retail store interior

5 เทรนด์ระบบ POS ร้านค้าปลีกที่กำหนดอนาคตของธุรกิจคุณ

ด้วยความที่เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ก็เลยยากที่จะตามทันความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในเทรนด์การทำธุรกิจ แล้วหนึ่งในเทรนด์ล่าสุดนั้นก็คือ วิธีการชำระค่าสินค้ากับวิธีการเก็บข้อมูลรูปแบบใหม่นั่นเอง ซึ่งในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีก คุณต้องรับมือและปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อย่างรวดเร็วเพื่อจะได้ทำยอดขายจากลูกค้าให้ได้มากที่สุดและถือไพ่เหนือคู่แข่งคนอื่น ๆ

ต้องบอกว่าคุณโชคดีที่เข้ามาหน้านี้ของเรา ! เพราะในบทความนี้ เราจะพามาดู 5 เทรนด์ระบบ POS สำหรับธุรกิจในปี 2019 ที่จะชี้ชะตาอนาคตร้านค้าปลีกของคุณ พร้อมกับดูวิธีการปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์เหล่านี้ด้วย

แต่ก่อนอื่นนั้น POS คืออะไรกันแน่ ?

ผู้หญิงสวยถือถุงช้อปปิ้ง

POS (Point of Sale) คือ เวทีที่ผู้ขายส่งต่อสินค้าไปยังผู้ซื้อ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วพ่อค้าหลายคนจะใช้ระบบขายหน้าร้าน POS เพื่อทำการซื้อ-ขายให้คล่องตัวยิ่งขึ้น แต่ตอนนี้ระบบ POS ได้มีความสามารถเพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่าคือ เป็นได้ทั้งระบบควบคุมการซื้อขายและระบบควบคุมสต๊อกสินค้าในตัว

และตอนนี้เราก็คุ้นเคยกับคำว่า POS กันแล้ว มาดูดีกว่าว่าเทรนด์ POS ล่าสุดนั้นมีอะไรบ้าง

1. การใช้ e-wallet และการจ่ายเงินด้วยมือถือ

ออมนิชาแนล

เมื่อมีจำนวนผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี ก็ทำให้มีคนใช้ e-wallet เก็บข้อมูลบัตรเครดิต บัตรเดบิต และข้อมูลบัตร Loyalty Card เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน 

ซึ่งสิ่งนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะ e-wallet และการจ่ายเงินด้วยมือถือช่วยให้ลูกค้าจ่ายเงินได้คล่องตัวและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น คือแทนที่จะถือกระเป๋าเงินใบใหญ่เทอะทะไปด้วยทุกที่ หรือว่าลืมพกเงินสด ลืมบัตรเครดิต หรือลืมบัตรประชาชนที่บ้าน คุณก็จะมีข้อมูลเหล่านี้บนสมาร์ทโฟนของคุณ

เพราะยังไงเราก็ไม่เคยไปไหนโดยไม่มีมือถืออยู่แล้ว ดังนั้นวิธีนี้จึงสะดวกมาก ๆ !

มากไปกว่านั้น การจ่ายเงินแบบดิจิตอลนี้ยังช่วยให้ชำระสินค้าได้เร็วและง่ายกว่า แทนที่จะสอดบัตรแล้วใส่รหัส หรือว่าถอนเงินจากตู้เอทีเอ็ม คุณก็กดจ่ายผ่านมือถือได้ทันที

แล้วการจ่ายเงินด้วยวิธีนี้ยังง่ายต่อการเช็คเงินเข้า-ออกในบัญชีกับการคำนวณค่าใช้จ่ายอีกด้วย

บางที e-wallet ก็มักจะมาพร้อมสิทธิพิเศษมากมาย เช่น รางวัลคืนเงินและโปรโมชั่นต่าง ๆ

 แต่ว่าธุรกิจประเภทต่าง ๆ จะได้อะไรจากกระเป๋าเงินดิจิตอลนี้ละ ?

คุณอาจจะรู้อยู่แล้วว่า เรตดอกเบี้ยบัตรเครดิตนั้นจะอยู่ที่ 2-3% แต่สำหรับ e-wallet แล้วจะมีดอกเบี้ยต่ำกว่า เพราะเรตอยู่ที่ 1-2% เท่านั้น (https://www.irs-software.com/blog-post/how-e-wallet-benefits-to-business-owner/)

คุณไม่เพียงแต่จะประหยัดค่าใช้จ่ายได้เท่านั้น แต่ยังประหยัดเวลาในการรอซื้อสินค้าด้วย และตอนนี้ระบบ POS ส่วนใหญ่ก็รองรับการจ่ายเงินด้วยมือถือกับช่วยให้เข้าถึงข้อมูลได้แบบเรียลไทม์แล้ว

