Tips & Tricks
สรุปสั้นๆ: วิธีเปิดร้านเบเกอรีในไทยปี 2569 เริ่มจากเลือก 1 ใน 3 โมเดล ได้แก่ ทำขนมที่บ้าน 30,000-80,000 บาท, ครัวเล็กพร้อมบริการจัดส่ง 100,000-300,000 บาท, หน้าร้าน 500,000-1,500,000 บาท จากนั้นจดทะเบียนพาณิชย์ ขอใบอนุญาต ลงเตาอบ และเลือกเมนูซิกเนเจอร์ 5-8 ตัว
ตลาดเบเกอรีในไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มอาหารที่ยังเติบโตได้ดีในปี 2569 แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว เพราะลูกค้ามองว่าขนมอบเป็นของกินเล่นราคาไม่แพงที่ให้ความสุขและซื้อได้ทุกวัน คู่มือนี้สรุปทุกอย่างที่เจ้าของร้านมือใหม่ต้องรู้ก่อนเปิดร้านเบเกอรี ตั้งแต่งบลงทุน เอกสารใบอนุญาต เตาอบ จนถึงเครื่องมือจัดการร้านที่ช่วยให้ไม่ขาดทุนช่วง 6 เดือนแรก
ทำไมปี 2569 ตลาดเบเกอรียังโต
ตลาดเบเกอรีในไทยเติบโตจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
ขนมในชีวิตประจำวันถูกยกระดับให้พรีเมียมขึ้น ลูกค้าไทยยอมจ่าย 80-180 บาทสำหรับ croissant หรือ sourdough หนึ่งชิ้นที่อบสดในวันนั้น แทนที่ขนมแพ็คจากซูเปอร์มาร์เก็ตที่ราคา 25-40 บาท ตามข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย การใช้จ่ายเพื่อสินค้าและบริการของครัวเรือนไทยยังคงเติบโตในกลุ่มสินค้าที่ให้ความสุข แม้กลุ่มสินค้าจำเป็นจะถูกตัดลง
ร้านที่ขายทั้งกาแฟและขนมอบ เปิดใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และหัวเมืองท่องเที่ยว เพราะลูกค้าใช้เวลาในร้านนานขึ้นและสั่งทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน บิลเฉลี่ยต่อหัวสูงกว่าร้านกาแฟล้วน 30-50%
การซื้อตามโอกาสพิเศษ วันเกิด เทศกาล วันครู วันแม่ และของขวัญสำหรับองค์กร สร้างยอดสั่งล่วงหน้าก้อนใหญ่ที่ทำกำไรสูงกว่าลูกค้าเดินเข้าร้านรายวัน ร้านเบเกอรีที่ทำเค้กสั่งล่วงหน้าเป็นช่องทางขายหลักมีรอบหมุนเงินที่ดีกว่าและของเสียน้อยกว่า
เตรียมตัวก่อนเปิด: เลือกโมเดล 1 ใน 3 ระดับ

ภาพ: James Collington / Pexels
ก่อนซื้อเตาอบหรือเซ็นสัญญาเช่า ต้องเลือกก่อนว่าจะเปิดในโมเดลไหน เพราะแต่ละโมเดลใช้งบและความเสี่ยงต่างกันมาก
โมเดล 1: ทำขนมที่บ้าน (งบ 30,000-80,000 บาท) ทำขนมที่บ้านและขายผ่าน LINE หรือ Instagram รับออเดอร์สั่งล่วงหน้า หรือส่งให้คาเฟ่ใกล้บ้าน ใช้เตาอบไฟฟ้าราคา 5,000-20,000 บาท เครื่องตีแป้งมือถือ และตู้แช่ทั่วไป โมเดลนี้พิสูจน์ว่าลูกค้าซื้อจริงและทดลองสูตรขนมได้โดยไม่เสี่ยงค่าเช่า เหมาะกับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าจะทำเต็มเวลาได้ไหม
