Logo Image

Tips & Tricks

วิธีเปิดร้านเบเกอรี ฉบับครบจบ 2569: งบลงทุน เตาอบ ใบอนุญาต ครบในที่เดียว

วิธีเปิดร้านเบเกอรี ฉบับครบจบ 2569: งบลงทุน เตาอบ ใบอนุญาต ครบในที่เดียว

สรุปสั้นๆ: วิธีเปิดร้านเบเกอรีในไทยปี 2569 เริ่มจากเลือก 1 ใน 3 โมเดล ได้แก่ ทำขนมที่บ้าน 30,000-80,000 บาท, ครัวเล็กพร้อมบริการจัดส่ง 100,000-300,000 บาท, หน้าร้าน 500,000-1,500,000 บาท จากนั้นจดทะเบียนพาณิชย์ ขอใบอนุญาต ลงเตาอบ และเลือกเมนูซิกเนเจอร์ 5-8 ตัว

ตลาดเบเกอรีในไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มอาหารที่ยังเติบโตได้ดีในปี 2569 แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว เพราะลูกค้ามองว่าขนมอบเป็นของกินเล่นราคาไม่แพงที่ให้ความสุขและซื้อได้ทุกวัน คู่มือนี้สรุปทุกอย่างที่เจ้าของร้านมือใหม่ต้องรู้ก่อนเปิดร้านเบเกอรี ตั้งแต่งบลงทุน เอกสารใบอนุญาต เตาอบ จนถึงเครื่องมือจัดการร้านที่ช่วยให้ไม่ขาดทุนช่วง 6 เดือนแรก


ทำไมปี 2569 ตลาดเบเกอรียังโต

ตลาดเบเกอรีในไทยเติบโตจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

ขนมในชีวิตประจำวันถูกยกระดับให้พรีเมียมขึ้น ลูกค้าไทยยอมจ่าย 80-180 บาทสำหรับ croissant หรือ sourdough หนึ่งชิ้นที่อบสดในวันนั้น แทนที่ขนมแพ็คจากซูเปอร์มาร์เก็ตที่ราคา 25-40 บาท ตามข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย การใช้จ่ายเพื่อสินค้าและบริการของครัวเรือนไทยยังคงเติบโตในกลุ่มสินค้าที่ให้ความสุข แม้กลุ่มสินค้าจำเป็นจะถูกตัดลง

ร้านที่ขายทั้งกาแฟและขนมอบ เปิดใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และหัวเมืองท่องเที่ยว เพราะลูกค้าใช้เวลาในร้านนานขึ้นและสั่งทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน บิลเฉลี่ยต่อหัวสูงกว่าร้านกาแฟล้วน 30-50%

การซื้อตามโอกาสพิเศษ วันเกิด เทศกาล วันครู วันแม่ และของขวัญสำหรับองค์กร สร้างยอดสั่งล่วงหน้าก้อนใหญ่ที่ทำกำไรสูงกว่าลูกค้าเดินเข้าร้านรายวัน ร้านเบเกอรีที่ทำเค้กสั่งล่วงหน้าเป็นช่องทางขายหลักมีรอบหมุนเงินที่ดีกว่าและของเสียน้อยกว่า


เตรียมตัวก่อนเปิด: เลือกโมเดล 1 ใน 3 ระดับ

ตัวอย่างตู้แสดงสินค้าและขนมอบในร้านเบเกอรี ของอบสดวันต่อวัน

ภาพ: James Collington / Pexels

ก่อนซื้อเตาอบหรือเซ็นสัญญาเช่า ต้องเลือกก่อนว่าจะเปิดในโมเดลไหน เพราะแต่ละโมเดลใช้งบและความเสี่ยงต่างกันมาก