ไม่ว่าเราจะชอบการจ่ายเงินแบบนี้หรือไม่ แต่การจ่ายเงินด้วยมือถือและ e-wallet ก็กำลังเป็นกระแสใหม่มาแรงที่จะนำเราไปสู่สังคมที่ไม่ต้องใช้เงินสดอีกต่อไป ซึ่งการจ่ายเงินต่าง ๆ จะทำได้อย่างสะดวกสบายเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัสเท่านั้น

และเมื่อมีระบบ POS ที่ทันสมัยและรองรับการจ่ายเงินผ่านช่องทางดิจิตอลแล้ว ธุรกิจของคุณก็จะได้เปรียบคู่แข่งพร้อมกับมอบประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับลูกค้าไปพร้อม ๆ กันผ่านช่องทางการจ่ายเงินที่รวดเร็วและปลอดภัย

2. การเลือกใช้เทคโนโลยีคลาวด์ (Cloud)

IDC Ice Dreams Cafe founders

ภาพจาก pexels.com

คุณอาจจะเคยหรือไม่เคยได้ยินคำว่า “คลาวด์ (Cloud)” เมื่อมีคนพูดเรื่องเทคโนโลยี

แต่สิ่งที่เรียกว่า “คลาวด์” นี้คืออะไรกัน ?

เทคโนโลยีคลาวด์ หมายถึง การใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อเก็บและแชร์แหล่งข้อมูลแบบทันทีทันใด ผู้ใช้สามารถเข้าถึงไฟล์ต่าง ๆ ผ่านอินเตอร์เน็ตด้วยอุปกรณ์ใดก็ได้ เช่น iCloud ในสินค้า Apple ก็จะเป็นแหล่งซิ้งค์รูป เพลง และโน้ตต่าง ๆ ไปยังอุปกรณ์ Apple ทั้งหมดของคุณแบบเรียลไทม์

ผู้ค้าปลีกส่วนใหญ่ต่างก็ต้องการเข้าถึงข้อมูลการซื้อ-ขายหรือยอดขายได้อย่างรวดเร็วจากทุกอุปกรณ์ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม และเทคโนโลยีคลาวด์ก็ตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้

ระบบ POS หลายแบรนด์เริ่มรวมเทคโนยีคลาวด์เข้าในระบบของพวกเขา และผู้ค้าปลีกขนาดเล็กกับขนาดกลางก็เริ่มรับเทคโนโลยีนี้เข้ามาใช้ในการจัดการธุรกิจแล้ว ซึ่งการใช้ระบบ POS ที่เก็บข้อมูลไว้ในคลาวด์นี้เองที่ทำให้ผู้ค้าปลีกเข้าถึงข้อมูลร้านค้าได้แบบเรียลไทม์และอัปเกรดซอฟต์แวร์ (เมื่อจำเป็น) ของร้านได้พร้อมกันทั้งหมด

เทคโนโลยีคลาวด์ช่วยให้การทำธุรกิจสำหรับผู้ค้าปลีกง่ายขึ้นมาก แล้วก็จะเปลี่ยนภาพของระบบ POS ในวงการค้าปลีกไปอย่างสิ้นเชิง

3. การตลาดส่วนบุคคล (Personalised Marketing)

รายงานยอดขายสโตร์ฮับ

ภาพจาก pexels.com

การตลาดส่วนบุคคลเป็นที่ต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆ ในหมู่ลูกค้า และจากการศึกษาครั้งล่าสุดของ Emarsys ก็พบว่า 77% ของผู้บริโภคนั้น เลือก แนะนำ หรือซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่ให้บริการหรือประสบการณ์แบบส่วนตัวมากกว่า

 เพื่อที่จะรักษาลูกค้าและทำให้พวกเขาอยากกลับมาที่ร้านของคุณอีกครั้ง หรือแม้กระทั่งการได้ลูกค้าใหม่ ๆ นั้น คุณจำเป็นต้องมีวิธีการทำการตลาดส่วนบุคคล ซึ่งก็ต้องขอบคุณเทคโนโลยีใหม่ในระบบ POS ที่ช่วยให้ผู้ค้าปลีกทำสิ่งนี้ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก

 ด้วยฟีเจอร์หลักที่ช่วยให้ติดตามพฤติกรรมการช้อปปิ้งของลูกค้า ผู้ค้าปลีกสามารถใช้ข้อมูลนี้ทำโปรโมชั่นที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าได้ หรือจะมีโปรแกรมสร้างความภักดีระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ (Loyalty Program) เพื่อมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดีขึ้นให้กับลูกค้าก็ได้

 และการเปลี่ยนแปลงโปรโมชั่นให้ตรงกับกลุ่มลูกค้านี่เองที่ช่วยให้ลูกค้าเกิดความภักดีต่อแบรนด์มากยิ่งขึ้น

