Logo Image

New & Trending

New & Trending

ขายของออนไลน์อะไรดี 2026? ส่อง 6 เทรนด์สินค้าขายง่าย กำไรดี

ขายของออนไลน์อะไรดี 2026? ส่อง 6 เทรนด์สินค้าขายง่าย กำไรดี

ขายของออนไลน์อะไรดี 2026? ส่อง 6 เทรนด์สินค้าขายง่าย กำไรดี

12 ก.พ. 2569

สรุปสั้นๆ: สินค้าขายดีออนไลน์ปี 2026

• ตลาด Ecommerce ไทยปี 2023 ทะลุ 700,000 ล้านบาท คาดโต 25%/ปี

• กลุ่มสินค้าขายดี 3 อันดับ: (1) ความงาม-ดูแลตัว มูลค่า 1,084 ล้านเหรียญ โต 4.24%/ปี กลุ่มเป้าหมายขยายครอบคลุมทุกเพศ เทรนด์ clean beauty/ออร์แกนิก (2) แฟชั่น-แอคเซสซอรี่ มูลค่า 6,700 ล้านเหรียญ (เสื้อผ้า) และ 3,560 ล้านเหรียญ (แอคเซสซอรี่) เน้น sustainable/athleisure (3) ของใช้ในบ้าน-เครื่องครัว ยอดหม้อทอดไร้น้ำมันโต 160% ตอบโจทย์เทรนด์อยู่บ้าน-รักสุขภาพ

• สินค้าดิจิทัลมาแรง: คอร์สออนไลน์ (ตลาดโลก 314 พันล้านเหรียญ โต 13%/ปี), E-book (มูลค่า 22,451 ล้านเหรียญ โต 5%/ปี), Template/Asset ดิจิทัล

• ช่องทางขายยอดนิยม: Shopee 75%, Lazada 67%, TikTok 51%, Facebook 39% คำแนะนำมือใหม่: เลือกสินค้าที่ถนัด ใช้ Google Trends วิจัยตลาด ทดลองขายล็อตเล็ก คำนวณต้นทุนให้ชัด ใช้กลยุทธ์ Omnichannel ขายหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน

     ประเทศไทยยังคงมีการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2023 มียอดช้อปออนไลน์รวมสูงถึงประมาณ 700,000 ล้านบาท ซึ่งมากเป็นประวัติการณ์ และคาดว่าจะโตปีละ ~25% ในช่วงปี 2024-2025 สินค้าที่ขายดีทางออนไลน์นั้นมีทั้งสินค้ากายภาพ (Physical goods) และสินค้าดิจิทัล (Digital goods) ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นตามพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ในบทความนี้เราจะยกตัวอย่างสินค้าขายดีอย่างละประเภท พร้อมวิเคราะห์แนวโน้ม ความนิยม, กลุ่มเป้าหมาย และ ช่องทางการขาย ที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำสำหรับมือใหม่ในการเลือกสินค้ามาขาย และสรุปจุดเด่นของช่องทางขายออนไลน์หลัก ๆ ในไทย

Top 3 สินค้าทั่วไปและ Top 3 สินค้าดิจิทัล ที่มาแรงในปี 2026

Top 3 สินค้ามาแรง

1. ผลิตภัณฑ์เพื่อความงามและการดูแลส่วนบุคคล

หมวดความงามและการดูแลตัวเองยังคงเป็นสินค้ากายภาพที่ได้รับความนิยมสูง ไม่ว่าจะเป็นสกินแคร์ เมคอัพ หรือผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ปัจจุบันตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวของไทยมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 1,084 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะโตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละประมาณ 4.24%​ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผู้บริโภคไทย 

ที่น่าสนใจคือกลุ่มลูกค้าผลิตภัณฑ์ความงามมีความหลากหลายมากขึ้น ปัจจุบันไม่ใช่แค่ผู้หญิงเท่านั้นที่ซื้อสินค้าเหล่านี้ แต่รวมถึงผู้ชายและกลุ่มผู้บริโภค LGBTQ+ ด้วย ทำให้ตลาดความงามเติบโตใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ความนิยมนี้ครอบคลุมตั้งแต่สกินแคร์อย่างเซรั่มบำรุงผิวและครีมกันแดด ไปจนถึงเมคอัพไอเท็มใหม่ ๆ เช่น เครื่องสำอางแบบ clean beauty และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติ ซึ่งผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสุขภาพผิวและภาพลักษณ์มากขึ้น

  • เหตุผลที่ขายดี: คนไทยทุกเพศทุกวัยหันมาใส่ใจภาพลักษณ์มากขึ้น มีการบำรุงผิวพรรณตามเทรนด์จากอินฟลูเอนเซอร์และโซเชียลมีเดีย

  • แนวโน้มตลาด: ความนิยมสินค้าออร์แกนิก, วีแกน, ไม่มีพาราเบน, หรือสำหรับผิวแพ้ง่าย

  • Insight พฤติกรรมลูกค้า: ชอบดูรีวิวจากผู้ใช้จริง, มีพฤติกรรมตัดสินใจซื้อเร็วหากเห็นผลชัดเจนผ่านภาพหรือวิดีโอ

  • เคล็ดลับการขาย: ทำคอนเทนต์ Before-After, รีวิวจากลูกค้า, หรือเทคนิคการใช้ให้เห็นผลใน 7 วัน

