สโตร์ฮับ: คาดการณ์ 7 เทรนด์ค้าปลีก 2020

การเข้ามาของเทคโนโลยีทำให้เกิดการเปลี่ยนแแปลงต่าง ๆ มากมายในปัจจุบัน ซึ่งก็รวมถึงวงการค้าปลีกและพฤติกรรมของลูกค้าด้วย เจ้าของธุรกิจค้าปลีกจึงจำเป็นต้องพลิกแพลงกลยุทธ์การค้าเพื่อปรับตัวให้สอดรับกับพฤติกรรมของลูกค้าในปี 2020 หรือปี 2563 ที่จะถึงนี้


แล้วเจ้าของธุรกิจค้าปลีกจะรับมือยังไง ถึงจะแซงหน้าคู่แข่งและมัดใจลูกค้าทั้งเก่าและใหม่ไว้ได้ ?

 

นี่คือเทรนด์ค้าปลีกปี 2020 และแนวทางการปรับตัวต่าง ๆ ที่เจ้าของร้านค้าปลีกขนาดเล็กและธุรกิจ SME ควรรู้ไว้

คาดการณ์ 7 เทรนด์ค้าปลีกปี 2020

พร้อมแนะแนวทางการปรับตัวสำหรับผู้ประกอบการ SME

7 เทรนด์ค้าปลีกปี 2020 ที่เจ้าของธุรกิจรายย่อยต้องรู้

หากจะพูดถึงแนวโน้มของธุรกิจค้าปลีกในปี 2020 แล้ว เราสามารถแบ่งเทรนด์ค้าปลีกออกเป็น 7 ข้อด้วยกัน คือ

1. มาตรฐานร้านค้าปลีกจะเปลี่ยนไป

มาตรฐานร้านค้าปลีกจะเปลี่ยนไปในปี 2020 เพราะในปี 2563 นี้เราจะเห็นร้านค้าปลีกมีค้าส่งสอดแทรกขึ้นมาด้วย เช่น ร้านค้าปลีกแต่ก่อนจะขายสินค้าเป็นหน่วยย่อยเพื่อบริโภคในครัวเรือน หรือซื้อไปใช้เอง กินเอง แต่สำหรับปีหน้าแล้ว ความหมายและมาตรฐานของร้านค้าปลีกจะไม่เหมือนเดิม ซึ่งค้าปลีกกับค้าส่งอาจจะไม่แยกกันก็ได้ แล้วธุรกิจคู่แข่งที่ไม่ได้อยู่ในวงการค้าปลีกมาก่อนก็จะมาโลดแล่นในตลาดค้าปลีกให้ได้เห็นกัน


ซึ่งจากการให้สัมภาษณ์ของ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล ประธานหลักสูตร Master in Branding and Marketing (MBM) ภาษาอังกฤษ ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวไว้ในรายการ Innovative Wisdom ภายใต้หัวข้อ เทรนด์ค้าปลีก 2020 เราสรุปได้ว่า 


“แม้แต่ความหมายของค้าปลีกก็อาจจะไม่เหมือนเดิม ถ้าลองสังเกตดู เทสโก้ โลตัส ที่เป็นค้าปลีกก็จะเห็นว่าเริ่มมีค้าส่ง เพราะจะมีส่วนที่ขายเป็นลัง ขายเป็นล็อต และขายเป็นกระสอบ ฯลฯ ในราคาที่ถูกกว่าอย่างชัดเจน ส่วนแม็คโครที่เป็นร้านค้าส่ง ก็แบ่งสินค้าขายเป็นหน่วยย่อยเพราะลูกค้าต้องการซื้อไปใช้เองก็มี ไม่ได้รับไปขายเพียงอย่างเดียว ดังนั้นโลกของการค้าปลีกและค้าส่งที่เคยแยกกันอย่างชัดเจน จะไม่เป็นอย่างเดิมอีกต่อไป”