4. ข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

ผู้ชายถือโทรศัพท์ด้วยอาการตกใจ

ภาพจาก pexels.com

ธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจขนาดกลางเริ่มใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์ภายในร้านมากขึ้นเพื่อจะได้เข้าใจสถานการณ์ต่าง ๆ อย่างแจ่มแจ้งและเรียนรู้วิธีปรับปรุงร้านให้ดีขึ้น ซึ่งตอนนี้เทคโนโลยีก็ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้แล้ว ดังนั้นผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกจึงตัดสินใจได้ดีขึ้นด้วยข้อมูลที่มีอยู่

ข้อมูลและการวิเคราะห์ช่วยให้รู้เทรนด์การขาย คาดการณ์ความต้องการของสินค้ายอดนิยม และระบุลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มว่าจะซื้อสินค้านั้น ๆ ทั้งยังช่วยให้มีกลยุทธ์ในการติดตามสินค้า สต๊อกสินค้า แล้วก็เติมสินค้าได้ดีขึ้นในแต่ละวันด้วย 

ในปัจจุบันข้อมูลเป็นที่ต้องการมากกว่าแต่ก่อนมาก ดังนั้นถ้าจะให้ดีที่สุด คุณควรลงทุนกับระบบ POS หรือโปรแกรมขายหน้าร้าน POS ที่มีเครื่องมือในการติดตามและประเมินสถานการณ์ของธุรกิจ, ติดตามพฤติกรรมและรูปแบบการช้อปปิ้งของลูกค้า, นับสต๊อก รวมถึงมีฟีเจอร์อื่น ๆ ด้วย

5. การค้าขายหลากหลายช่องทาง (Multi-channel commerce)

ภาพจาก pexels.com

เจ้าของธุรกิจค้าปลีกหลายคนเริ่มขายสินค้าออนไลน์เพื่อเพิ่มยอดขายให้ได้มากที่สุด และเมื่อมีลูกค้าต้องการซื้อของออนไลน์มากขึ้นเรื่อย ๆ คุณก็จะได้ประโยชน์มากมายจากการเปิดร้านค้าออนไลน์ เช่น

  • การเข้าถึงขอบเขตลูกค้าได้กว้างขึ้น
  • ข้อมูลและการวิเคราะห์รูปแบบการช้อปปิ้งของลูกค้าแบบเรียลไทม์
  • สะดวกสบาย เปิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและใช้งานน้อยกว่า
  •  ลูกค้าหาสินค้าที่ต้องการได้เร็วขึ้น

เมื่อมีเทรนด์ขายของออนไลน์นี้ ระบบ POS ก็มีการอัพเดตซอฟต์แวร์ให้คุณเปิดร้านค้าออนไลน์ได้อย่างง่ายดายด้วยขอบเขตสินค้าและสต๊อกที่คุณมี

เรียกว่าสะดวกสบายมาก ๆ !

 นอกจากร้านค้าออนไลน์แล้ว การขายสินค้าผ่านโลกโซเชียลก็เริ่มเป็นกระแสมาแรงอีกเช่นกัน ซึ่งทางร้านจะต้องอัพโหลดและขายสินค้าบนโลกโซเชียลอย่าง Facebook หรือ Instagram

มีงานวิจัยเผยว่า 74% ของผู้บริโภคอาศัยข้อมูลบนโซเชียลมีเดียในการตัดสินใจซื้อของในอนาคต นอกจากนี้ยังมีผู้บริโภคอีก 43% ที่มีแนวโน้มว่าจะซื้อสินค้าหลังรู้จักผ่านโลกโซเชียลมีเดีย (https://www.lyfemarketing.com/blog/selling-on-social-media-social-selling/)

Jamie Shanks ผู้เชี่ยวชาญด้านการขายสินค้าบนโซเชียลแนวหน้าของโลก ค้นพบว่าเงินทุก ๆ 1 ดอลลาร์ที่ลงทุนในการขายของบนโซเชียล จะมีอัตราส่วนผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment หรือ ROI) อยู่ที่ 5 ดอลลาร์ (https://www.salesforlife.com/blog/social-selling/what-is-the-roi-of-social-selling-5x-your-investment/)

ดีงามอะไรเบอร์นี้ ?

ในทุก ๆ 1 ดอลลาร์​ที่คุณลงทุนไปกับการขายในโซเชียล คุณจะได้คืนถึง 5 ดอลลาร์ !

ซึ่งจากสถิติเหล่านี้ จะพบว่ามีโอกาสมากมายมหาศาลในการขายสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย !

แต่ว่าจะรู้ได้ยังไงละว่าจะขายบนช่องทางไหนดี ?