2. แฟชั่น & แอคเซสซอรี่

สินค้าแฟชั่นอย่างเสื้อผ้า รองเท้าหรือกระเป๋า เป็นอีกหมวดที่ขายดีสม่ำเสมอบนช่องทางออนไลน์ ตลาดเสื้อผ้าออนไลน์ในประเทศไทยปี 2024 มีมูลค่าประมาณ 6.70 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแม้อัตราการเติบโตต่อปีจะอยู่ราว 2.03%​ (ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับหมวดอื่น) แต่ก็ยังถือเป็นตลาดใหญ่ที่มีการซื้อซ้ำประจำและเติบโตต่อเนื่องตามเทรนด์แฟชั่นใหม่ ๆ อยู่เสมอ

สำหรับหมวดแฟชั่นแอคเซสซอรี่ (เช่น เครื่องประดับและกระเป๋า) ก็มีแนวโน้มสดใส มูลค่าตลาดประมาณ 3.56 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะโตเฉลี่ยปีละ ~4.59%​ ซึ่งถือว่าเติบโตดีทีเดียว สินค้ากลุ่มกระเป๋ายังคงครองสัดส่วนใหญ่ที่สุดของตลาดนี้ (มูลค่าประมาณ 1.88 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024)​ เทรนด์ที่มาแรงในหมวดแฟชั่นขณะนี้ ได้แก่ sustainable fashion (แฟชั่นรักษ์โลก), เสื้อผ้ากีฬาและชุดลำลอง (athleisure) และเครื่องประดับดีไซน์ไทยที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคยุคใหม่บนโลกออนไลน์

  • เหตุผลที่ขายดี: เทรนด์แฟชั่นมาไวไปไว คนชอบเปลี่ยนลุคและมองหาไอเท็มใหม่ๆ อยู่เสมอ

  • แนวโน้มตลาด: เสื้อผ้าโทนมินิมอล, Y2K, สไตล์เกาหลี, แอคเซสซอรี่งาน Handmade หรือแบรนด์เล็กที่มีเอกลักษณ์

  • Insight พฤติกรรมลูกค้า: ชอบซื้อจากภาพที่ใส่แล้วดูดี มี Mix & Match ชัดเจน หรืออินฟลูเอนเซอร์แนะนำ

  • เคล็ดลับการขาย: โชว์ลุคเต็มตัว, วิดีโอหมุน 360°, ใช้ Influencer รีวิวเป็น Lookbook ใน TikTok/IG

    จัดการร้านค้าครบจบในที่เดียวด้วยStoreHubPOSช่วยจัดการสต็อกสินค้าและพนักงานได้ง่ายๆ

3. ของใช้ภายในบ้าน & เครื่องครัวขนาดเล็ก

สินค้าหมวดของใช้ในบ้านและเครื่องครัวขนาดเล็กได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมาก เนื่องจากผู้คนให้ความสำคัญกับการตกแต่งบ้านและทำอาหารเองที่บ้านมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ยอดขายหม้อทอดไร้น้ำมันของฟิลิปส์ในประเทศไทยช่วงปี 2562-2564 เพิ่มขึ้นกว่า 160%​ สะท้อนกระแสความนิยมอุปกรณ์ทำอาหารเพื่อสุขภาพในช่วงที่ผู้คนใช้ชีวิตอยู่บ้านมากขึ้น นอกจากหม้อทอดไร้น้ำมันแล้ว เครื่องใช้เล็ก ๆ อย่างเครื่องปั่นอเนกประสงค์ เครื่องชงกาแฟขนาดเล็ก หรือเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย ก็เป็นสินค้าที่ขายดีตามเทรนด์รักสุขภาพและความสะดวกสบายเช่นกัน

ในด้านของตกแต่งบ้านและการจัดเก็บก็มาแรงไม่แพ้กัน ผู้บริโภคยุคนี้นิยมสินค้าแต่งบ้านเก๋ ๆ เช่น โคมไฟดีไซน์สวย แจกันตกแต่ง และชั้นวางของติดผนัง รวมถึงกล่องเก็บของอเนกประสงค์ที่ช่วยจัดระเบียบพื้นที่อยู่อาศัย สินค้าเหล่านี้ตอบโจทย์ทั้งเรื่องฟังก์ชันการใช้สอยและความสวยงาม (home décor) ทำให้หมวดของใช้ในบ้านยังคงเติบโตต่อเนื่อง ผู้ขายที่นำเสนอสินค้าที่ทั้งมีประโยชน์และมีสไตล์จะมีโอกาสดึงดูดลูกค้าได้มากในตลาดนี้

  • เหตุผลที่ขายดี: คนอยู่บ้านมากขึ้น, แต่งบ้านตามเทรนด์ Instagram/TikTok, มองหาความสะดวกสบายในการใช้ชีวิต

  • แนวโน้มตลาด: สินค้าโทนสีเอิร์ธ/ครีม/ไม้, ฟังก์ชัน 2-in-1, ดีไซน์สวยใช้งานง่าย

  • Insight พฤติกรรมลูกค้า: ชอบรีวิวที่แสดงการใช้งานจริง, สนใจสินค้าขนาดกะทัดรัด ประหยัดไฟ

  • เคล็ดลับการขาย: ถ่ายคลิปสาธิตการใช้งานในชีวิตประจำวัน, ทำคอนเทนต์ "ก่อน-หลังจัดบ้าน", แนะนำสินค้าในหมวด “ของจุกจิกที่ใช้แล้วชีวิตดีขึ้น”

Top 3 สินค้าดิจิทัลยอดนิยม

1. คอร์สออนไลน์

คอร์สเรียนออนไลน์กลายเป็นสินค้าดิจิทัลกระแสหลักที่ผู้คนหันมาให้ความสนใจเพื่อพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สการตลาดดิจิทัล คอร์สเขียนโปรแกรม หรือเรียนภาษา ผู้เรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ที่ต้องการความยืดหยุ่น นอกจากนี้หลายหลักสูตรยังมาพร้อมใบรับรองหรือประกาศนียบัตร สร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้เรียนในการนำความรู้ไปต่อยอดอาชีพ

