Talk to our business consultant: +60 3 9212 6688

Email Marketing ฉบับเข้าใจง่าย

5 ขั้นตอนการทำ Email Marketing

ฉบับเข้าใจง่ายสำหรับมือใหม่

ถ้าเราบอกว่า Email Marketing เป็นเครื่องมือการทำการตลาดชั้นเยี่ยมและสามารถดึงดูดลูกค้าได้เป็นอย่างดีคุณจะเชื่อไหม?

ขอบอกเลยว่าอย่ามองข้ามเทคนิคการตลาดข้อนี้ไปเป็นอันขาด !

เพราะถ้าคุณอยากให้ร้านค้าและร้านอาหารของคุณประสบความสำเร็จละก็ Email Marketing นี่แหละที่จะทำให้คุณบรรลุเป้าหมายง่ายขึ้น

แต่ก่อนอื่นเลย Email Marketing คืออะไร ?

Email Marketing คืออะไร

Email Marketing คือ วิธีการส่งข้อความการตลาด หรือ ข้อความการทำมาร์เก็ตติ้ง ไปยังลูกค้าใหม่และลูกค้าที่คุณมีผ่านอีเมล

จุดประสงค์หลักอีเมลมาร์เก็ตติ้งนี้ก็คือ โปรโมทและขายสินค้า รวมทั้งการให้ความรู้และสร้างความภักดีของลูกค้า (Customer Loyalty) ไปพร้อม ๆ กัน

และบอกเลยว่า งานนี้ใครที่ยังคิดว่า Email Marketing เป็นกลยุทธ์การตลาดที่ล้าสมัย คุณคิดผิด ! 

เพราะแม้จะมีหลากหลายช่องทางการสื่อสารและทำการตลาดระหว่างแบรนด์กับลูกค้า แต่ลูกค้าของคุณก็ยังอยากได้โปรโมชั่นและข่าวสารต่าง ๆ ผ่านช่องทางอีเมลอยู่ดี ดังนั้นจะเห็นหลายแบรนด์ดังอย่าง Kate Spade, Michor Kors, Pomelo และแบรนด์อื่น ๆ ยังคงส่งอีเมลแจ้งข่าวสารและเรื่องราวดี ๆ ไปยังลูกค้ากันอยู่

อีกอย่างคุณรู้ไหมว่ามีการศึกษาของ MarketingSherpa พบว่า 60% ของลูกค้าเลือกรับอีเมลจากแบรนด์เพื่อติดตามโปรโมชั่นและดีล และมีลูกค้าเพียง 20% เท่านั้นที่ติดตาม Social Media ของแบรนด์

ดังนั้นเห็นแล้วใช่ไหมว่า Email Marketing เป็นเครื่องมือการตลาดที่มีประสิทธิภาพไม่น้อยเลย ! ขอเพียงแค่ประยุกต์สไตล์การเขียนอีเมลให้เกี่ยวข้องกับสินค้าและสื่อสารกับลูกค้าได้ตรงจุดก็มีโอกาสประสบความสำเร็จแล้ว

ทำไมต้องให้ความสำคัญกับ Email Marketing?

เทคนิคการทำ Email Marketing

หากคุณสงสัยว่าทำไมที่ร้านจะต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของการตลาดอีเมล นี่คือเหตุผลง่าย ๆ ที่จะทำให้คุณเห็นถึงข้อดีของกลยุทธ์การตลาดอันนี้มากยิ่งขึ้น :-