โมเดล 2: ครัวเล็ก + บริการจัดส่ง (งบ 100,000-300,000 บาท) เช่าครัวกลางหรือห้องแถวขนาดเล็กที่ไม่มีหน้าร้าน รับออเดอร์สั่งล่วงหน้าและส่งผ่านบริการจัดส่ง เพิ่มเตาอบเชิงพาณิชย์ขนาดเล็ก เครื่องนวดแป้ง 5-10 ลิตร และตู้แช่เย็น 2 ประตู ทุนต่ำกว่าหน้าร้านมากแต่ผลิตได้เยอะกว่าการทำที่บ้าน 5-10 เท่า
โมเดล 3: หน้าร้านพร้อมที่นั่ง (งบ 500,000-1,500,000 บาท) เปิดเป็นร้านกาแฟพร้อมเบเกอรีที่ลูกค้านั่งได้ มีพนักงานหน้าร้าน 2-4 คน ใช้เตาอบหลายขนาด ตู้โชว์ขนมแบบกระจกใส และระบบ POS เต็มรูปแบบ โมเดลนี้คืนทุนช้ากว่าแต่สร้างแบรนด์และลูกค้าประจำได้
คำแนะนำ: มือใหม่ส่วนใหญ่ที่เราเห็นจากผู้ประกอบการร้านเบเกอรีเริ่มจากโมเดล 1 หรือ 2 ก่อน เพื่อพิสูจน์ว่าลูกค้าซื้อซ้ำจริง ก่อนตัดสินใจขยับขึ้นโมเดล 3 การข้ามไปโมเดล 3 ทันทีโดยไม่ผ่าน 1-2 มักเสี่ยงสูงเพราะยังไม่รู้ว่าเมนูไหนขายดี
เอกสารและใบอนุญาตที่ต้องเตรียม
ระดับเอกสารต่างกันตามโมเดล ไม่ใช่ทุกร้านต้องขอครบทุกอย่าง
สำหรับทุกโมเดล
จดทะเบียนพาณิชย์ที่อำเภอหรือเขต ค่าธรรมเนียม 50 บาท ใช้สำเนาบัตรประชาชนและสัญญาเช่า (ถ้ามี) ตรวจสอบรายละเอียดได้ที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
อบรมหลักสุขาภิบาลอาหารกับ กรมอนามัย ฟรี เรียนออนไลน์ได้ ใบรับรองใช้ได้ 3 ปี
สำหรับโมเดล 3 (หน้าร้านที่มีที่นั่ง)
ใบอนุญาตขายอาหาร (สอ.1) จากเขตหรืออำเภอ ค่าธรรมเนียมขึ้นกับขนาดร้าน
ขอตรวจสุขลักษณะร้านจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
กรณีต้องขอ อย. สำหรับขนมที่บรรจุปิดสนิทเพื่อขายส่งหรือขายผ่านช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ต ต้องขอเลข อย. กับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำหรับการทำขนมที่บ้านที่ขายปลีกตรงให้ลูกค้าผ่าน LINE หรือ Instagram โดยทั่วไปยังไม่ต้องขอ อย. แต่เงื่อนไขอาจเปลี่ยนตามรูปแบบสินค้า แนะนำให้ตรวจสอบกับกองอาหารของ อย. ก่อนเปิดขายจริง
ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ผู้ประกอบการที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้า ตามเกณฑ์ของ กรมสรรพากร ส่วนใหญ่การทำขนมที่บ้านและโมเดล 2 ในปีแรกยังไม่เข้าเกณฑ์ แต่ควรเตรียมระบบไว้ล่วงหน้า