แนวโน้มของตลาด e-learning ทั่วโลกก็เติบโตอย่างแข็งแกร่ง คาดว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มจากประมาณ 314 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เป็น 354.7 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 (เติบโตราว 13% ภายในปีเดียว)​ สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นของการเรียนออนไลน์ หลายองค์กรและสถาบันศึกษาเองก็เริ่มหันมาลงทุนสร้างหลักสูตรออนไลน์ของตน ดังนั้นการผลิตหรือขายคอร์สออนไลน์คุณภาพในหัวข้อที่ตลาดต้องการ (เช่น การตลาดดิจิทัล, เขียนโค้ดเบื้องต้น, ภาษาต่างประเทศ) จึงเป็นโอกาสที่น่าสนใจในการสร้างรายได้บนโลกดิจิทัล

  • เหตุผลที่ขายดี: คนไทยหันมา Upskill ตัวเอง, เรียนได้จากที่บ้านและยืดหยุ่น

  • แนวโน้มตลาด: เน้น Practical ใช้ได้จริง, เรียนจบมีผลงาน, เรียนผ่านมือถือได้

  • Insight พฤติกรรมลูกค้า: มักสนใจเรียนฟรีก่อน แล้วค่อยซื้อคอร์สแบบพรีเมียม

  • เคล็ดลับการขาย: แจกคลิปสั้นให้ความรู้ (micro content), อัปเดตคอร์สใหม่เรื่อยๆ, ใช้รีวิวจากผู้เรียนจริง

2. E-book & คู่มือดิจิทัล

หนังสือในรูปแบบอีบุ๊กและคู่มือความรู้ต่าง ๆ เป็นสินค้าดิจิทัลที่ขายดีอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้อ่านสามารถดาวน์โหลดและเปิดอ่านได้ทันทีบนอุปกรณ์ของตน ไม่ต้องรอจัดส่งหรือเสียพื้นที่จัดเก็บ ตลาด E-book ทั่วโลกปี 2024 มีมูลค่าประมาณ 22,451 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย ~5% ต่อปีจนแตะ 36,570 ล้านดอลลาร์ในปี 2034​ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าผู้คนยังคงหันมาอ่านหนังสือดิจิทัลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งพฤติกรรมการบริโภคคอนเทนต์ก็เปลี่ยนไปในทิศทางที่นิยมเสพข้อมูลแบบรวดเร็วและพกพาสะดวก

E-book และคู่มือออนไลน์ได้รับความนิยมในหลายหมวดหมู่ โดยเฉพาะหนังสือแนวให้ความรู้และพัฒนาตนเอง เช่น หนังสือ How-To, คู่มือสุขภาพ, และหนังสือแนว self-help ที่ช่วยเสริมสร้างแรงบันดาลใจ เนื้อหาประเภทนี้ตอบโจทย์ผู้อ่านที่ต้องการคำแนะนำที่นำไปใช้ได้จริงทันที การทำ E-book ขายในหัวข้อที่ตนถนัด หรือการรวบรวมความรู้เฉพาะด้านเป็นคู่มือแบบไฟล์ PDF ถือเป็นอีกช่องทางสร้างรายได้แบบ ขายความรู้ ที่ต้นทุนต่ำสำหรับผู้สร้างคอนเทนต์ยุคใหม่

  • เหตุผลที่ขายดี: ราคาย่อมเยา, เข้าถึงง่าย, โหลดใช้ได้ทันที

  • แนวโน้มตลาด: เนื้อหาย่อยง่าย, สวยอ่านง่าย, PDF ที่ใช้ได้ทั้งมือถือ/คอมพ์

  • Insight พฤติกรรมลูกค้า: ชอบโหลดจาก Creator ที่ติดตามอยู่, หรือที่มี Packaging ดึงดูด

  • เคล็ดลับการขาย: ตั้งราคาน่าซื้อ (99-199 บาท), ทำโปรขายเป็น Bundle, มี Landing Page ที่น่าเชื่อถือ

3. Template & Asset ดิจิทัล

ไฟล์เทมเพลตและสินทรัพย์ดิจิทัลต่าง ๆ ถือเป็นอีกหมวดที่หลายคนอาจมองข้าม แต่ความจริงแล้วสินค้าประเภทนี้มีความต้องการสูงมากบนตลาดออนไลน์​ เพราะช่วยประหยัดเวลาผู้ใช้งานและนำไปใช้ซ้ำได้ทันที ยกตัวอย่างเช่น ไฟล์แม่แบบเรซูเม่ (Resume Template) ที่ช่วยให้ผู้สมัครงานสามารถสร้างประวัติส่วนตัวสวย ๆ ได้อย่างรวดเร็ว หรือ เทมเพลตงานออกแบบบน Canva ที่เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กสามารถนำไปปรับใช้ทำโพสต์โปรโมตได้เองโดยไม่ต้องมีทักษะกราฟิกขั้นสูง สินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ ที่ขายดี ได้แก่ ฟอนต์ดีไซน์สวยๆ สำหรับงานออกแบบ, ไฟล์ภาพกราฟิก mockup ให้แม่ค้าออนไลน์นำไปใช้โชว์สินค้าของตน, รวมถึงเพลงประกอบหรือซาวด์เอฟเฟกต์สำหรับใช้ตัดต่อวิดีโอและพอดแคสต์ เป็นต้น