โมเดล 1: ทำขนมที่บ้าน (งบ 30,000-80,000 บาท) ทำขนมที่บ้านและขายผ่าน LINE หรือ Instagram รับออเดอร์สั่งล่วงหน้า หรือส่งให้คาเฟ่ใกล้บ้าน ใช้เตาอบไฟฟ้าราคา 5,000-20,000 บาท เครื่องตีแป้งมือถือ และตู้แช่ทั่วไป โมเดลนี้พิสูจน์ว่าลูกค้าซื้อจริงและทดลองสูตรขนมได้โดยไม่เสี่ยงค่าเช่า เหมาะกับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าจะทำเต็มเวลาได้ไหม

โมเดล 2: ครัวเล็ก + บริการจัดส่ง (งบ 100,000-300,000 บาท) เช่าครัวกลางหรือห้องแถวขนาดเล็กที่ไม่มีหน้าร้าน รับออเดอร์สั่งล่วงหน้าและส่งผ่านบริการจัดส่ง เพิ่มเตาอบเชิงพาณิชย์ขนาดเล็ก เครื่องนวดแป้ง 5-10 ลิตร และตู้แช่เย็น 2 ประตู ทุนต่ำกว่าหน้าร้านมากแต่ผลิตได้เยอะกว่าการทำที่บ้าน 5-10 เท่า

โมเดล 3: หน้าร้านพร้อมที่นั่ง (งบ 500,000-1,500,000 บาท) เปิดเป็นร้านกาแฟพร้อมเบเกอรีที่ลูกค้านั่งได้ มีพนักงานหน้าร้าน 2-4 คน ใช้เตาอบหลายขนาด ตู้โชว์ขนมแบบกระจกใส และระบบ POS เต็มรูปแบบ โมเดลนี้คืนทุนช้ากว่าแต่สร้างแบรนด์และลูกค้าประจำได้

คำแนะนำ: มือใหม่ส่วนใหญ่ที่เราเห็นจากผู้ประกอบการร้านเบเกอรีเริ่มจากโมเดล 1 หรือ 2 ก่อน เพื่อพิสูจน์ว่าลูกค้าซื้อซ้ำจริง ก่อนตัดสินใจขยับขึ้นโมเดล 3 การข้ามไปโมเดล 3 ทันทีโดยไม่ผ่าน 1-2 มักเสี่ยงสูงเพราะยังไม่รู้ว่าเมนูไหนขายดี


เอกสารและใบอนุญาตที่ต้องเตรียม

ระดับเอกสารต่างกันตามโมเดล ไม่ใช่ทุกร้านต้องขอครบทุกอย่าง

สำหรับทุกโมเดล

  • จดทะเบียนพาณิชย์ที่อำเภอหรือเขต ค่าธรรมเนียม 50 บาท ใช้สำเนาบัตรประชาชนและสัญญาเช่า (ถ้ามี) ตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

  • อบรมหลักสุขาภิบาลอาหารกับ กรมอนามัย ฟรี เรียนออนไลน์ได้ ใบรับรองใช้ได้ 3 ปี

สำหรับโมเดล 3 (หน้าร้านที่มีที่นั่ง)

  • ใบอนุญาตขายอาหาร (สอ.1) จากเขตหรืออำเภอ ค่าธรรมเนียมขึ้นกับขนาดร้าน

  • ขอตรวจสุขลักษณะร้านจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

กรณีต้องขอ อย. สำหรับขนมที่บรรจุปิดสนิทเพื่อขายส่งหรือขายผ่านช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ต้องขอเลข อย. กับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำหรับการทำขนมที่บ้านที่ขายปลีกตรงให้ลูกค้าผ่าน LINE หรือ Instagram โดยทั่วไปยังไม่ต้องขอ อย. แต่เงื่อนไขอาจเปลี่ยนตามรูปแบบสินค้า แนะนำให้ตรวจสอบกับกองอาหารของ อย. ก่อนเปิดขายจริง

ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ผู้ประกอบการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้า ตามเกณฑ์ของ กรมสรรพากร ส่วนใหญ่การทำขนมที่บ้านและโมเดล 2 ในปีแรกยังไม่เข้าเกณฑ์ แต่ควรเตรียมระบบไว้ล่วงหน้า


