ได้แก่ บุคคลธรรมดา (ง่ายที่สุด เหมาะสำหรับเริ่มต้น), ห้างหุ้นส่วน (ถ้ามีหุ้นส่วน 2 คนขึ้นไป) และบริษัทจำกัด (เหมาะเมื่อธุรกิจโตขึ้นและต้องการแยกความรับผิดชอบ)


ขั้นตอนที่ 3: เรื่องภาษีที่เจ้าของร้านออนไลน์ต้องรู้ตั้งแต่วันแรก

ตามข้อมูลจาก กรมสรรพากร ธุรกิจออนไลน์ไทยต้องรู้เรื่องภาษีหลัก 2 ประเภท

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับเจ้าของร้านที่ไม่ได้จดทะเบียนบริษัท รายได้จากการขายออนไลน์ต้องนำมาแสดงในแบบ ภงด.90 ทุกปี

VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) เมื่อมียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจด VAT ภายใน 30 วัน อัตรา VAT ปัจจุบัน 7% ธุรกิจที่ยังไม่ถึงเกณฑ์นี้ไม่ต้องจด VAT แต่ควรติดตามยอดขายสะสมไว้อย่างสม่ำเสมอ

คำแนะนำ: ใช้ซอฟต์แวร์บัญชีตั้งแต่วันแรก แยกบัญชีส่วนตัวกับบัญชีธุรกิจอย่างชัดเจน และเก็บใบเสร็จทุกใบ


ขั้นตอนที่ 4: เลือกแพลตฟอร์ม Shopee, Lazada, Facebook, หรือเว็บตัวเอง

แต่ละแพลตฟอร์มเหมาะกับสินค้าและขนาดธุรกิจต่างกัน

Shopee และ Lazada เหมาะสำหรับสินค้าที่มีคู่แข่งเยอะ ราคาเป็นปัจจัยหลัก มีฐานลูกค้าขนาดใหญ่อยู่แล้ว ข้อเสียคือค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและการแข่งขันด้านราคาสูง

Facebook Shop เหมาะสำหรับสินค้าที่ต้องอธิบายหรือสาธิต สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ดี และลูกค้าไว้ใจแบรนด์ส่วนตัว

เว็บไซต์ตัวเอง เหมาะเมื่อธุรกิจโตขึ้นและต้องการควบคุมประสบการณ์ลูกค้าเต็มที่ มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าแต่ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม

คำแนะนำ: เริ่มจาก 1 แพลตฟอร์มก่อน ทำให้ดีก่อนขยาย ไม่ต้องเปิดทุกที่พร้อมกัน


ขั้นตอนที่ 5: ตั้งระบบรับชำระเงินและบัญชีธุรกิจ

เปิดบัญชีธนาคารแยกสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะ อย่าใช้บัญชีส่วนตัวรับเงินจากการขาย เพราะจะทำให้สับสนเรื่องภาษีและบัญชีในภายหลัง

ระบบรับชำระเงินที่ควรตั้งตั้งแต่แรก ได้แก่ QR payment ผ่านธนาคาร โอนผ่านแอปธนาคาร และถ้าขายบน Shopee/Lazada ระบบจะจัดการชำระเงินให้อัตโนมัติ


ขั้นตอนที่ 6: จัดระบบสต็อกสินค้าและการจัดส่ง

ระบบสต็อกที่ดีตั้งแต่วันแรกจะช่วยให้ไม่เกิดปัญหาสินค้าหมดโดยไม่รู้ตัว หรือรับออเดอร์มากกว่าที่มีสต็อก

สำหรับการจัดส่ง ผู้ให้บริการหลักในไทย ได้แก่ Kerry Express, Flash Express และ J&T Express ซึ่งมีบริการรับพัสดุถึงร้านและราคาแข่งขันได้

ระบบจัดการสต็อกสินค้าสำหรับร้านค้าปลีก ช่วยให้เจ้าของร้านติดตามสต็อกแบบ real-time ตั้งแต่สินค้าที่มีในมือ ไปจนถึงสินค้าที่ต้องสั่งเพิ่ม ป้องกันการรับออเดอร์เกินสต็อก สำหรับร้านที่มีทั้งหน้าร้านและออนไลน์ ระบบ POS สำหรับร้านสะดวกซื้อ ช่วยให้จัดการสต็อกรวมจากทั้ง 2 ช่องทางได้ในระบบเดียว