  • อีเมลยังคงเป็นช่องทางการสื่อสารอันดับ 1 ระหว่างแบรนด์กับลูกค้า ซึ่งจากการศึกษาของ Sleeknote นั้นบอกว่า 99% ของลูกค้ามักจะเช็คอีเมลเป็นประจำทุกวัน ทั้งยังมีลูกค้าบางคนที่ใช้เวลาเช็คอีเมลมากถึง 20 นาทีต่อวัน !
  • Email Marketing มีผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI: Retrun on Investment) ที่น่าพอใจมากถึง 4,400% (ข้อมูลจาก Optinmonster) นั่นหมายความว่าทุก ๆ 10 บาทที่จ่ายไปกับการตลาดอีเมล คุณจะได้รับกลับคืนมามากถึง 440 บาท ไม่น่าเชื่อใช่ไหมล่ะ ?
  • มูลค่าโดยเฉลี่ยของออเดอร์ต่อ 1 อีเมลนั้นสูงกว่าออเดอร์จาก Social Media มากถึง 3 เท่า ! 
  • Email Marketing คือวิธีที่ดีที่สุดในการสร้างและรักษาความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับลูกค้า
  • เหตุผลเหล่านี้เพียงพอที่จะทำให้เจ้าของร้านค้าปลีกและร้านอาหารเช่นคุณหันมาให้ความสำคัญกับ Email Marketing หรือยัง ? 

ส่วนเราคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการยุคใหม่จะใช้เทคนิคการตลาดนี้พิชิตใจลูกค้าและให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จในยุคนี้ !

เริ่มต้นทำ Email Marketing ง่าย ๆ ด้วย 5 ขั้นตอน

มาถึงขั้นตอนที่ต้องเริ่มลงมือทำกันแล้ว แล้วจะเริ่มต้นกลยุทธ์การตลาด Email Marketing นี้ยังไงกันล่ะ ?

ไม่ต้องห่วง เพราะเรารวม 5 ขั้นตอนการทำ Email Marketing ง่าย ๆ มาฝากแล้วที่นี่ ขอบอกเลยว่าแม้คุณจะเป็นมือใหม่ก็ทำตามได้ไม่มีสับสนแน่นอน!

1. กำหนดเป้าหมายในการทำ Email Marketing

ตัวอย่างการทำ Email Marketing จาก ShopBack และ Zilingo

สิ่งแรกที่คุณต้องทำเลยก็คือ กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการส่งอีเมล และ  3 สิ่งต่อไปนี้ก็เป็นประเภทของอีเมลที่นิยมใช้กันในการทำ Email Marketing

  1. Transaction Email – อีเมลที่ส่งออกไปขณะทำธุรกรรมหรือทำรายการต่าง ๆ เช่น การยืนยันสมาชิก, ยืนยันออเดอร์, ยืนยันการสั่งซื้อสินค้า, ใบเสร็จ, ฟีดแบ็คลูกค้า ฯลฯ
  2. Promotional Email – อีเมลประเภทนี้ถูกออกแบบมาเพื่อโปรโมชั่นพิเศษที่ทางร้านคิดขึ้นมา เช่น Happy Hour Deal รับส่วนลดพิเศษเฉพาะชั่วโมงนั้น ๆ ส่วนลดสำหรับเมนูใหม่ และโปรโมชั่นช่วงเทศกาล เป็นต้น
  3. Lifecycle Email –  อีเมลประเภทนี้มีตั้งแต่ขั้นตอนการทำให้ลูกค้ารู้จักแบรนด์ไปจนถึงการสั่งซื้อสินค้าหรือบริการ และยังมีการกระตุ้นให้กลับมาซื้อซ้ำ Lifecycle Email จะถูกส่งออกไปตาม Customer Journey ขึ้นอยู่กับว่าลูกค้าอยู่ตรงไหน อาจจะเป็นส่วนของการสร้าง Brand Awareness กระตุ้นความสนใจ สร้างแรงจูงใจให้ซื้อ หรือว่าซื้อไปแล้วก็ได้