ตกแต่งร้านและจัดพื้นที่ทำงาน

ภาพ: Yasin Onus / Pexels
สำหรับโมเดล 2 และ 3 พื้นที่ต้องแบ่งเป็น 3 โซนชัดเจน
โซนเตาอบและเตรียมแป้ง เป็นพื้นที่ที่ร้อนและมีฝุ่นแป้งมาก ควรอยู่ด้านหลังร้านและมีพัดลมระบาย พื้นใช้กระเบื้องที่ทำความสะอาดง่าย ผนังบุกระเบื้องสูงอย่างน้อย 1.5 เมตร
โซนเย็นและตกแต่ง สำหรับเค้กและขนมที่ต้องการอุณหภูมิควบคุม ใช้ตู้แช่เย็น 2-4 องศา และโต๊ะตกแต่งที่ไม่ใกล้แหล่งความร้อน
โซนแสดงสินค้าและขาย ใช้ตู้โชว์ขนมกระจกใสที่ลูกค้าเห็นขนมได้ชัด แสงต้องสว่างพอ (3,000-4,000 K) เพื่อให้สีขนมดูน่ารับประทาน หลีกเลี่ยงแสงสีเหลืองอุ่นที่ทำให้ขนมดูเก่า
เมนูและอุปกรณ์: เลือกซิกเนเจอร์ 5-8 ตัวก่อน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดของร้านเบเกอรีมือใหม่คือทำเมนูมากเกินไป ทำให้สต็อกเสียและจัดการยาก
เมนูซิกเนเจอร์ที่ขายดีในไทย ที่ควรพิจารณาเป็น 5-8 ตัวแรก
Croissant และ pain au chocolat (ใช้แป้งโดว์เดียวกัน ลดของเสีย)
Sourdough หรือขนมปังเนื้อแน่น (อายุยาวกว่าขนมหวาน)
Cinnamon roll (ทำง่าย กำไรต่อชิ้นดี)
Cheesecake หรือ basque burnt cheesecake (ขายชิ้นและขายทั้งก้อนได้)
คุกกี้ช็อกโกแลตชิปหรือชอร์ตเบรด (เก็บขายได้นานกว่า 3-5 วัน)
อุปกรณ์หลักที่ต้องมี
เตาอบไฟฟ้าสำหรับใช้ที่บ้าน 5,000-20,000 บาท หรือเตาแก๊สเชิงพาณิชย์ 30,000-150,000 บาท
เครื่องตีและนวดแป้ง 8,000-50,000 บาท ตามกำลังการผลิต
ตู้แช่เย็น 2 ประตู 15,000-40,000 บาท
โต๊ะสแตนเลส พิมพ์ขนม ถาดอบ ไม้นวดแป้ง รวมประมาณ 15,000-30,000 บาท
ในมุมมองของเรา ร้านเบเกอรีที่เริ่มต้นด้วยเมนู 5-8 ตัวและขายดีจริงทุกตัว มักทำกำไรเร็วกว่าร้านที่เปิดด้วย 15-20 เมนูแต่ขายดีจริงแค่ 3-4 ตัว เพราะของเสียและต้นทุนวัตถุดิบกินกำไรหมด
เครื่องมือยุคใหม่: จัดการอายุขนม ออเดอร์สั่งล่วงหน้า และการจัดส่งในที่เดียว
เบเกอรีต่างจากร้านอาหารตามสั่งตรงที่สินค้ามีอายุการขายชัดเจน ขนมส่วนใหญ่ขายได้ภายในวันที่อบหรือ 2-3 วัน ระบบจัดการร้านจึงต้องตอบโจทย์ 3 เรื่องนี้ และไม่ว่าจะใช้ Excel, แอปฟรี หรือระบบ POS เต็มรูปแบบ หลักการเดียวกันก็ใช้ได้