ขั้นตอนที่ 7: ถ่ายรูปสินค้าและเขียน Description ที่ขายได้

รูปสินค้าที่ดีเป็นสิ่งสำคัญที่สุดใน ecommerce เพราะลูกค้าตัดสินใจซื้อจากภาพ

หลักการถ่ายรูปสินค้า: ใช้แสงธรรมชาติจากหน้าต่าง พื้นหลังขาวหรือสี neutral ถ่ายหลายมุม และแสดงขนาดจริงเปรียบเทียบ

การเขียน description ที่ขายได้: เริ่มจากประโยชน์หลัก ไม่ใช่คุณสมบัติ ใส่ keyword ที่ลูกค้าค้นหา ระบุขนาด น้ำหนัก วัสดุ และนโยบายการคืนสินค้าให้ชัดเจน


ขั้นตอนที่ 8: ตั้งระบบตอบแชทและ After-Sales

ลูกค้าออนไลน์คาดหวังการตอบกลับภายใน 1 ชั่วโมง ระบบตอบแชทที่ดีต้องการการตั้งค่าที่ถูกต้องตั้งแต่แรก

ตั้ง auto-reply บน Facebook Messenger เพื่อตอบว่ารับข้อความแล้วจะติดต่อกลับภายในกี่ชั่วโมง ตั้ง FAQ สำหรับคำถามที่ถามบ่อย และวางระบบ after-sales เช่น แจ้งเมื่อจัดส่งสินค้าแล้ว ติดตามพัสดุ และรับข้อร้องเรียน


ขั้นตอนที่ 9: สร้างฐานข้อมูลลูกค้าตั้งแต่วันแรก

นี่คือขั้นตอนที่หลายร้านละเลยและเสียใจภายหลัง ฐานข้อมูลลูกค้าคือทรัพย์สินที่แท้จริงของธุรกิจออนไลน์ ไม่ใช่แค่ยอดขาย

เก็บข้อมูลลูกค้าไว้ในระบบของคุณเอง ไม่ใช่แค่ในระบบของแพลตฟอร์ม เพราะถ้าวันหนึ่ง Shopee หรือ Lazada เปลี่ยนนโยบาย คุณยังมีลูกค้าที่สามารถติดต่อได้โดยตรง


ขั้นตอนที่ 10: วัดผลและปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ

ติดตามตัวเลขสำคัญทุกสัปดาห์ ได้แก่ ยอดขาย จำนวน order, ค่าเฉลี่ยต่อ order, อัตราการส่งคืนสินค้า และ cost per acquisition ถ้าตัวเลขใดผิดปกติ ให้หาสาเหตุก่อนปรับ ไม่ใช่เปลี่ยนทุกอย่างพร้อมกัน


ข้อผิดพลาดที่ร้านออนไลน์ใหม่มักเจอ

ไม่แยกบัญชีส่วนตัวและธุรกิจ ทำให้สับสนเรื่องภาษีและไม่รู้กำไรที่แท้จริง

ลืมเรื่องภาษีตั้งแต่แรก รู้ตัวเมื่อยอดขายเกินเกณฑ์แล้วแต่ไม่ได้เตรียมเอกสาร

ไม่เก็บข้อมูลลูกค้า พึ่งแพลตฟอร์มอย่างเดียวทำให้ไม่มีฐานลูกค้าของตัวเอง

ไม่วางแผนสต็อก รับออเดอร์มากกว่าที่มีสินค้า ทำให้ลูกค้าผิดหวังและให้คะแนนต่ำ


บทสรุป

ธุรกิจออนไลน์ไทยที่รอดได้ในระยะยาวคือร้านที่มีฐานข้อมูลลูกค้าเป็นของตัวเอง ไม่ใช่แค่พึ่งแพลตฟอร์ม เพราะเมื่อไหร่ที่นโยบายของแพลตฟอร์มเปลี่ยน ร้านที่ไม่มีฐานลูกค้าของตัวเองจะไม่มีอะไรรองรับ

ธุรกิจที่สร้างฐานลูกค้าตั้งแต่วันแรก ไม่ว่าจะผ่าน LINE, บัญชีลูกค้าบนเว็บไซต์ หรือระบบ loyalty ของร้าน จะมีความแข็งแกร่งมากกว่าร้านที่พึ่งแพลตฟอร์มตลอดชีวิต นี่คือความแตกต่างที่แท้จริงระหว่างธุรกิจที่อยู่รอดกับที่ไม่รอด


ทดลองใช้ StoreHub ฟรี ระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ในไทย

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

เปิดร้านออนไลน์ต้องจดทะเบียนอะไรบ้าง?