ตัวอย่าง

  • อีเมลต้อนรับลูกค้ามัก ทางร้านมักจะส่งไปหลังจากที่ลูกค้าเลือกเข้าร่วมหรือสมัครเป็นลูกค้าสมาชิกของร้าน
  • อีเมลขอบคุณ คุณจะส่งอีเมลนี้หาลูกค้าเมื่อลูกค้ามาทานอาหารที่ร้านหรือเลือกซื้อสินค้าและบริการที่ร้านของคุณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
  • อีเมลกระตุ้นการซื้อซ้ำ ทางร้านจะส่งอีเมลนี้ไปเมื่อลูกค้าซื้อสินค้าเพื่อกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอีกครั้ง

ทั้ง 3 อีเมลในตัวอย่างนี้ ทางร้านจะต้องใช้เทมเพลตที่แตกต่างกันเพื่อส่งไปยังกลุ่มลูกค้าแต่ละประเภท ดังนั้นหากคุณสามารถวางแผนล่วงหน้าไว้ได้ ก็จะช่วยให้การทำ Email Marketing สะดวกรวดเร็วและง่ายยิ่งขึ้น

2. สร้างลิสต์อีเมลของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย

สร้างลิสต์อีเมลของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายสำหรับ Email Marketing

สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการจะต้องไม่ลืมในขั้นตอนการสร้างลิสต์อีเมลลูกค้าก็คือ ทางร้านจะต้องได้รับอนุญาตจากลูกค้า คือลูกค้าจะต้องยินยอมให้ทางร้านส่งอีเมลโปรโมชั่นและอีเมลต่าง ๆ หาด้วยความสมัครใจ

แล้วทีนี้คุณจะทำยังไงให้ได้อีเมลของลูกค้ามาล่ะ ? ขอบอกเลยว่าไม่ยากอย่างที่คิด 

และนี่ก็คือเทคนิคการขออีเมลลูกค้าเพื่อทำ Email Marketing ในเบื้องต้น :-

  • ขออีเมลจากลูกค้าโดยตรง มอบข้อเสนอสุดพิเศษจากลูกค้า เช่น บอกลูกค้าว่าทางร้านจะส่งดีล โปรโมชั่น และสิทธิพิเศษต่าง ๆ ไปยังอีเมลของลูกค้า ให้ลูกค้าได้ซื้อสินค้าและลองเมนูใหม่ ๆ ของร้านก่อนใคร
  • มีแบบฟอร์มให้ลูกค้ากรอกเพื่อแสดงความสนใจบนหน้าเว็บไซต์หรือเว็บของโต๊ะร้านอาหารออนไลน์ของคุณ
  • มีโปรแกรมพิเศษสำหรับลูกค้าที่แนะนำเพื่อนมาซื้อสินค้าและบริการของร้าน โดยมอบส่วนลดเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้า เช่น “รับลด 50 บาทต่อคนเมื่อแนะนำเพื่อนได้สำเร็จ”
  • มีแคมเปญแข่งขัน เช่น ที่ร้านอาจจะมีแคมเปญแจกของรางวัลทุกอาทิตย์ และสิ่งที่ลูกค้าจะต้องทำก็คือ กรอกอีเมลกับทางร้านเพื่อรับข่าวสารดี ๆ แบบนี้
  • บอกข้อดีของการกรอกอีเมลกับทางร้าน เช่น ลูกค้าจะได้รับคอนเทนต์ดี ๆ ซึ่งหากเป็นร้านขายเครื่องสำอางก็อาจจะส่งเป็นเคล็ดลับดูแลผิวหน้า หากขายเสื้อผ้าก็อาจจะเป็นเทรนด์การแต่งตัว หรือถ้าเป็นร้านกาแฟและร้านอาหาร ก็อาจจะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับการทำกาแฟเมนูโปรดและอาหารจานพิเศษ เป็นต้น

จำไว้เลยว่ายิ่งคุณมีลิสต์อีเมลลูกค้ามากเท่าไหร่ โอกาสที่คุณจะเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายก็ยิ่งมากเท่านั้น และโอการในการเพิ่มยอดขายทำกำไรให้กับก็จะมากตามไปด้วย !