1. ติดตามสต็อกวัตถุดิบและขนมสำเร็จรูปแบบเรียลไทม์ รู้ว่าวัตถุดิบเหลือเท่าไหร่ ขนมในตู้โชว์ขายไปกี่ชิ้น ระบบที่ตัดสต็อกอัตโนมัติทุกครั้งที่ขายช่วยให้วางแผนการอบรอบถัดไปได้แม่นยำ ลดของเสียและทุนจม ร้านที่ยังเริ่มต้นและใช้ Google Sheet จดยอดทุกวันก็ทำได้ เพียงแต่ต้องอาศัยวินัยมากกว่า
2. ระบบรับออเดอร์สั่งล่วงหน้าทางออนไลน์ สำหรับเค้กวันเกิด เทศกาล และออเดอร์องค์กร ลูกค้าสั่งล่วงหน้าผ่านลิงก์ บันทึกข้อมูลลูกค้าและส่งแจ้งเตือนวันรับขนม ช่วยให้ร้านวางแผนการผลิตได้ดีและไม่พลาดออเดอร์ ร้านเล็กเริ่มจากฟอร์มสั่งของง่ายๆ ก่อนก็ได้ แล้วค่อยขยับไปใช้ระบบที่เชื่อมกับยอดขายเมื่อออเดอร์เริ่มเยอะ
3. รวมออเดอร์จากทุกช่องทางไว้ที่เดียว สำหรับร้านที่ขายผ่านบริการจัดส่งอย่าง GrabFood การมีที่เดียวที่บันทึกออเดอร์จากทุกช่องทางช่วยลดความผิดพลาดจากการคีย์ซ้ำ ส่วนร้านที่อยากมีช่องทางจัดส่งในแบรนด์ตัวเอง การมีหน้าสั่งซื้อออนไลน์ของร้านเองจะมีค่าธรรมเนียมต่อบิลต่ำกว่าการพึ่งแอปของบุคคลที่สามอย่างเดียว
การตลาด: เน้น Instagram และออเดอร์สั่งล่วงหน้าเป็นช่องทางหลัก
ร้านเบเกอรีในไทยปี 2569 ขายได้ดีบน Instagram และ TikTok มากกว่าช่องทางอื่น เพราะขนมเป็นสินค้าที่เน้นภาพและลูกค้ามักถ่ายแชร์
คอนเทนต์ที่เน้น Instagram ถ่ายภาพขนมตอนที่ตัดเปิดให้เห็นเนื้อใน แสงธรรมชาติช่วง 10:00-14:00 และมีพื้นหลังเรียบง่าย โพสต์เมนูใหม่ทุกสัปดาห์ ทำคลิปสั้นเบื้องหลังการอบขนมเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ
เค้กสั่งล่วงหน้าสำหรับเทศกาล เปิดรับสั่งล่วงหน้า 1-2 สัปดาห์ก่อนเทศกาลใหญ่ เช่น วาเลนไทน์ วันแม่ คริสต์มาส ส่งโปรโมชั่นให้ลูกค้าเก่าทาง LINE Official Account ก่อนเปิดสาธารณะ 3-5 วัน
จับมือกับพื้นที่ทำงานร่วมและร้านกาแฟ ร้านที่ไม่มีที่นั่งสามารถส่งขนมขายฝากที่พื้นที่ทำงานร่วมหรือร้านกาแฟใกล้บ้าน ส่วนแบ่ง 30-40% แต่ได้การมองเห็นและฐานลูกค้าใหม่
ลดราคาขนมที่เหลือก่อนปิดร้าน ลดราคา 30% สำหรับขนมที่เหลือก่อนปิดร้าน 1-2 ชั่วโมง ลดของเสียและสร้างความเคยชินให้ลูกค้าแวะมาช่วงเย็น
กรณีศึกษา: Babycakes แบรนด์เบเกอรีไทยที่เริ่มจากครัวหลังบ้านและเติบโตจนจัดส่งครบ 77 จังหวัด เผยว่าจุดเปลี่ยนคือคอนเทนต์ TikTok เค้กสลับคำ "ขอเป็นแฟน" ที่กลายเป็นไวรัล ทำให้แบรนด์ขยายจากออนไลน์สู่หน้าร้านสาขา การมีคอนเทนต์ที่เข้ากับกระแสสังคมและตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความรวดเร็วและปรับแต่งได้ คือกุญแจสำคัญ (ดูคลิป Babycakes Rag to Rich EP.269)