มาดูค่าการปฏิสัมพันธ์ (Engagement Metrics) จากโซเชียลมีเดียแต่ละช่องทางดีกว่าว่าคุณจะได้รับความสนใจจากช่องทางไหนมากที่สุด หรือว่าช่องทางไหนมีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมากที่สุด เพราะปัจจัยเหล่านี้จะบอกได้ว่าช่องทางไหนจะสร้างรายได้ให้กับคุณมากที่สุด

ในการตัดสินใจเลือกว่าช่องทางไหนเหมาะที่สุด คุณจำเป็นต้องพิจารณาถึงขอบเขตสินค้าและวงการธุรกิจด้วย

และต่อไปนี้ก็คือฟีเจอร์สำคัญที่โซเชียลมีเดียยอดนิยมทั้งหลายออกแบบมาเพื่อการขายสินค้าทางโซเชียลโดยเฉพาะ

เฟซบุ๊ค (Facebook): 

แคตตาล็อกสินค้า (Product catalogue) – สิ่งนี้ช่วยให้คุณเชื่อมต่อสินค้าคงคลังในร้านค้าออนไลน์กับหน้าเพจร้านค้าของคุณบนเฟซบุ๊คและขายสินค้าเดียวกันได้ และคุณยังเชื่อมต่อแคตตาล็อกสินค้าได้โดยตรงจากโฆษณาบนเฟซบุ๊ค (Facebook Ads) ด้วย

อินสตาแกรม (Instagram):

โพสต์ Shoppable –  ฟีเจอร์ Shoppable ก็เหมือนการโพสต์ทั่วไปในอินสตาแกรม แต่จะมีไอคอนถุงช้อปปิ้งที่มุมซ้ายมือด้านล่างของรูปภาพ เมื่อผู้ใช้งานใช้นิ้วแตะบนโพสต์เหล่านั้น ก็จะเห็นชื่อสินค้าและราคาปรากฏอยู่ แล้วสิ่งที่เจ๋งมาก ๆ เกี่ยวกับฟีเจอร์นี้ก็คือ คุณสามารถซื้อของได้โดยตรงจากโพสต์เลย !

พินเทอเรสต์ (Pinterest):

ฟีเจอร์ Buyable Pin: Pinterest มีฟีเจอร์ Buyable Pin หรือปุ่ม Buy it สีฟ้า เมื่อผู้ใช้นิ้วแตะที่ปุ่มสีฟ้านี้ ตัวแอพก็จะพาไปยังร้านค้าออนไลน์ของคุณทันที

ข้อคิดปิดท้าย

ภาพจาก pexels.com

เทรนด์ระบบ POS ร้านค้าปลีกเหล่านี้เกิดจากการผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากับความพึงพอใจของลูกค้าที่เปลี่ยนไป ซึ่งตอนนี้คุณก็รู้จักเทรนด์เหล่านี้แล้ว และธุรกิจของคุณจะมีโอกาสเติบโตไปในทางที่ดีขึ้นได้เมื่อเปิดรับและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเทรนด์เหล่านี้

ในขณะที่เทคโนโลยีพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ นั้น ระบบ POS ร้านค้าปลีกอันชาญฉลาดจะมีความสำคัญต่อธุรกิจของคุณเป็นอย่างมาก นั่นก็เพราะว่าเป็นระบบที่บริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังปลอดภัย แล้วก็ราคาถูกนั่นเอง แต่คุณก็ต้องเลือกระบบที่มีการอัพเดตและมีฟีเจอร์ที่ตอบรับกับเทรนด์ระบบ POS ใหม่ทั้งหมดนี้ด้วย 

เลือกอย่างชาญฉลาดและขับเคลื่อนธุรกิจของคุณด้วยระบบ POS แบบครบวงจรของ StoreHub ! สะดวกสบายมาก ๆ เพราะระบบของเรามีฟีเจอร์ทั้งหมดที่สอดคล้องกับเทรนด์ที่ได้กล่าวไป ซึ่งก็คือ

  • รองรับเงินสด, บัตรเครดิต, บัตรเดบิต หรือการซื้อ-ขายผ่าน e-wallet ทุกประเภท
  • เข้าถึงง่ายด้วยระบบคลาวด์ (Cloud)
  • สามารถเลือกรูปแบบใบเสร็จและจัดส่วนลดกับโปรโมชั่นเองได้
  • ดูยอดขาย สต๊อกสินค้า และข้อมูลลูกค้าได้
  • เปิดร้านค้าออนไลน์ที่เชื่อมต่อกับระบบ POS ได้ง่าย ๆ

จองสาธิตการใช้งานกับเราฟรีได้เลยตอนนี้ที่ https://www.storehub.com/th/request-a-demo/eng

บริหารธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพด้วยสโตร์ฮับ

ระบบ POS สโตร์ฮับ

คลิกที่นี่เพื่อรู้ว่าสโตร์ฮับสามารถช่วยคุณจัดการธุรกิจได้อย่างไร