3. ร่างอีเมลด้วยเนื้อหาที่ตรงใจ เพื่อโน้มน้าวลูกค้า

Email Marketing - ตัวอย่างอีเมลโน้มน้าวลูกค้า

เมื่อรู้แล้วว่าจะส่งอีเมลแบบไหนไปหาลูกค้าและมีลิสต์ในการทำ Email Marketing แล้ว
ตอนนี้ก็มาถึงขั้นตอนที่ยากที่สุด นั่นก็คือ การเขียนอีเมล

แต่…ไม่ต้องกังวลไป เพราะเรามี Best Practice หรือแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการเขียนอีเมลมาฝากแล้วที่นี่ ซึ่งคุณสามารถใช้เป็นไกด์ไลน์ ให้เขียนอีเมลหาลูกค้าได้ง่ายขึ้น ได้แก่

  • คิดในมุมของลูกค้า – ลองคิดดูซิว่าถ้าคุณเป็นลูกค้า คุณจะอยากได้อีเมลแบบไหน ลองทำความเข้าใจและหาเหตุผลว่าทำไมคุณถึงอยากซื้อสินค้าและเลือกรับอีเมลจากทางร้าน วิธีนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจตัวลูกค้าและส่งอีเมลได้ตรงความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น
  • หัวข้ออีเมลต้องน่าคลิก – หัวข้ออีเมลจะบอกได้เลยว่าลูกค้าจะเปิดอ่านอีเมลของคุณหรือเปล่า ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดก็คือ การพาดหัวข้อที่น่าคลิก (Click-bait) หรือจะใช้ CTA เพื่อกระตุ้นการกระทำก็เป็นเทคนิคการเขียนอีเมลที่น่าลองเช่นกัน เช่น “เดรสสวย ๆ รับซัมเมอร์ กับของมันต้องมี ! ”, “วันสุดท้าย! โปรโม 1 แถม 1 เมนูฮิตของร้าน” 
  • ใส่ CTA (Call-To-Action) เพื่อกระตุ้นการกระทำของลูกค้าเสมอ – ใส่ลิงค์ในอีเมลเพื่อให้ลูกค้าของคุณมีส่วนร่วมกับแบรนด์หรือร้าน เช่น ลิงค์หน้าสินค้าที่ต้องการโปรโมท ลิงค์จองโต๊ะร้านอาหาร ลิงค์จองทำผม หรือลิงค์เวาเชอร์ส่วนลด
  • ใส่รูปสวย ๆ  – ให้ภาพเล่าเรื่องราวแทนคำพูด อย่าลืมแนบภาพสวย ๆ ไปกับอีเมลของคุณด้วย เพื่อโน้มน้าวให้ลูกค้าคลิกเพื่อสั่งซื้อสินค้าหรือสั่งอาหารจากร้านคุณ 
  • Upsell ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ – ไฮไลท์สินค้าใหม่และเมนูใหม่เพื่อดึงดูดลูกค้า หรือจะเป็นสินค้าขายดีและเมนูแนะนำของทางร้านก็ได้
  • ใส่ข้อมูลการติดต่อ – อย่าลืมใส่ข้อมูลการติดต่อของร้านอย่างที่อยู่และเบอร์โทรด้วย
  • ส่งอีเมลไปล่วงหน้าเพื่อกระตุ้นความสนใจ – ส่งอีเมลไปกระตุ้นความสนใจลูกค้าก่อน เช่น ส่งไปก่อนมื้ออาหาร หรือเทศกาลลดราคาของทางร้าน วิธีนี้ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นเหมือนการย้ำเตือนให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น

4. เลือกเครื่องมือทำ Email Marketing ที่ใช่

การส่งอีเมลไปยังลูกค้าด้วยด้วยเครื่องมือการทำ Email Marketing

ขอบอกว่าเครื่องมือทำการตลาดผ่านอีเมลนั้นมีเยอะมาก แล้วเครื่องมือเหล่านี้ก็ช่วยให้คุณส่งอีเมลและติดตามแคมเปญได้อย่างง่ายดาย