ตกแต่งร้านและจัดพื้นที่ทำงาน

ตัวอย่างการทำงานหลังเคาน์เตอร์เบเกอรี ขนมปังสดและบรรยากาศร้าน

ภาพ: Yasin Onus / Pexels

สำหรับโมเดล 2 และ 3 พื้นที่ต้องแบ่งเป็น 3 โซนชัดเจน

โซนเตาอบและเตรียมแป้ง เป็นพื้นที่ที่ร้อนและมีฝุ่นแป้งมาก ควรอยู่ด้านหลังร้านและมีพัดลมระบาย พื้นใช้กระเบื้องที่ทำความสะอาดง่าย ผนังบุกระเบื้องสูงอย่างน้อย 1.5 เมตร

โซนเย็นและตกแต่ง สำหรับเค้กและขนมที่ต้องการอุณหภูมิควบคุม ใช้ตู้แช่เย็น 2-4 องศา และโต๊ะตกแต่งที่ไม่ใกล้แหล่งความร้อน

โซนแสดงสินค้าและขาย ใช้ตู้โชว์ขนมกระจกใสที่ลูกค้าเห็นขนมได้ชัด แสงต้องสว่างพอ (3,000-4,000 K) เพื่อให้สีขนมดูน่ารับประทาน หลีกเลี่ยงแสงสีเหลืองอุ่นที่ทำให้ขนมดูเก่า


เมนูและอุปกรณ์: เลือกซิกเนเจอร์ 5-8 ตัวก่อน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดของร้านเบเกอรีมือใหม่คือทำเมนูมากเกินไป ทำให้สต็อกเสียและจัดการยาก

เมนูซิกเนเจอร์ที่ขายดีในไทย ที่ควรพิจารณาเป็น 5-8 ตัวแรก

  • Croissant และ pain au chocolat (ใช้แป้งโดว์เดียวกัน ลดของเสีย)

  • Sourdough หรือขนมปังเนื้อแน่น (อายุยาวกว่าขนมหวาน)

  • Cinnamon roll (ทำง่าย กำไรต่อชิ้นดี)

  • Cheesecake หรือ basque burnt cheesecake (ขายชิ้นและขายทั้งก้อนได้)

  • คุกกี้ช็อกโกแลตชิปหรือชอร์ตเบรด (เก็บขายได้นานกว่า 3-5 วัน)

อุปกรณ์หลักที่ต้องมี

  • เตาอบไฟฟ้าสำหรับใช้ที่บ้าน 5,000-20,000 บาท หรือเตาแก๊สเชิงพาณิชย์ 30,000-150,000 บาท

  • เครื่องตีและนวดแป้ง 8,000-50,000 บาท ตามกำลังการผลิต

  • ตู้แช่เย็น 2 ประตู 15,000-40,000 บาท

  • โต๊ะสแตนเลส พิมพ์ขนม ถาดอบ ไม้นวดแป้ง รวมประมาณ 15,000-30,000 บาท

ในมุมมองของเรา ร้านเบเกอรีที่เริ่มต้นด้วยเมนู 5-8 ตัวและขายดีจริงทุกตัว มักทำกำไรเร็วกว่าร้านที่เปิดด้วย 15-20 เมนูแต่ขายดีจริงแค่ 3-4 ตัว เพราะของเสียและต้นทุนวัตถุดิบกินกำไรหมด


เครื่องมือยุคใหม่: จัดการอายุขนม ออเดอร์สั่งล่วงหน้า และการจัดส่งในที่เดียว

เบเกอรีต่างจากร้านอาหารตามสั่งตรงที่สินค้ามีอายุการขายชัดเจน ขนมส่วนใหญ่ขายได้ภายในวันที่อบหรือ 2-3 วัน ระบบจัดการร้านจึงต้องตอบโจทย์ 3 เรื่องนี้ และไม่ว่าจะใช้ Excel, แอปฟรี หรือระบบ POS เต็มรูปแบบ หลักการเดียวกันก็ใช้ได้