แพลตฟอร์มตลาดสินค้าออนไลน์อย่าง Etsy นั้นมีผู้ซื้ออยู่มากกว่า 95 ล้านคนทั่วโลก​ ทำให้การขายสินค้าดิจิทัลดาวน์โหลดเหล่านี้เข้าถึงลูกค้าได้วงกว้างโดยไม่ต้องส่งสินค้าเป็นชิ้น เพียงผู้ขายสร้างไฟล์เทมเพลตหรือสินทรัพย์หนึ่งครั้ง ก็สามารถวางขายซ้ำได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ต้นทุนการผลิตเพิ่มเติมแทบไม่มี จึงกำไรดีและกลายเป็นช่องทางรายได้แบบพาสซีฟที่มาแรง ผู้ประกอบการยุคใหม่ที่มีทักษะด้านงานดีไซน์หรือคอนเทนต์สามารถสร้างรายได้จากการขาย Template & Asset ดิจิทัล เหล่านี้ได้ง่าย ๆ ผ่านตลาดออนไลน์ต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ เช่น Etsy, Creative Market หรือขายผ่านเว็บไซต์ของตัวเองโดยตรงก็ทำได้เช่นกัน

  • เหตุผลที่ขายดี: ใช้ได้ซ้ำ, ซื้อครั้งเดียวใช้ได้ตลอด, มีดีไซน์ช่วยประหยัดเวลา

  • แนวโน้มตลาด: ใช้ในงาน Digital Creator, Content Marketing, หรือ Resume/Portfolio

  • Insight พฤติกรรมลูกค้า: สนใจจาก “ตัวอย่างเทมเพลต” ที่โพสต์ใน IG/TikTok

  • เคล็ดลับการขาย: โพสต์ตัวอย่าง/Mockup ให้เห็นหน้าตาจริง, ทำ Highlight บน IG, สร้าง Shop บน Gumroad หรือ Ko-fi

คำแนะนำในการเลือกสินค้ามาขายออนไลน์สำหรับมือใหม่

การเลือกว่าจะขายอะไรดีถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดสำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มือใหม่ สิ่งสำคัญคือการหาสินค้าที่ทั้งตรงกับความสนใจ/ความถนัดของผู้ขายและมีความต้องการในตลาด ด้านล่างนี้เป็นคำแนะนำเบื้องต้นในการเลือกสินค้าให้ขายดีและมีโอกาสเติบโต:
เลือกสินค้าที่ตนเองสนใจหรือมีความรู้

การขายของที่เราสนใจจะช่วยให้เราเข้าใจลูกค้าและตัวสินค้าได้ดีกว่า ตัวอย่างเช่น: หากคุณชอบแต่งตัวและติดตามเทรนด์แฟชั่นอยู่แล้ว คุณย่อมรู้ว่าเสื้อผ้าแบบใดกำลังมาแรงและน่าจะขายง่าย​ ความรู้และอินไซด์ตรงนี้จะช่วยในการคัดเลือกสินค้าที่ “เข้าตา” กลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดกว่า (ในทางกลับกัน หากเลือกขายสินค้าที่ตัวเองไม่ถนัดเลย อาจทำให้ไม่เข้าใจตลาดและตอบคำถามลูกค้าไม่เต็มที่)

ใช้ข้อมูลและเครื่องมือออนไลน์ช่วยค้นหาเทรนด์

ก่อนตัดสินใจเลือกสินค้า ควรสำรวจแนวโน้มความนิยมของสินค้าประเภทต่าง ๆ เช่น ใช้เครื่องมืออย่าง Google Trends ในการตรวจสอบว่าผู้คนกำลังสนใจค้นหาเรื่องอะไร สินค้าไหนเป็นกระแส และมีช่องว่างตรงไหนในตลาด​ ข้อมูลการค้นหาและเทรนด์นี้จะช่วยให้เราเลือกสินค้าที่มีแนวโน้มขายดี (เช่น พบว่าช่วงนี้คนค้นหาคำว่า “อุปกรณ์ออกกำลังกายที่บ้าน” เพิ่มขึ้นมาก ก็อาจพิจารณานำสินค้าในกลุ่มฟิตเนสในบ้านมาขาย) นอกจากนี้การดูรายงานหรือบทวิเคราะห์ตลาดจากแหล่งที่เชื่อถือได้ (เช่น รายงานเทรนด์จาก Shopee, Lazada, หรือบทความการตลาดต่าง ๆ) ก็ช่วยชี้แนวทางสินค้ายอดนิยมได้เช่นกัน

ศึกษาตลาดและคู่แข่งอย่างละเอียด

เมื่อมีไอเดียสินค้าเบื้องต้นแล้ว ให้ทำ การวิจัยตลาด ในกลุ่มสินค้านั้น ๆ ต่อ เริ่มจากการวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายว่าเป็นใคร มีพฤติกรรมการซื้ออย่างไร จากนั้นศึกษาคู่แข่งที่ขายสินค้าคล้ายกัน ดูว่าพวกเขาขายอะไร ราคาเท่าไร โปรโมตผ่านช่องทางไหนบ้าง การทำวิจัยนี้จะช่วยให้เราเห็นโอกาสในการสร้างความแตกต่าง เช่น อาจพบว่าสินค้าประเภทนี้ยังไม่มีคนเจาะกลุ่มลูกค้าบางกลุ่ม หรือไม่มีแบรนด์ไหนเน้นจุดขายบางอย่าง เป็นต้น​ ข้อมูลเหล่านี้จะนำไปใช้วางแผนปรับสินค้า/การตลาดของเราให้โดดเด่นกว่าคู่แข่งได้