อย่าง HubSpot หรือ MailChimp โปรแกรม Email Marketing ที่ว่านี้ก็ช่วยคุณสร้างอีเมลจากเทมเพลตที่มี ส่งไปยังลิสต์อีเมลลูกค้า และยังติดตามกับวิเคราะห์ข้อมูลได้หลายอย่าง เช่น

  • Open Rateอัตราการเปิดอีเมล
  • Click-through Rate – อัตราการคลิก
  • Bounce Rate – อัตราส่วนอีเมลที่ส่งไม่ถึงลูกค้า
  • Conversion Rate – สัดส่วนของการตอบสนองต่ออีเมล

เพราะฉะนั้นลองตั้งงบในการทำ Email Marketing ของร้านคุณ เปรียบเทียบคุณสมบัติของแต่ละเจ้า จากนั้นก็เลือกโปรแกรมที่เหมาะที่สุดมาใช้งานซะ

5. วางแผนการติดตามแคมเปญ Email Marketing

การติดตามและวัดผลแคมเปญ Email Marketing

หลังจากที่ส่งอีเมลออกไปแล้ว คุณจะติดตามแคมเปญ Email Marketing ของคุณยังไง ?

คำตอบง่าย ๆ เลยก็คือ คุณสามารถวัดผลอีเมลของคุณได้ง่าย ๆ ดังนี้ :-

  • Open Rate – อัตราการเปิดอีเมล ดูว่าอีเมลที่คุณส่งไปนั้นมีลูกค้าเปิดอ่านกี่คนและคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจากเว็บไซต์ของ Campaign Monitor นั้นบอกว่าควรอยู่ที่ 15 – 25% 
  • Click-through Rate – ดูว่ามีลูกค้ากี่คนที่คลิกและมีส่วนร่วม คือ คลิกลิงค์ที่แนบไปในแคมเปญ Email Marketing ของคุณ โดยปกติแล้วอัตรการคลิกควรอยู่ที่ 2.5% 
  • Bounce Rate – ดูว่ามีอีเมลกี่ฉบับที่ส่งไม่สำเร็จ ซึ่งตาม Emma Email Marketing แล้ว Bounce Rate ควรอยู่ที่ 2% เท่านั้น 
  • Unsubscribe Rate – คือเปอร์เซ็นต์อัตราการยกเลิกสมาชิก หรือยกเลิกติดตามอีเมลจากทางร้าน โดยเปอร์เซ็นต์ที่ทาง Optimonster บอกว่าเหมาะสมนั้นควรต่ำกว่า 0.5%
  • Conversion Rate – มีลูกค้ากี่คนที่คลิกอ่านและมีส่วนร่วมกับอีเมลหลังจากเปิดอ่าน เช่น กดซื้อสินค้า กดสั่งอาหาร แนะนำเพื่อน หรือกดไปดูหน้าเว็บไซต์อื่นของร้าน เป็นต้น ซึ่งทาง Campaign Monitor บอกว่า Conversion Rate ที่ดีนั้นอยู่ที่ 2.5%

ซึ่งเมื่อคุณติดตามและวิเคราะห์แคมเปญอีเมลจามนี้แล้ว คุณเองก็จะรู้ว่าควรปรับปรุงตรงไหนในการทำ Email Marketing บ้าง เช่น ถ้าอัตราการเปิดอีเมลของคุณต่ำ คุณก็จำเป็นต้องปรับปรุงในการเขียนหัวข้ออีเมลให้น่าเปิดอ่านหรือน่าคลิกมากยิ่งขึ้น

CTA - ระบบ POS สโตร์ฮับ โปรแกรมจัดการร้านค้าปลีกและร้านอาหาร

Share this Post

Share on facebook
Share on twitter
Share on linkedin
Share on pinterest
Share on print
Share on email

Hey there! Please enter your store name.

.storehubhq.com