1. ติดตามสต็อกวัตถุดิบและขนมสำเร็จรูปแบบเรียลไทม์ รู้ว่าวัตถุดิบเหลือเท่าไหร่ ขนมในตู้โชว์ขายไปกี่ชิ้น ระบบที่ตัดสต็อกอัตโนมัติทุกครั้งที่ขายช่วยให้วางแผนการอบรอบถัดไปได้แม่นยำ ลดของเสียและทุนจม ร้านที่ยังเริ่มต้นและใช้ Google Sheet จดยอดทุกวันก็ทำได้ เพียงแต่ต้องอาศัยวินัยมากกว่า

2. ระบบรับออเดอร์สั่งล่วงหน้าทางออนไลน์ สำหรับเค้กวันเกิด เทศกาล และออเดอร์องค์กร ลูกค้าสั่งล่วงหน้าผ่านลิงก์ บันทึกข้อมูลลูกค้าและส่งแจ้งเตือนวันรับขนม ช่วยให้ร้านวางแผนการผลิตได้ดีและไม่พลาดออเดอร์ ร้านเล็กเริ่มจากฟอร์มสั่งของง่ายๆ ก่อนก็ได้ แล้วค่อยขยับไปใช้ระบบที่เชื่อมกับยอดขายเมื่อออเดอร์เริ่มเยอะ

3. รวมออเดอร์จากทุกช่องทางไว้ที่เดียว สำหรับร้านที่ขายผ่านบริการจัดส่งอย่าง GrabFood การมีที่เดียวที่บันทึกออเดอร์จากทุกช่องทางช่วยลดความผิดพลาดจากการคีย์ซ้ำ ส่วนร้านที่อยากมีช่องทางจัดส่งในแบรนด์ตัวเอง การมีหน้าสั่งซื้อออนไลน์ของร้านเองจะมีค่าธรรมเนียมต่อบิลต่ำกว่าการพึ่งแอปของบุคคลที่สามอย่างเดียว


การตลาด: เน้น Instagram และออเดอร์สั่งล่วงหน้าเป็นช่องทางหลัก

ร้านเบเกอรีในไทยปี 2569 ขายได้ดีบน Instagram และ TikTok มากกว่าช่องทางอื่น เพราะขนมเป็นสินค้าที่เน้นภาพและลูกค้ามักถ่ายแชร์

คอนเทนต์ที่เน้น Instagram ถ่ายภาพขนมตอนที่ตัดเปิดให้เห็นเนื้อใน แสงธรรมชาติช่วง 10:00-14:00 และมีพื้นหลังเรียบง่าย โพสต์เมนูใหม่ทุกสัปดาห์ ทำคลิปสั้นเบื้องหลังการอบขนมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

เค้กสั่งล่วงหน้าสำหรับเทศกาล เปิดรับสั่งล่วงหน้า 1-2 สัปดาห์ก่อนเทศกาลใหญ่ เช่น วาเลนไทน์ วันแม่ คริสต์มาส ส่งโปรโมชั่นให้ลูกค้าเก่าทาง LINE Official Account ก่อนเปิดสาธารณะ 3-5 วัน

จับมือกับพื้นที่ทำงานร่วมและร้านกาแฟ ร้านที่ไม่มีที่นั่งสามารถส่งขนมขายฝากที่พื้นที่ทำงานร่วมหรือร้านกาแฟใกล้บ้าน ส่วนแบ่ง 30-40% แต่ได้การมองเห็นและฐานลูกค้าใหม่

ลดราคาขนมที่เหลือก่อนปิดร้าน ลดราคา 30% สำหรับขนมที่เหลือก่อนปิดร้าน 1-2 ชั่วโมง ลดของเสียและสร้างความเคยชินให้ลูกค้าแวะมาช่วงเย็น