ดังนั้นมาตรฐานและความหมายแบบเดิม ๆ ของร้านค้าปลีกจะเปลี่ยนไปตามความต้องการและพฤติกรรมการช้อปของลูกค้า หากอยากทำธุรกิจค้าปลีกให้ประสบความสำเร็จก็ต้องรู้จักพลิกแพลงและมีสินค้าค้าส่งกับสินค้าค้าปลีกไว้พร้อมบริการลูกค้า

ไม่มีการแยกชัดเจนระหว่างค้าปลีกและค้าส่ง

2. จะมีการผสมผสานระหว่างค้าปลีกออนไลน์และออฟไลน์มากยิ่งขึ้น

เราจะสังเกตเห็นการผสมผสานของการซื้อ-ขายระหว่างออนไลน์และออฟไลน์มากขึ้นในปี 2020 เป็นการก้าวเข้าสู่ยุคสมาร์ท ช้อปปิ้ง (Smart Shopping) ที่ทางร้านค้าปลีกจะต้องตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

ถ้าจะพูดง่าย ๆ ก็คือ ธุรกิจค้าปลีกจะต้องมีทั้งหน้าร้าน เพื่อให้ลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมสินค้าจริง แล้วก็มีทั้งเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่เป็นร้านค้าปลีกออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าและบริการของทางร้านได้จากทุกที่ทุกเวลาตามต้องการ

 

นอกจากนี้ยังมีรายงานการค้าปลีกปี 2020 จากสถาบันแห่งอนาคต (Zukunftsintitut) ที่เขียนโดย Theresa Schleicher ระบุด้วยว่า 

“แม้จะมีการแข่งขันระหว่างการซื้อ-ขายออนไลน์และออฟไลน์ แต่ก็ยังไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ เพราะการขายทั้งสองรูปแบบต่างก็มีข้อดีและข้อได้เปรียบเฉพาะตัว ดังนั้นเมื่อผสมผสานระหว่างค้าปลีกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน จะเป็นการสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า”

การผสมผสานระหว่างค้าปลีกออนไลน์และออฟไลน์ในปี 2020

3. เกิดเทรนด์ Instant Shopping

ผู้บริโภคยุคใหม่จะมีความอดทนน้อย ใจร้อน ไม่ชอบเสียเวลารอ และยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อความสะดวกสบาย ลูกค้าหลายคนจึงติดมือถือและขาดอินเตอร์เน็ตไม่ได้ แถมยังชอบหาข้อมูลออนไลน์ประกอบการตัดสินใจและมีความคิดที่จะทำอะไรด้วยตนเอง จึงทำให้เกิดเทรนด์ Instant Shopping ขึ้น เป็นการช้อปปิ้งได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ


การช้อปปิ้งในรูปแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องท้าทายสำหรับร้านค้าปลีกขนาดเล็ก เพราะร้านเหล่านี้จะต้องหาเทคโนโลยีกับนวัตกรรมใหม่ ๆ มาเพื่อรองรับการขาย จะได้จัดการร้านได้อย่างลื่นไหลและทำทุกอย่างรวดเร็วทันใจลูกค้า หากมัวแต่จดมือ ทำทุกอย่างแบบแมนวล หรือมัวแต่ชักช้า มีหวังลูกค้าหันไปหาร้านค้าปลีกคู่แข่งแน่ ๆ 


ดังนั้นเมื่อเกิดเทรนด์ Instant Shopping ขึ้น ร้านค้าปลีกจะต้องรับเทคโนโลยีสแกนแอนด์โก (Scan And Go) มาใช้ คือลูกค้าสามารถใช้โทรศัพท์มือถือสแกนคิวอาร์ โค้ด (QR Code) บนสินค้าที่ต้องการซื้อผ่านแอพและชำระค่าสินค้าได้ทันที ซึ่งไม่ว่าคุณจะมีร้านขายเสื้อผ้าแฟชั่น ร้านขายของชำ ร้านขายเครื่องสำอาง หรือร้านค้าปลีกประเภทไหน เทคโนโลยีสแกนแอนด์โกจะช่วยประหยัดเวลาในการซื้อของได้เป็นอย่างดี และยังช่วยให้เจ้าของร้านกับผู้ประกอบการประหยัดค่าใช้จ่ายในการจ้างพนักงานอีกด้วย เรียกว่าดีต่อใจคนซื้อและคนขายเป็นอย่างมาก