ในเรื่องราคาขาย ร้านส่วนใหญ่ตั้งกำไรที่ 2.5-3.5 เท่าของต้นทุนวัตถุดิบ croissant ต้นทุน 25-35 บาทขายที่ 80-120 บาท, cheesecake ต้นทุน 35-50 บาทต่อชิ้นขายที่ 120-180 บาท ปัจจัยสำคัญคือคำนวณรวมค่าแรง ค่าเช่า ค่าไฟ และค่าบรรจุ ไม่ใช่แค่วัตถุดิบ การติดตามต้นทุนต่อชิ้นผ่านระบบที่บันทึกสูตรขนมได้ช่วยให้รู้กำไรจริงและปรับราคาทันก่อนขาดทุน
ข้อผิดพลาดที่มักเจอ
จากที่เราเห็นในการทำงานกับผู้ประกอบการร้านเบเกอรีและคาเฟ่ในไทย ข้อผิดพลาดที่ทำให้ร้านปิดในปีแรกมี 3 ข้อหลัก
1. ทำเมนูเยอะเกินไปตั้งแต่เปิด ร้านมือใหม่มักอยากให้ลูกค้ามีตัวเลือกเยอะ เลยเปิดด้วย 15-20 เมนู ผลคือสต็อกวัตถุดิบเยอะ ของเสียมาก และไม่รู้ว่าเมนูไหนขายดีจริง แนะนำเริ่ม 5-8 เมนูและเพิ่มทีละน้อยจากยอดขายจริง
เคสที่น่าเรียนรู้คือ Babycakes ที่ใช้สูตรเค้กเก่าจากปี 1999 แต่กลับมาเริ่มใหม่ในช่วงโควิดด้วยเค้กข้อความสั้นๆ โฟกัสที่เมนูซิกเนเจอร์เพียงรูปแบบเดียวก่อน แล้วค่อยขยายเมนู Cake Cube และ Baby Tray 4 ชิ้นทีหลัง (Babycakes EP.269)
2. ไม่ติดตามอายุการเก็บและของเสีย หลายร้านอบขนมตามความรู้สึก ไม่ได้จดว่าวันไหนเหลือกี่ชิ้น ผลคืออบเยอะเกินไปทุกวัน ของเสียกินกำไรหมด การติดตามผ่านระบบ POS หรือ Google Sheet รายวันใน 2 เดือนแรกช่วยปรับจำนวนผลิตให้แม่นยำได้
3. ลงเตาอบแพงไปก่อนพิสูจน์ว่าลูกค้าซื้อจริง การซื้อเตาแก๊สเชิงพาณิชย์ 100,000+ บาทตั้งแต่เดือนแรกเพราะ "เผื่อโต" เป็นความเสี่ยงสูง เริ่มจากเตาอบไฟฟ้าราคา 10,000-20,000 บาทก่อน เมื่อยอดขายโตจนต้องอบครั้งละ 8 ถาดต่อรอบจริงๆ ค่อยอัพเกรด
เรื่องทำเล ทำเลที่เหมาะกับร้านเบเกอรีคือใกล้ออฟฟิศ คอนโด หรือพื้นที่ทำงานร่วม มากกว่าหน้าโรงเรียน เพราะลูกค้าออฟฟิศซื้อบ่อยกว่าและบิลเฉลี่ยสูงกว่า นักเรียนซื้อช่วงเช้าและเย็นเท่านั้น และราคาเฉลี่ยต่อบิลต่ำ ทำเลใกล้ออฟฟิศหรือคอนโดให้ยอดขายสม่ำเสมอตลอดทั้งสัปดาห์
สรุป
การเปิดร้านเบเกอรีในปี 2569 มีโอกาสสูงเพราะตลาดยังโต แต่ความเสี่ยงคือลงทุนเกินตัวก่อนพิสูจน์ว่าลูกค้าซื้อจริง เริ่มจากโมเดลเล็ก ทำเมนูซิกเนเจอร์ 5-8 ตัว ติดตามอายุการเก็บและของเสียอย่างมีระบบ และอัพเกรดเครื่องมือเมื่อยอดขายโตจริง การลงทุนในระบบจัดการสต็อกและรับออเดอร์สั่งล่วงหน้าตั้งแต่แรกช่วยให้ตัดสินใจได้ด้วยตัวเลขจริง ไม่ใช่ความรู้สึก