เริ่มทดลองขายในวงเล็กและเก็บฟีดแบ็ก

สำหรับมือใหม่ ไม่ควรทุ่มทุนสต็อกสินค้าจำนวนมากตั้งแต่แรก ควรเริ่มจากล็อตเล็ก ๆ หรือรูปแบบ พรีออเดอร์/ดรอปชิป เพื่อลดความเสี่ยง แล้วทดลองขายในกลุ่มเล็ก ๆ (เช่น เปิดขายในหมู่เพื่อนหรือในกลุ่มออนไลน์เล็ก ๆ ก่อน) เพื่อเก็บความคิดเห็นและดูว่าลูกค้าชอบสินค้าของเราหรือไม่ ฟีดแบ็กจากกลุ่มทดลองนี้มีค่ามาก เพราะเราสามารถนำมาปรับปรุงสินค้า บริการ หรือการนำเสนอขายให้ดีขึ้น ก่อนจะขยายการขายไปสู่ตลาดวงกว้างต่อไป

วางแผนต้นทุนและหาแหล่งสินค้าที่ดี

การเลือกสินค้าที่ดีต้องคำนึงถึง ความคุ้มค่าเชิงธุรกิจ ด้วย มือใหม่ควรคำนวณต้นทุนต่าง ๆ อย่างรอบคอบ (ราคาต้นทุนสินค้า, ค่าส่ง, ค่าการตลาด, แพลตฟอร์มฟี etc.) เปรียบเทียบกับราคาขายในตลาดว่ามีกำไรเพียงพอหรือไม่ นอกจากนี้ควรมองหา แหล่งซัพพลาย ที่เชื่อถือได้และให้ราคาต้นทุนต่ำ เช่น ตลาดขายส่งหรือโรงงานผู้ผลิตโดยตรง หรือแม้แต่การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศถ้าคุ้มทุน การได้แหล่งสินค้าราคาดีย่อมทำให้เราตั้งราคาขายแข่งขันได้ โดยไม่ลดคุณภาพ เมื่อมั่นใจเรื่องต้นทุนและซัพพลายแล้ว เราจะเลือกสินค้ามาขายได้อย่างสบายใจขึ้นว่าทำกำไรได้แน่นอน

(เมื่อผ่านขั้นตอนเลือกสินค้าแล้ว ขั้นต่อไปผู้ขายมือใหม่ควรมีการวางแผนธุรกิจคร่าว ๆ กำหนดกลยุทธ์การตลาด ช่องทางการขาย และตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน เพื่อใช้เป็นแผนที่นำทางในการดำเนินธุรกิจออนไลน์ต่อไป ทั้งนี้การพัฒนาทักษะต่าง ๆ เช่น การสื่อสารกับลูกค้า, ความรู้เรื่องแพลตฟอร์มออนไลน์, การวิเคราะห์ข้อมูล ฯลฯ ก็จะช่วยให้ธุรกิจออนไลน์ใหม่ของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืน​)

จุดเด่นของช่องทางการขายออนไลน์ต่าง ๆ

ช่องทางการขายของออนไลน์ในไทยมีหลายแพลตฟอร์ม โดยแต่ละช่องทางมีลักษณะเด่นและเหมาะกับสินค้าหรือกลยุทธ์ที่ต่างกัน จากผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคช่วงต้นปี 2024 พบว่าแพลตฟอร์มยอดนิยมของคนไทยในการซื้อของออนไลน์ 30 วันที่ผ่านมา อันดับ 1 คือ Shopee (ใช้โดย 75% ของผู้ตอบแบบสอบถาม) รองลงมาคือ Lazada (67%) และ TikTok (51%) ตามด้วย Facebook (39%), LINE (24%) และ Instagram (16%) เป็นต้น​ แต่ละแพลตฟอร์มดังกล่าวมีข้อดีเฉพาะตัว ดังนี้:

  • Shopee: Marketplace อันดับหนึ่งในไทยที่มีสินค้าหลากหลายและผู้ใช้งานจำนวนมาก จุดเด่นคือมีโปรโมชั่นและฟีเจอร์ส่งเสริมการขายเยอะ เช่น แฟลชเซลล์ (Flash Sale) ลดราคาสินค้าเป็นช่วงเวลา, โค้ดส่วนลดและโค้ดส่งฟรี ที่กระตุ้นให้ลูกค้าซื้อทันที นอกจากนี้ Shopee ยังมีระบบรีวิวจากผู้ซื้อและระบบค้นหาสินค้าที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ลูกค้าหาสินค้าเจอและมั่นใจในการซื้อ สินค้าราคาไม่แพงจนถึงปานกลางขายดีมากบน Shopee เพราะกลุ่มลูกค้าหลักเป็นนักช้อปที่มองหาของราคาคุ้มค่า ทั้งนี้ข้อมูลยังชี้ว่าสินค้าขายดีบน Shopee ส่วนใหญ่คือหมวดแฟชั่น ของใช้ในบ้าน และสุขภาพความงาม​ ซึ่งสะท้อนว่าแพลตฟอร์มนี้เหมาะกับสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

  • Lazada: Marketplace รายใหญ่อีกรายที่โดดเด่นด้านความน่าเชื่อถือและแบรนด์สินค้าทางการ (Official Brands) หลายแบรนด์มีร้านค้า LazMall บนแพลตฟอร์มนี้ ทำให้ดึงดูดลูกค้าที่ต้องการของแท้และยอมจ่ายในราคาสูงขึ้นได้ จุดเด่นของ Lazada คือแคมเปญลดราคาใหญ่ประจำปี (เช่น 11.11, 12.12) และระบบโลจิสติกส์ที่แข็งแรงจากการสนับสนุนของเครือ Alibaba สินค้าหมวดอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าขายดีมากบน Lazada​ เพราะลูกค้ามักเลือกซื้อของชิ้นใหญ่ที่ต้องการความเชื่อถือเรื่องการรับประกัน อีกทั้ง Lazada มีฟีเจอร์เปรียบเทียบราคาและรายละเอียดสินค้าชัดเจน เหมาะกับสินค้าที่ลูกค้าอยากพิจารณาข้อมูลก่อนซื้อ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า, มือถือ, สินค้าสำหรับแม่และเด็ก เป็นต้น (ซึ่งหมวดหลังนี้ก็เป็นอีกหมวดขายดีของ Lazada ในไทยเช่นกัน)