จำไว้ว่า

“เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนไป ร้านค้าปลีกก็ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด”

Instant Shopping Trend จ่ายเงินด้วย QR Code

4. เกิดการช้อปปิ้งแบบ Cash-free Retail 

Cash-free Retail คือ วงการธุรกิจค้าปลีกที่ไร้เงินสด หรือเป็นอิสระจากเงินสด ถ้าจะพูดง่าย ๆ ก็คือ ร้านค้าปลีกต่าง ๆ จะมีทางเลือกในการจ่ายค่าสินค้าให้กับลูกค้ามากกว่าเงินสด


จากการศึกษาของธนาคารยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศส BNP Paribas และบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีชื่อดัง Capgemini พบว่า ดิจิตอล เพย์เมนต์ (Digital Payment) จะมีมูลค่าสูงถึง 726 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐภายในปี 2020 


หนังสือพิมพ์ Bangkok Post กล่าวว่า 

“กลุ่มมิลเลนเนียลในเอเชียชอบความสะดวกของการจ่ายเงินผ่าน อี เพย์เมนต์ (E-payment) และตามข้อมูล GlobalData นั้นก็มีการระบุว่า เอเชียแปซิฟิก คือผู้นำด้านการเข้าสู่สังคมไร้เงินสด หรือ Cashless Society โดยผู้บริโภคในฟิลิปปินส์และจีนนั้นมีการจ่ายเงินผ่าน e-payment ในทุก ๆ วัน แล้ว 25% ของชาวจีนยังบอกว่าร้านค้าที่รองรับการจ่ายเงินดิจิตอลอย่าง Apple Pay นั้นสะดวกสบายที่สุดสำหรับพวกเขา และสิ่งนี้ก็มีส่วนสำคัญในการเลือกร้านขายของชำช้อปด้วย”


แล้วถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่าที่ไทยของเราก็เริ่มเข้าสู่สังคมไร้เงินสดกันแล้ว อย่าง ธนาคารกสิกรไทย (Kbank), ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB), ธนาคารทหารไทย (TMB) และอีกหลาย ๆ ธนาคารก็เพิ่มทางเลือกการจ่ายเงิน ให้ลูกค้าชำระค่าบริการหรือซื้อของต่าง ๆ ด้วย QR Code ผ่าน Mobile Banking กันมาสักพักแล้ว


แล้วร้านของคุณจะปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์ค้าปลีกปี 2020 นี้อย่างไร? 


ก็ต้องรับดิจิตอล เพย์เมนต์ หรือ อี เพย์เมนต์ มาใช้ในร้านเพื่อมอบทางเลือกการจ่ายเงินที่มากขึ้นให้กับลูกค้า เพราะเราเถียงไม่ได้ว่าความล้ำหน้าของเทคโนโลยีช่วยอำนวยความสะดวกในการซื้อของและช่วยประหยัดเวลาในการช้อปปิ้งได้อย่างยอดเยี่ยม เนื่องจากลูกค้าไม่ต้องเข้าคิวจ่ายเงินให้ยุ่งยากและไม่ต้องเสียเวลารอพ่อค้าแม่ค้าหาเงินทอน ดังนั้นก็ไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะชอบซื้อของกับร้านค้าปลีกที่รองรับ ดิจิตอล เพย์เมนต์ มากกว่า


เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจค้าปลีกของคุณจะก้าวเข้าสู่ยุค Cash-free Retail ที่เปิดให้ลูกค้าช้อปง่ายผ่านระบบดิจิตอล เพย์เมนต์ หรืออี เพย์เมนต์

cash-free retail สังคมร้านค้าปลีกไร้เงินสด

5. เจ้าของร้านค้าปลีกต้องร่วมมือกันเพื่อความอยู่รอด

เราจะเห็นได้ว่าธุรกิจค้าปลีกที่เคยเป็นคู่แข่งกลายมาเป็นคู่ค้ากันในปีนี้ โดยดร.เอกก์ ภทรธนกุล ประธานหลักสูตร Master in Branding and Marketing (MBM) ภาษาอังกฤษ ภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวไว้ว่า 


“ธุรกิจที่อยู่คนละอุตสาหกรรม จะมาอยู่ในที่เดียวกัน และลูกค้าคนละกลุ่ม จะกลายเป็นลูกค้ากลุ่มเดียวกัน อย่าง SCG กับบุญถาวรที่เป็นคู่แข่งกันมาตลอดกว่า 12 ปี วันนี้ก็ได้ร่วมมือกันสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ภายใต้ชื่อ SCG Home บุญถาวร ซึ่งลูกค้าชอบมากเพราะมาที่เดียวก็ได้ทั้งของสร้างบ้านและอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน หรือแม้กระทั่งธุรกิจค้าปลีกเสื้อผ้าแบรนด์ใหญ่ ๆ อย่าง Louis Vitton และ Balmain ก็ร่วมมือกับแบรนด์ที่มีภาพลักษณ์ต่างกันเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้า เช่น Louis Vitton X SUPREME และ Balmain X H&M ซึ่งแบรนด์ที่จับมือกันเหล่านี้มีกลุ่มลูกค้าค่อนข้างต่างกันเยอะมาก”


นี่เป็นเทรนด์ค้าปลีกที่เราจะเห็นกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ในปี 2563 ที่จะถึง แล้วร้านค้าปลีกรายย่อยกับธุรกิจ SME ก็จำเป็นต้องปรับใช้กลยุทธ์นี้ เพราะเทรนด์ธุรกิจค้าปลีก 2020 นั้นเป็นการค้าแห่งอนาคตที่เปรียบเสมือนระบบนิเวศ หมายความว่า ธุรกิจร้านค้าต่าง ๆ ต้องร่วมมือกันจึงจะสามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าได้และช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปในอนาคต

ร้านค้าปลีกจะร่วมมือกันในปี 2020

6. AR จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

ในปี 2020 เราจะเห็นร้านค้าปลีกรับ AR (Augmented  Reality) หรือเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือนเพิ่มมากขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการขายที่รวดเร็วกว่าเดิม ซึ่งตอนนี้เราจะเห็นร้านค้าปลีกชื่อดังอย่างวัตสัน (Watsons) มีกระจกวิเศษที่เป็นจอทัชสกรีนชื่อว่า “Style Me” มาพร้อมกับเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) ให้ลูกค้าลองเครื่องสำอางบนใบหน้าได้จริง ๆ โดยไม่ต้องใช้เครื่องสำอางจริง แล้วทางวัตสันก็มีเครื่องสำอางในจอทัชสกรีนไว้บริการลูกค้าด้วย


เทคโนโลยีนี้ถือว่าตอบโจทย์การลองเครื่องสำอางของผู้หญิงได้เป็นอย่างดี เป็นการแก้ Pain Point และกำจัดปัญหาการลองเครื่องสำอางได้อย่างชาญฉลาด เพราะแต่ก่อนลูกค้าเหล่านี้จะทาลิปสติก บลัชออน อายแชโดว์ และเครื่องสำอางอื่น ๆ บนหลังมือ หรือเวลาลองลิปสติกบนริมฝีปากก็ต้องมานั่งเสียเวลาลบก่อน ถึงจะลองสีใหม่ได้ ดังนั้นการเข้ามาของเทคโนโลยีเสมือนจริงอย่าง AR จึงช่วยได้มาก