กรณีศึกษา: Babycakes แบรนด์เบเกอรีไทยที่เริ่มจากครัวหลังบ้านและเติบโตจนจัดส่งครบ 77 จังหวัด เผยว่าจุดเปลี่ยนคือคอนเทนต์ TikTok เค้กสลับคำ "ขอเป็นแฟน" ที่กลายเป็นไวรัล ทำให้แบรนด์ขยายจากออนไลน์สู่หน้าร้านสาขา การมีคอนเทนต์ที่เข้ากับกระแสสังคมและตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความรวดเร็วและปรับแต่งได้ คือกุญแจสำคัญ (ดูคลิป Babycakes Rag to Rich EP.269)

ในเรื่องราคาขาย ร้านส่วนใหญ่ตั้งกำไรที่ 2.5-3.5 เท่าของต้นทุนวัตถุดิบ croissant ต้นทุน 25-35 บาทขายที่ 80-120 บาท, cheesecake ต้นทุน 35-50 บาทต่อชิ้นขายที่ 120-180 บาท ปัจจัยสำคัญคือคำนวณรวมค่าแรง ค่าเช่า ค่าไฟ และค่าบรรจุ ไม่ใช่แค่วัตถุดิบ การติดตามต้นทุนต่อชิ้นผ่านระบบที่บันทึกสูตรขนมได้ช่วยให้รู้กำไรจริงและปรับราคาทันก่อนขาดทุน


ข้อผิดพลาดที่มักเจอ

จากที่เราเห็นในการทำงานกับผู้ประกอบการร้านเบเกอรีและคาเฟ่ในไทย ข้อผิดพลาดที่ทำให้ร้านปิดในปีแรกมี 3 ข้อหลัก

1. ทำเมนูเยอะเกินไปตั้งแต่เปิด ร้านมือใหม่มักอยากให้ลูกค้ามีตัวเลือกเยอะ เลยเปิดด้วย 15-20 เมนู ผลคือสต็อกวัตถุดิบเยอะ ของเสียมาก และไม่รู้ว่าเมนูไหนขายดีจริง แนะนำเริ่ม 5-8 เมนูและเพิ่มทีละน้อยจากยอดขายจริง

เคสที่น่าเรียนรู้คือ Babycakes ที่ใช้สูตรเค้กเก่าจากปี 1999 แต่กลับมาเริ่มใหม่ในช่วงโควิดด้วยเค้กข้อความสั้นๆ โฟกัสที่เมนูซิกเนเจอร์เพียงรูปแบบเดียวก่อน แล้วค่อยขยายเมนู Cake Cube และ Baby Tray 4 ชิ้นทีหลัง (Babycakes EP.269)

2. ไม่ติดตามอายุการเก็บและของเสีย หลายร้านอบขนมตามความรู้สึก ไม่ได้จดว่าวันไหนเหลือกี่ชิ้น ผลคืออบเยอะเกินไปทุกวัน ของเสียกินกำไรหมด การติดตามผ่านระบบ POS หรือ Google Sheet รายวันใน 2 เดือนแรกช่วยปรับจำนวนผลิตให้แม่นยำได้

3. ลงเตาอบแพงไปก่อนพิสูจน์ว่าลูกค้าซื้อจริง การซื้อเตาแก๊สเชิงพาณิชย์ 100,000+ บาทตั้งแต่เดือนแรกเพราะ "เผื่อโต" เป็นความเสี่ยงสูง เริ่มจากเตาอบไฟฟ้าราคา 10,000-20,000 บาทก่อน เมื่อยอดขายโตจนต้องอบครั้งละ 8 ถาดต่อรอบจริงๆ ค่อยอัพเกรด