ถ้าร้านของคุณถึงจุดที่อยากรวมการขาย การจัดการสต็อก ออเดอร์สั่งล่วงหน้า และการจัดส่งไว้ในระบบเดียว StoreHub เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ร้านเบเกอรีและคาเฟ่ในไทยใช้กันอยู่ ดูแพ็คเกจและราคาได้ที่ ราคาระบบ StoreHub

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
เปิดร้านเบเกอรีลงทุนเท่าไหร่ เริ่มจากที่บ้านก่อนได้ไหม
ลงทุนได้ตั้งแต่ 30,000 บาทถ้าเริ่มแบบทำขนมที่บ้านโดยใช้เตาอบไฟฟ้าและขายผ่าน LINE หรือ Instagram จนถึง 1.5 ล้านบาทถ้าเปิดหน้าร้านพร้อมที่นั่ง โมเดลกลางคือครัวเล็กพร้อมบริการจัดส่ง งบประมาณ 100,000-300,000 บาท การเริ่มจากที่บ้านก่อนเป็นวิธีที่นิยม เพราะพิสูจน์ว่าลูกค้าซื้อจริงและทดลองสูตรขนมได้โดยไม่ต้องเสี่ยงค่าเช่า ก่อนตัดสินใจขยับขึ้นโมเดลถัดไป
ทำเบเกอรีขายที่บ้าน ต้องจด อย. ไหม
ถ้าทำขนมอบสดวันต่อวันและขายปลีกตรงให้ลูกค้าผ่าน LINE หรือ Instagram โดยทั่วไปยังไม่ต้องขอ อย. แต่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์ที่อำเภอหรือเขตเพื่อให้ขายได้ถูกกฎหมาย กรณีที่ต้องขอ อย. คือเมื่อขายส่งให้ร้านอื่น บรรจุปิดสนิทเพื่อขายระยะยาว หรือใช้คำกล่าวอ้างทางสุขภาพ เพื่อความชัดเจนแนะนำให้ปรึกษากองอาหารของ อย. ก่อนเปิดขายจริง เพราะเงื่อนไขอาจเปลี่ยนตามรูปแบบสินค้า
เตาอบไฟฟ้ากับเตาแก๊ส แบบไหนเหมาะกับมือใหม่
มือใหม่ที่เริ่มจากที่บ้านควรเริ่มจากเตาอบไฟฟ้าก่อน เพราะควบคุมอุณหภูมิแม่นยำ ติดตั้งง่าย ไม่ต้องเดินท่อแก๊ส และราคาเริ่มต้นเพียง 5,000-20,000 บาท เหมาะกับการอบครั้งละ 1-2 ถาด เตาแก๊สเชิงพาณิชย์ที่อบได้ครั้งละหลายถาดราคาเริ่มต้น 30,000-150,000 บาท เหมาะเมื่อยอดขายโตจนต้องอบครั้งละ 8-12 ถาดต่อรอบ การลงเตาแก๊สเร็วเกินไปก่อนพิสูจน์ว่าลูกค้าซื้อจริงเป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
เลือกเมนูยังไงให้ขายดี ไม่เหลือทิ้งทุกวัน
เริ่มจากเมนูซิกเนเจอร์ 5-8 ตัวเท่านั้น เลือกขนมที่ใช้วัตถุดิบทับซ้อนกันได้ เช่น croissant, pain au chocolat, almond croissant ใช้แป้งโดว์เดียวกัน ช่วยลดของเสีย ติดตามยอดขายรายเมนูทุกวันใน 2 สัปดาห์แรก เมนูไหนขายไม่ถึง 50% ของที่อบให้ตัดออกหรือลดจำนวน เมนูไหนขายหมดก่อนเที่ยงให้เพิ่มจำนวนหรือขึ้นราคา การติดตามยอดขายรายเมนูผ่านระบบ POS ช่วยให้ตัดสินใจได้เร็วกว่าการจดมือ




