  • TikTok Shop: ช่องทางอีคอมเมิร์ซน้องใหม่มาแรงที่ผสานกับความบันเทิงและโซเชียลมีเดียบนแอป TikTok จุดเด่นคือการขายผ่าน วิดีโอสั้นและไลฟ์สด ที่สามารถสร้างกระแสไวรัลให้สินค้าดังชั่วข้ามคืนได้ เหมาะมากกับสินค้าที่ ราคาไม่สูงและเป็นที่สนใจแบบกระแส (impulse buy) เพราะผู้ชมมักตัดสินใจซื้อทันทีจากความตื่นเต้นหรือความแปลกใหม่ขณะดูวิดีโอ ข้อมูลในอุตสาหกรรมชี้ว่า มูลค่าการสั่งซื้อเฉลี่ย (AOV) บน TikTok มักต่ำกว่าใน Marketplace อื่น ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะสินค้าที่ขายดีบน TikTok เช่น สินค้าแฟชั่นราคาย่อมเยา, สินค้าความงาม/ของใช้ส่วนตัวชิ้นเล็กๆ, ของจิปาถะน่ารัก หรืออาหารขนมทานเล่น เป็นต้น​ การขายบน TikTok Shop มักได้ผลดีเมื่อใช้พรีเซ็นเตอร์หรืออินฟลูเอนเซอร์รีวิวสินค้าอย่างน่าสนใจ และมีโปรโมชันลดแรงๆ ระหว่างไลฟ์เพื่อกระตุ้นให้ผู้ชม “กดซื้อ” ทันที อีกทั้งระบบตะกร้าสินค้าใน TikTok ก็ทำให้ซื้อได้ในไม่กี่คลิกโดยไม่ต้องออกจากแอป

  • Facebook: แม้ Facebook จะไม่ได้มีระบบตะกร้าชำระเงินในตัวเหมือนแพลตฟอร์มข้างต้น แต่ก็เป็น ช่องทาง Social Commerce ที่สำคัญที่สุดในไทยมาหลายปี ร้านค้าออนไลน์จำนวนมากเริ่มสร้างตัวตนผ่าน เพจ Facebook และใช้วิธีโพสต์ขายหรือ ไลฟ์สดขายของ บนแพลตฟอร์มนี้ ข้อดีคือ Facebook มีกลุ่มผู้ใช้หลากหลายช่วงอายุ (ค่อนข้างกว้างกว่าแพลตฟอร์มอื่น) และระบบ Facebook Groups ที่รวมตัวคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน ทำให้พ่อค้าแม่ค้าสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเฉพาะได้ผ่านการเข้าร่วมกลุ่มหรือสร้างชุมชนของตัวเอง จุดเด่นอีกอย่างคือการทำ โฆษณาเจาะกลุ่มเป้าหมาย (Targeted Ads) ที่ทรงพลังมาก ผู้ขายสามารถลงโฆษณาให้เข้าถึงคนที่มีความสนใจหรือพฤติกรรมตรงกับสินค้าที่ขายได้อย่างละเอียด ส่งผลให้เพิ่มโอกาสปิดการขายได้สูง หากเทียบสัดส่วนการใช้งานแล้ว ในช่วงต้นปี 2024 มีคนไทยราว 39% ซื้อสินค้าผ่าน Facebook ภายในหนึ่งเดือน​ ซึ่งถือว่าไม่น้อยเมื่อเทียบกับมาร์เก็ตเพลส และสะท้อนว่า Facebook ยังคงเป็นช่องทางขายของออนไลน์ที่ทำเงินได้ดี โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องการการสร้างคอมมูนิตี้หรือเน้นการสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง

  • Instagram: เป็นช่องทางโซเชียลที่เน้นการแชร์รูปภาพและวิดีโอสั้น ทำให้เหมาะมากกับการขายสินค้าที่มีความสวยงามหรือเป็นไลฟ์สไตล์ เช่น แฟชั่น, เครื่องประดับ, เครื่องสำอาง, อาหารหน้าตาสวยงาม ฯลฯ ผู้ขายสามารถใช้ Instagram ในการโชว์รูปสินค้าแบบมืออาชีพและสร้าง Brand Story ผ่านฟีดและสตอรี่ จุดเด่นของ IG คือเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่วัยรุ่น-วัยทำงานตอนต้นได้ดี (ฐานผู้ใช้ IG มักอายุน้อยกว่า FB) การใช้ Influencer Marketing บน IG เป็นเทคนิคยอดนิยมที่ช่วยให้สินค้าเป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ IG มีฟีเจอร์ Instagram Shopping ที่ติดแท็กสินค้าในโพสต์และพาไปยังหน้าซื้อสินค้าได้โดยตรง ช่วยลดขั้นตอนในการซื้อ สินค้าที่ภาพลักษณ์สวยเก๋มักขายดีบน IG เพราะผู้คนมาเสพแรงบันดาลใจและพร้อมจะซื้อของที่สะท้อนตัวตนหรือรสนิยมของพวกเขา อย่างไรก็ดี จำนวนผู้ซื้อขายผ่าน IG ยังไม่มากเท่า Facebook (คิดเป็น ~16% ของผู้ซื้อออนไลน์รายเดือนช่วงต้นปี 2024) แต่ก็มีแนวโน้มเติบโตตามการเพิ่มขึ้นของฟีเจอร์ช้อปปิ้งและพฤติกรรมการซื้อของคนรุ่นใหม่