เรื่องทำเล ทำเลที่เหมาะกับร้านเบเกอรีคือใกล้ออฟฟิศ คอนโด หรือพื้นที่ทำงานร่วม มากกว่าหน้าโรงเรียน เพราะลูกค้าออฟฟิศซื้อบ่อยกว่าและบิลเฉลี่ยสูงกว่า นักเรียนซื้อช่วงเช้าและเย็นเท่านั้น และราคาเฉลี่ยต่อบิลต่ำ ทำเลใกล้ออฟฟิศหรือคอนโดให้ยอดขายสม่ำเสมอตลอดทั้งสัปดาห์


สรุป

การเปิดร้านเบเกอรีในปี 2569 มีโอกาสสูงเพราะตลาดยังโต แต่ความเสี่ยงคือลงทุนเกินตัวก่อนพิสูจน์ว่าลูกค้าซื้อจริง เริ่มจากโมเดลเล็ก ทำเมนูซิกเนเจอร์ 5-8 ตัว ติดตามอายุการเก็บและของเสียอย่างมีระบบ และอัพเกรดเครื่องมือเมื่อยอดขายโตจริง การลงทุนในระบบจัดการสต็อกและรับออเดอร์สั่งล่วงหน้าตั้งแต่แรกช่วยให้ตัดสินใจได้ด้วยตัวเลขจริง ไม่ใช่ความรู้สึก

ถ้าร้านของคุณถึงจุดที่อยากรวมการขาย การจัดการสต็อก ออเดอร์สั่งล่วงหน้า และการจัดส่งไว้ในระบบเดียว StoreHub เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ร้านเบเกอรีและคาเฟ่ในไทยใช้กันอยู่ ดูแพ็คเกจและราคาได้ที่ ราคาระบบ StoreHub


ทดลองใช้ StoreHub ฟรี ระบบ POS สำหรับร้านเบเกอรีในไทย

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

เปิดร้านเบเกอรีลงทุนเท่าไหร่ เริ่มจากที่บ้านก่อนได้ไหม

ลงทุนได้ตั้งแต่ 30,000 บาทถ้าเริ่มแบบทำขนมที่บ้านโดยใช้เตาอบไฟฟ้าและขายผ่าน LINE หรือ Instagram จนถึง 1.5 ล้านบาทถ้าเปิดหน้าร้านพร้อมที่นั่ง โมเดลกลางคือครัวเล็กพร้อมบริการจัดส่ง งบประมาณ 100,000-300,000 บาท การเริ่มจากที่บ้านก่อนเป็นวิธีที่นิยม เพราะพิสูจน์ว่าลูกค้าซื้อจริงและทดลองสูตรขนมได้โดยไม่ต้องเสี่ยงค่าเช่า ก่อนตัดสินใจขยับขึ้นโมเดลถัดไป

ทำเบเกอรีขายที่บ้าน ต้องจด อย. ไหม

ถ้าทำขนมอบสดวันต่อวันและขายปลีกตรงให้ลูกค้าผ่าน LINE หรือ Instagram โดยทั่วไปยังไม่ต้องขอ อย. แต่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ที่อำเภอหรือเขตเพื่อให้ขายได้ถูกกฎหมาย กรณีที่ต้องขอ อย. คือเมื่อขายส่งให้ร้านอื่น บรรจุปิดสนิทเพื่อขายระยะยาว หรือใช้คำกล่าวอ้างทางสุขภาพ เพื่อความชัดเจนแนะนำให้ปรึกษากองอาหารของ อย. ก่อนเปิดขายจริง เพราะเงื่อนไขอาจเปลี่ยนตามรูปแบบสินค้า

เตาอบไฟฟ้ากับเตาแก๊ส แบบไหนเหมาะกับมือใหม่

มือใหม่ที่เริ่มจากที่บ้านควรเริ่มจากเตาอบไฟฟ้าก่อน เพราะควบคุมอุณหภูมิแม่นยำ ติดตั้งง่าย ไม่ต้องเดินท่อแก๊ส และราคาเริ่มต้นเพียง 5,000-20,000 บาท เหมาะกับการอบครั้งละ 1-2 ถาด เตาแก๊สเชิงพาณิชย์ที่อบได้ครั้งละหลายถาดราคาเริ่มต้น 30,000-150,000 บาท เหมาะเมื่อยอดขายโตจนต้องอบครั้งละ 8-12 ถาดต่อรอบ การลงเตาแก๊สเร็วเกินไปก่อนพิสูจน์ว่าลูกค้าซื้อจริงเป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