สำหรับผู้เริ่มต้น ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนบริษัททันที แต่ต้องยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากรายได้การขายทุกปี เมื่อต้องการเปิดบัญชีธนาคารในนามธุรกิจ ให้จดทะเบียนพาณิชย์ ตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2568 จดทะเบียนบริษัทต้องทำออนไลน์ผ่าน DBD Biz Regist ทั้งหมด ใช้เวลา 3-5 วันทำการ

ขายของออนไลน์ต้องเสีย VAT ไหม ต้องยอดขายเท่าไหร่?

ตามกรมสรรพากร ธุรกิจที่มียอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจด VAT ภายใน 30 วัน อัตรา VAT ปัจจุบันอยู่ที่ 7% ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์นี้ไม่ต้องจด VAT แต่ควรติดตามยอดขายสะสมไว้ และเมื่อใกล้ถึงเกณฑ์ควรปรึกษานักบัญชีล่วงหน้า

เริ่มต้นธุรกิจออนไลน์ใช้งบเท่าไหร่?

งบเริ่มต้นขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและแพลตฟอร์มที่เลือก ถ้าเริ่มบน Shopee หรือ Lazada ค่าใช้จ่ายหลักคือต้นทุนสินค้าและบรรจุภัณฑ์ ค่าสมัครฟรี แต่มีค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 2-8% ต่อออเดอร์ ถ้าเปิดเว็บไซต์เองต้องบวกค่าโดเมนและโฮสต์ปีละ 3,000-10,000 บาท งบตลาดเริ่มต้นที่ 1,000-3,000 บาท/เดือน

ขายของออนไลน์เริ่มจาก Shopee หรือ Facebook ดีกว่า?

Shopee เหมาะสำหรับสินค้าที่ราคาเป็นปัจจัยสำคัญและมีคู่แข่งเยอะ เพราะมีฐานลูกค้าขนาดใหญ่และระบบจัดส่งครบ Facebook เหมาะสำหรับสินค้าที่ต้องอธิบายละเอียดหรือสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ถ้าไม่แน่ใจ เริ่ม Shopee ก่อนเพราะมีลูกค้าอยู่แล้ว แล้วค่อยขยายไป Facebook ทีหลัง

Related Posts

คุยกับผู้เชี่ยวชาญของเรา

ใช้งานง่าย
สำหรับทุกคน

ปลอดภัยและมั่นคง
การทำธุรกรรม

รวมเข้ากับ
แพลตฟอร์มต่างๆ

ได้รับความไว้วางใจจากธุรกิจมากกว่า 18,000 แห่งทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทดลองใช้งาน รับคำแนะนำระบบและแพ็คเกจราคาที่เหมาะกับธุรกิจคุณ

นัดหมายพูดคุย 30 นาทีกับทีมขายของเรา เพียงกรอกแบบฟอร์มด้านล่าง

คุยกับผู้เชี่ยวชาญของเรา

ใช้งานง่าย
สำหรับทุกคน

ปลอดภัยและมั่นคง
การทำธุรกรรม

รวมเข้ากับ
แพลตฟอร์มต่างๆ

ได้รับความไว้วางใจจากธุรกิจมากกว่า 18,000 แห่งทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทดลองใช้งาน รับคำแนะนำระบบและแพ็คเกจราคาที่เหมาะกับธุรกิจคุณ

นัดหมายพูดคุย 30 นาทีกับทีมขายของเรา เพียงกรอกแบบฟอร์มด้านล่าง

คุยกับผู้เชี่ยวชาญของเรา

ใช้งานง่าย
สำหรับทุกคน

ปลอดภัยและมั่นคง
การทำธุรกรรม

รวมเข้ากับ
แพลตฟอร์มต่างๆ

ได้รับความไว้วางใจจากธุรกิจมากกว่า 18,000 แห่งทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทดลองใช้งาน รับคำแนะนำระบบและแพ็คเกจราคาที่เหมาะกับธุรกิจคุณ

นัดหมายพูดคุย 30 นาทีกับทีมขายของเรา เพียงกรอกแบบฟอร์ม

Logo Image

StoreHub เป็นระบบการจัดการร้านค้าแบบ all-in-one ขับเคลื่อนกว่า 20,000+ ธุรกิจร้านค้า ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก เสื้อผ้า เครื่องประดับ และ ธุรกิจบริการ

Logo Image

StoreHub เป็นระบบการจัดการร้านค้าแบบ all-in-one ขับเคลื่อนกว่า 20,000+ ธุรกิจร้านค้า ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก เสื้อผ้า เครื่องประดับ และ ธุรกิจบริการ

Logo Image

StoreHub เป็นระบบการจัดการร้านค้าแบบ all-in-one ขับเคลื่อนกว่า 20,000+ ธุรกิจร้านค้า ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก เสื้อผ้า เครื่องประดับ และ ธุรกิจบริการ