ทั้งนี้ การขายของออนไลน์ในปัจจุบันมักไม่ยึดติดเพียงช่องทางเดียว ผู้ประกอบการหลายรายเลือกใช้ กลยุทธ์ Omnichannel คือลงสินค้าหลายๆ แพลตฟอร์มควบคู่กัน เช่น มีหน้าร้านบน Shopee/Lazada ควบคู่กับการทำเพจ Facebook และ IG เพื่อเข้าถึงลูกค้าให้ได้มากที่สุด การเข้าใจจุดเด่นของแต่ละช่องทางดังที่กล่าวมาจะช่วยให้ผู้ขายเลือกใช้ช่องทางให้เหมาะกับประเภทสินค้าของตน และดึงศักยภาพของแต่ละแพลตฟอร์มมาใช้ในการทำการตลาดได้อย่างเต็มที่

สรุป: เริ่มต้นขายของออนไลน์ 2026 ด้วยสิ่งที่ใช่ + ระบบที่พร้อม

บางครั้ง…คำถามว่า “จะขายอะไรดี?” ก็อาจไม่สำคัญเท่ากับการได้ลงมือเริ่มจริง ๆ สินค้าที่ขายดีไม่จำเป็นต้องฮิตที่สุด แพงที่สุด หรือเป็นที่นิยมในทุกกลุ่ม แค่คุณ “เข้าใจมัน” และ “กล้าที่จะสื่อสารคุณค่าของมันออกไป” นั่นก็เพียงพอที่จะเริ่มต้นแล้ว บทความนี้อาจเป็นจุดเล็ก ๆ ที่ช่วยให้คุณเห็นภาพชัดขึ้น ว่าสินค้าแบบไหนกำลังมา ช่องทางไหนที่เหมาะ และคุณสามารถต่อยอดจากสิ่งที่คุณมีอยู่ได้อย่างไร ปี 2025 กำลังเปิดโอกาสใหม่ให้ทุกคนที่อยากสร้างรายได้ออนไลน์ ไม่ว่าจะเริ่มจากของชิ้นเล็ก ๆ หรือไฟล์ดิจิทัลที่คุณทำเอง

แต่อย่าลืมว่า…การจะขายของให้ราบรื่นและเติบโตได้ในระยะยาว ไม่ได้จบแค่การมีสินค้า แต่ต้องมี “ระบบ” ที่ช่วยจัดการหลังบ้านให้คุณด้วย StoreHub POS คือระบบจัดการร้านแบบครบวงจรที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ขายยุคนี้ ตั้งแต่การบริหารสต๊อก เชื่อมต่อออเดอร์จากหลายช่องทาง ยิงบิลออนไลน์ ไปจนถึงระบบ CRM ที่ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำได้ง่ายขึ้น คุณจะได้โฟกัสกับสิ่งสำคัญที่สุด: การเติบโตของธุรกิจของคุณเอง และถ้าคุณกำลังรอ "สัญญาณบางอย่าง" ให้เริ่มต้น… นี่อาจเป็นมันก็ได้

จัดการร้านค้าครบจบในที่เดียวด้วย StoreHub POS ช่วยจัดการสต็อกสินค้าและพนักงานได้ง่ายๆ

แหล่งข้อมูล

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

ถ้าเพิ่งเริ่มขายของออนไลน์ ยังไม่มีทุนเยอะ ควรเริ่มจากอะไรดี?

เริ่มจากสินค้าที่ไม่ต้องสต็อกเยอะ เช่น ของชิ้นเล็ก ต้นทุนต่ำ หรือใช้ระบบพรีออเดอร์/ดรอปชิป เพื่อทดสอบตลาดก่อนลงทุนจริง

ขายของออนไลน์จำเป็นต้องมีเว็บไซต์ไหม?

ไม่จำเป็นสำหรับเริ่มต้น แพลตฟอร์มอย่าง Shopee, TikTok Shop หรือ Facebook ก็สามารถเริ่มขายได้ทันที แต่ถ้าอยากสร้างแบรนด์ระยะยาว การมีเว็บไซต์จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ

ขายของออนไลน์ต้องจดทะเบียนธุรกิจไหม?

สำหรับเริ่มต้นยังไม่จำเป็น แต่ถ้ามีรายได้ต่อเนื่องหรือมียอดขายมากขึ้น การจดทะเบียนร้าน/นิติบุคคลจะช่วยเรื่องภาษี ความน่าเชื่อถือ และการขยายธุรกิจในอนาคต

จะรู้ได้ยังไงว่าสินค้าที่เลือกมาขาย “เวิร์ค”?

สังเกตจากยอดเข้าชม ยอดสั่งซื้อ และฟีดแบกลูกค้าในช่วงแรก หากไม่ตอบรับดี ควรปรับกลุ่มเป้าหมายหรือคอนเทนต์ให้ชัดเจนขึ้น หรือทดสอบสินค้าใหม่ที่ใกล้เคียง

ถ้าเพิ่งเริ่มขายของออนไลน์ ยังไม่มีทุนเยอะ ควรเริ่มจากอะไรดี?

เริ่มจากสินค้าที่ไม่ต้องสต็อกเยอะ เช่น ของชิ้นเล็ก ต้นทุนต่ำ หรือใช้ระบบพรีออเดอร์/ดรอปชิป เพื่อทดสอบตลาดก่อนลงทุนจริง

ขายของออนไลน์จำเป็นต้องมีเว็บไซต์ไหม?