เลือกเมนูยังไงให้ขายดี ไม่เหลือทิ้งทุกวัน

เริ่มจากเมนูซิกเนเจอร์ 5-8 ตัวเท่านั้น เลือกขนมที่ใช้วัตถุดิบทับซ้อนกันได้ เช่น croissant, pain au chocolat, almond croissant ใช้แป้งโดว์เดียวกัน ช่วยลดของเสีย ติดตามยอดขายรายเมนูทุกวันใน 2 สัปดาห์แรก เมนูไหนขายไม่ถึง 50% ของที่อบให้ตัดออกหรือลดจำนวน เมนูไหนขายหมดก่อนเที่ยงให้เพิ่มจำนวนหรือขึ้นราคา การติดตามยอดขายรายเมนูผ่านระบบ POS ช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วกว่าการจดมือ

Related Posts

คุยกับผู้เชี่ยวชาญของเรา

ใช้งานง่าย
สำหรับทุกคน

ปลอดภัยและมั่นคง
การทำธุรกรรม

รวมเข้ากับ
แพลตฟอร์มต่างๆ

ได้รับความไว้วางใจจากธุรกิจมากกว่า 18,000 แห่งทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทดลองใช้งาน รับคำแนะนำระบบและแพ็คเกจราคาที่เหมาะกับธุรกิจคุณ

นัดหมายพูดคุย 30 นาทีกับทีมขายของเรา เพียงกรอกแบบฟอร์มด้านล่าง

คุยกับผู้เชี่ยวชาญของเรา

ใช้งานง่าย
สำหรับทุกคน

ปลอดภัยและมั่นคง
การทำธุรกรรม

รวมเข้ากับ
แพลตฟอร์มต่างๆ

ได้รับความไว้วางใจจากธุรกิจมากกว่า 18,000 แห่งทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทดลองใช้งาน รับคำแนะนำระบบและแพ็คเกจราคาที่เหมาะกับธุรกิจคุณ

นัดหมายพูดคุย 30 นาทีกับทีมขายของเรา เพียงกรอกแบบฟอร์มด้านล่าง

คุยกับผู้เชี่ยวชาญของเรา

ใช้งานง่าย
สำหรับทุกคน

ปลอดภัยและมั่นคง
การทำธุรกรรม

รวมเข้ากับ
แพลตฟอร์มต่างๆ

ได้รับความไว้วางใจจากธุรกิจมากกว่า 18,000 แห่งทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทดลองใช้งาน รับคำแนะนำระบบและแพ็คเกจราคาที่เหมาะกับธุรกิจคุณ

นัดหมายพูดคุย 30 นาทีกับทีมขายของเรา เพียงกรอกแบบฟอร์ม

Logo Image

StoreHub เป็นระบบการจัดการร้านค้าแบบ all-in-one ขับเคลื่อนกว่า 20,000+ ธุรกิจร้านค้า ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก เสื้อผ้า เครื่องประดับ และ ธุรกิจบริการ

Logo Image

StoreHub เป็นระบบการจัดการร้านค้าแบบ all-in-one ขับเคลื่อนกว่า 20,000+ ธุรกิจร้านค้า ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก เสื้อผ้า เครื่องประดับ และ ธุรกิจบริการ

Logo Image

StoreHub เป็นระบบการจัดการร้านค้าแบบ all-in-one ขับเคลื่อนกว่า 20,000+ ธุรกิจร้านค้า ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก เสื้อผ้า เครื่องประดับ และ ธุรกิจบริการ