แล้วตอนนี้ในจีนก็มีหลายร้านขายเสื้อผ้าที่มีกระจกวิเศษในห้องลองเสื้อผ้า ให้ลูกค้าเปลี่ยนสีชุดและเปลี่ยนเสื้อในกระจกได้เลยโดยไม่ต้องถอดจริง ทำให้ทางร้านขายเสื้อผ้าได้เร็วขึ้น เพราะฉะนั้นในปี 2020 ที่จะถึงนี้เราจะเห็นวงการร้านค้าปลีกหรือ Retail ใช้เทคโนโลยีนี้กันมากขึ้น


หากร้านค้าปลีกของคุณลองปรับใช้เทคโนโลยีนี้ในร้าน ก็จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าและช่วยให้พวกเขาตัดสินใจซื้อของในร้านได้เร็วขึ้นอย่างแน่นอน

Watsons Style Me เทคโนโลยี AR ลองเครื่องสำอาง

เครดิตภาพ: BW Confidential

7. ลูกค้าร้านค้าปลีกจะรักษ์โลกมากขึ้นไปอีกหนึ่งระดับ

สำหรับเทรนด์ค้าปลีกปี 2020 นั้นจะมีระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คือ การนำทรัพยากรกลับมาใช้หมุนเวียนเพื่อให้เกิดประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุด 


เพราะเทรนด์รักษ์โลกจะมาแรงขึ้นเรื่อย ๆ และลูกค้าร้านค้าปลีกก็ไม่ได้ใส่ใจสิ่งแวดล้อมแบบผิวเผินอีกต่อไป ลูกค้าจะจริงจังกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดและเต็มใจจ่ายเพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม โดย 66% ของลูกค้าทั่วโลกและ 73% ของชาวมิลเลนเนียลยินดีที่จะจ่ายเพิ่มให้กับสินค้ารักษ์โลก


แล้วในปี 2020 เทรนด์รักษ์โลกจะก้าวขึ้นไปอีกระดับ คือจากการรณรงค์ใช้ถุงผ้า หลอดกระดาษ แพ็คเกจจิ้งรักษ์โลก จะเป็นการสนับสนุนธุรกิจร้านค้าที่จัดสรรทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า เริ่มตั้งแต่การผลิต การบริโภค การใช้งาน ไปจนถึงการกำจัดขยะ ดังนั้นลูกค้าจึงมองว่าการรีไซเคิล (Recycle) อย่างเดียวนั้นไม่พอ แต่ต้องมีการอัพไซเคิล (Upcycle) คือ การสร้างมูลค่าให้ขยะ นำของที่กำลังจะกลายเป็นขยะมาเพิ่มความสวยงามและใส่ไอเดียลงไปให้กลายเป็นของใช้ใหม่


ตัวอย่างของการอัพไซคลิ่ง (Upcycling) ที่ยอดเยี่ยมก็มีหลายอย่างด้วยกัน อาทิ นำขวดเก่ามาทำเป็น Snow Globe ใช้กล่องนมทำเป็นกระเบื้อง และนำลูกขนไก่มาทำเป็นไฟราวประดับ เป็นต้น


ลองนำเทรนด์อัพไซคลิ่งมาใช้ในร้านเพื่อตามทันเทรนด์ค้าปลีกปี 2020 และเอาใจลูกค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้นไปอีกหนึ่งระดับ

สรุปแนวทางการพลิกแพลงและปรับตัวสำหรับเทรนด์ค้าปลีกปี 2020

จากเทรนด์ค้าปลีกปี 2020 ทั้ง 7 ข้อนั้นจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า จะไม่มีการแบ่งแยกอย่างชัดเจนระหว่างร้านค้าปลีกกับร้านค้าส่งอีกต่อไป แต่จะมีการผสมผสานระหว่างร้านค้าปลีกออนไลน์และออฟไลน์มากยิ่งขึ้น แล้วเจ้าของร้านค้าปลีกจะต้องจับมือกัน รวมถึงรับเทคโนโลยีเข้ามาใช้งานในร้านมากขึ้น และที่สำคัญจะต้องไม่ลืมที่จะปรับตัวรับมือกับเทรนด์รักษ์โลกในระดับที่จริงจังมากขึ้น 


ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและความอยู่รอดของธุรกิจทั้งนั้น เพราะถ้าจะพูดจริง ๆ ก็คือ ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวในเรื่องของธุรกิจ แต่ร้านค้าปลีกทั้งหลายจะต้องรู้จักพลิกแพลงปรับตัวเพื่อยังคงเป็นที่ต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายและขับเคลื่อนธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ

คุณพร้อมที่จะก้าวสู่อีกระดับของธุรกิจค้าปลีก 2020 หรือยัง?

ระบบ POS 

ทำงานบนคลาวด์

StoreHub receipt point of sale POS system icon

ระบบจัดสต๊อกสินค้า

ทรงประสิทธิภาพ

Loyalty Program

ใช้งานง่าย

เปิดร้านขาย

ออนไลน์ ฟรี

ดูรายงานการขาย

ได้ทันที

StoreHub report analytics sales icon

ระบบบริหารจัดการ

พนักงานสุดครอบคลุม

บริหารจัดการร้านได้มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าด้วยสโตร์ฮับ

สโตร์ฮับได้รับความไว้วางใจจาก


"สโตร์ฮับช่วยให้เราเข้าถึงข้อมูลของธุรกิจที่ไหนก็ได้ ตอนไหนก็ได้บนโลก เพราะมันทำงานอยู่บนคลาวด์ และที่สำคัญใช้งานบน iPad ได้ เราจะสามารถประหยัดต้นทุนในเรื่องของพื้นที่หน้าร้าน และฮาร์ดแวร์ที่ต้องจ่ายเยอะมาก "

คุณสน จันทร์ศุภฤกษ์

เจ้าของแบรนด์ SUITCUBE

"ระบบ POS ของสโตร์ฮับช่วยในเรื่องของการเช็คสต๊อก ดูยอดขาย และทำทุกอย่างได้ในมือถือ สโตร์ฮับจึงตอบโจทย์ได้ดีมาก ๆ ชอบมาก ๆ และอยากแนะนำมาก ๆ "

คุณนวรัตน์ สินสัมพันธ์ฤทธิ์

เจ้าของร้าน Jaokhong

"สโตร์ฮับช่วยเพิ่มโอกาสทางการขายได้ 100% เลย พนักงานหน้าร้านสามารถเช็ค

จำนวนสินค้า ขนาด และสีที่มีในสต๊อกผ่านระบบหลังบ้านและนำข้อมูลสินค้าที่มีมาเสนอขายได้ทันที ลูกค้าไม่ต้องมานั่งรอ ปิดการขายรวดเร็วมาก ไม่ต้องเสียเวลาทำ excel"

คุณนิธิกานต์ รูทส์

เจ้าของร้าน MS Natural Design

และร้านค้าอีกมากกว่า 11,000 ร้านทั่วอาเซียน

สโตร์ฮับช่วยให้ร้านคุณตามทัน

เทรนด์ค้าปลีก 2020 ได้อย่างไร?

ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี?

ติดต่อเราเพื่อขอคำปรึกษาตอนนี้ได้เลย!

ฝ่ายขาย 

+6625 088 499

sales@storehub.com

จ. - ศ. | 9:30 น. - 18:30 น.

บริษัท สโตร์ฮับ ไทยแลนด์ จำกัด

ห้อง 15-07, ชั้น 15 อาคารชาร์เตอร์สแควร์, เลขที่ 152, ถนนสาทรเหนือ, แขวงสีลม, เขตบางรัก, กทม, ประเทศไทย 10500

ดูเส้นทาง

ออฟฟิศของเราในกรุงเทพฯ

© 2019 StoreHub. 

Making Businesses Awesome