ไม่จำเป็นสำหรับเริ่มต้น แพลตฟอร์มอย่าง Shopee, TikTok Shop หรือ Facebook ก็สามารถเริ่มขายได้ทันที แต่ถ้าอยากสร้างแบรนด์ระยะยาว การมีเว็บไซต์จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ

ขายของออนไลน์ต้องจดทะเบียนธุรกิจไหม?

สำหรับเริ่มต้นยังไม่จำเป็น แต่ถ้ามีรายได้ต่อเนื่องหรือมียอดขายมากขึ้น การจดทะเบียนร้าน/นิติบุคคลจะช่วยเรื่องภาษี ความน่าเชื่อถือ และการขยายธุรกิจในอนาคต

จะรู้ได้ยังไงว่าสินค้าที่เลือกมาขาย “เวิร์ค”?

สังเกตจากยอดเข้าชม ยอดสั่งซื้อ และฟีดแบกลูกค้าในช่วงแรก หากไม่ตอบรับดี ควรปรับกลุ่มเป้าหมายหรือคอนเทนต์ให้ชัดเจนขึ้น หรือทดสอบสินค้าใหม่ที่ใกล้เคียง

ถ้าเพิ่งเริ่มขายของออนไลน์ ยังไม่มีทุนเยอะ ควรเริ่มจากอะไรดี?

เริ่มจากสินค้าที่ไม่ต้องสต็อกเยอะ เช่น ของชิ้นเล็ก ต้นทุนต่ำ หรือใช้ระบบพรีออเดอร์/ดรอปชิป เพื่อทดสอบตลาดก่อนลงทุนจริง

ขายของออนไลน์จำเป็นต้องมีเว็บไซต์ไหม?

ไม่จำเป็นสำหรับเริ่มต้น แพลตฟอร์มอย่าง Shopee, TikTok Shop หรือ Facebook ก็สามารถเริ่มขายได้ทันที แต่ถ้าอยากสร้างแบรนด์ระยะยาว การมีเว็บไซต์จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ

ขายของออนไลน์ต้องจดทะเบียนธุรกิจไหม?

สำหรับเริ่มต้นยังไม่จำเป็น แต่ถ้ามีรายได้ต่อเนื่องหรือมียอดขายมากขึ้น การจดทะเบียนร้าน/นิติบุคคลจะช่วยเรื่องภาษี ความน่าเชื่อถือ และการขยายธุรกิจในอนาคต

จะรู้ได้ยังไงว่าสินค้าที่เลือกมาขาย “เวิร์ค”?

สังเกตจากยอดเข้าชม ยอดสั่งซื้อ และฟีดแบกลูกค้าในช่วงแรก หากไม่ตอบรับดี ควรปรับกลุ่มเป้าหมายหรือคอนเทนต์ให้ชัดเจนขึ้น หรือทดสอบสินค้าใหม่ที่ใกล้เคียง

Related Posts

คุยกับผู้เชี่ยวชาญของเรา

ใช้งานง่าย
สำหรับทุกคน

ปลอดภัยและมั่นคง
การทำธุรกรรม

รวมเข้ากับ
แพลตฟอร์มต่างๆ

ได้รับความไว้วางใจจากธุรกิจมากกว่า 18,000 แห่งทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทดลองใช้งาน รับคำแนะนำระบบและแพ็คเกจราคาที่เหมาะกับธุรกิจคุณ

นัดหมายพูดคุย 30 นาทีกับทีมขายของเรา เพียงกรอกแบบฟอร์มด้านล่าง

คุยกับผู้เชี่ยวชาญของเรา

ใช้งานง่าย
สำหรับทุกคน

ปลอดภัยและมั่นคง
การทำธุรกรรม

รวมเข้ากับ
แพลตฟอร์มต่างๆ

ได้รับความไว้วางใจจากธุรกิจมากกว่า 18,000 แห่งทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทดลองใช้งาน รับคำแนะนำระบบและแพ็คเกจราคาที่เหมาะกับธุรกิจคุณ

นัดหมายพูดคุย 30 นาทีกับทีมขายของเรา เพียงกรอกแบบฟอร์มด้านล่าง

คุยกับผู้เชี่ยวชาญของเรา

ใช้งานง่าย
สำหรับทุกคน

ปลอดภัยและมั่นคง
การทำธุรกรรม

รวมเข้ากับ
แพลตฟอร์มต่างๆ

ได้รับความไว้วางใจจากธุรกิจมากกว่า 18,000 แห่งทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทดลองใช้งาน รับคำแนะนำระบบและแพ็คเกจราคาที่เหมาะกับธุรกิจคุณ

นัดหมายพูดคุย 30 นาทีกับทีมขายของเรา เพียงกรอกแบบฟอร์ม

Logo Image

StoreHub เป็นระบบการจัดการร้านค้าแบบ all-in-one ขับเคลื่อนกว่า 18,000+ ธุรกิจร้านค้า ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก เสื้อผ้า เครื่องประดับ และ ธุรกิจบริการ

Logo Image

StoreHub เป็นระบบการจัดการร้านค้าแบบ all-in-one ขับเคลื่อนกว่า 18,000+ ธุรกิจร้านค้า ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก เสื้อผ้า เครื่องประดับ และ ธุรกิจบริการ

Logo Image

StoreHub เป็นระบบการจัดการร้านค้าแบบ all-in-one ขับเคลื่อนกว่า 18,000+ ธุรกิจร้านค้า ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก เสื้อผ้า เครื่องประดับ และ ธุรกิจบริการ